Search

เวทีถกแผนแม่บทแร่ 3 มูลค่า 4 หมื่นล้านล้านเข้มข้น-ผู้ประกอบการเสนอย้ายประชาชนเขตแหล่งแร่ไปอยู่นิคม-ชาวบ้านโต้ระหว่างสัมปทานกับวิถีชีวิตคนเลือกอะไร-นักวิชาการติงควรตรวจสอบทั้งระบบจัดการแร่ไม่ใช่คิดแค่ต่อยอดของเก่าที่ขาดความโปร่งใส

รศ.ดร.พันธวัศ สัมพันธ์พานิช ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอภาพรวมสถานการณ์แร่ในประเทศไทย และความจำเป็น แผนแม่บทบริหารจัดการ ที่ต้องปรับปรุงทุก 5 ปี ตามพรบ.แร่ พ.ศ. 2560 หลักการคือการใช้ทรัพยากรอย่างคุ่มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เกิดการยอมรับของสังคมในระยะยาว จะได้ประเมินมูลค่าทรัพยากรแร่ ป้องกันและลดผลกระทบ บริหารจัดการทันสมัยและตอบโจทย์บริบทโลก ครั้งนี้เป็นการรับฟังความคิดเห็นที่สำคัญ

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมฯ กล่าวว่าสำหรับร่างแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ ฉบับที่ 3 ยังห้ามเผยแพร่ เพราะยังไม่เป็นความจริง การถอดบทเรียนจากการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ ฉบับที่ 2 มีบทเรียนสำคัญได้แก่ 1) ข้อมูลทรัพยากรแร่ยังกระจัดกระจาย การวางแผนและตัดสินใจนโยบายยังไม่เป็นระบบเท่าที่ควร 2) กฎหมายและกระบวนการอนุญาตมีความซับซ้อน ควรปรับปรุงกระบวนการอนุมัติ/อนุญาตและระบบติดตามใบอนุญาตทางดิจิตอล 3) การสร้างมูลค่าเพิ่มจากแร่ยังมีข้อจำกัด ควรส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำ งานวิจัย และเทคโนโลยีการแปรรูป 4) การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมต้องยกระดับสู่มาตรฐานสากล แนวโน้มโลกให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) การทำเหมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Mining) เหมืองคาร์บอนต่ำ แผนปิดเหมืองและการฟื้นฟูจากพื้นที่ทำเหมือง (Mine Closure and Rehabilitation) และ 5 การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญ

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมฯ ยังระบุว่าสถานการณ์และแนวโน้มสำคัญที่มีผลต่อการบริหารจัดการแร่ ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ระบบพลังงานสะอาดมีความต้องการใช้แร่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น ลิเทียม นิกเกิล และแร่หายาก (แรร์เอิร์ท REEs) ทั้งนี้ประเทศไทยมีทรัพยากรแร่มากกว่า 40 ชนิด พื้นที่ศักยภาพแร่ประมาณ 60 ล้านไร่ หรือประมาณ 19% ของประเทศไทย มูลค่าทางเศรษฐกิจ 42,928 ล้านล้านบาท เป็นพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมาย 14.83% อยู่นอกพื้นที่หวงห้ามตามกฎหมาย นำมาพิจารณาใช้ประโยชน์ได้ 82,881 ตารางกิโลเมตร

นายอนุชิต ศิริทองคำ นักธรณีวิทยาชำนาญการ กรมทรัพยากรธรณี นำเสนอเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง (Thailand Mineral Framework Classification-TMFC) ว่าข้อมูลการสำรวจแร่ภาครัฐ ข้อมูลศักยภาพแร่ และข้อมูลการสำรวจแร่ภาคเอกชน จัดทำออกมาเป็นบัญชีทรัพยากรแร่ของประเทศ ใช้ปัจจัยพิจารณาการจำแนกทรัพยากรแร่ และปัจจัยประเมินพื้นที่ ได้แก่ ปัจจัยด้านเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำเหมือง ปัจจัยเศรษฐกิจ ปัจจัยสังคม ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม และปัจจัยด้านสุขภาพของประชาชน

ผศ.ดร.วรวิทย์ นพแก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ กล่าวว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อ(ร่าง)แผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ฉบับที่ 3 ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบเดิม เช่น การเพิ่มฐานข้อมูล การลดขั้นตอนอนุญาต การพัฒนาเทคโนโลยีตรวจสอบ หรือการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากแร่ เพราะการทำให้ระบบเดิมทำงานได้รวดเร็วขึ้น มิได้หมายความว่าระบบนั้นจะมีความเป็นธรรม โปร่งใส หรือเคารพสิทธิชุมชนมากขึ้น หากโครงสร้างอำนาจในการกำหนดพื้นที่ การผลิตความรู้ และการตัดสินใจยังคงรวมศูนย์อยู่ในมือหน่วยงานรัฐและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเพียงบางส่วน การเพิ่มประสิทธิภาพอาจกลับกลายเป็นการเพิ่มความสามารถของรัฐและทุนในการเข้าถึงทรัพยากร โดยที่ประชาชนยังคงเป็นเพียงผู้รับผลกระทบและผู้ให้ความคิดเห็นในขั้นตอนปลายทาง

อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ฯ กล่าวว่า ก่อนจัดทำแผนแม่บทฉบับที่ 3 จำเป็นต้องดำเนินการ Audit (ตรวจสอบ)ทั้งแผนและกฎหมาย อย่างเป็นระบบ ตรวจสอบตั้งแต่โครงสร้างและการบังคับใช้ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2560 ตลอดจนผลการดำเนินงานของแผนแม่บทฉบับที่ผ่านมา ว่ากลไกเหล่านี้สามารถสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากแร่ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และสิทธิของประชาชนได้จริงหรือไม่ ต้องตรวจสอบว่าพื้นที่ใดได้รับอนุญาตให้ทำเหมืองภายใต้ข้อมูลและกระบวนการแบบใด มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมได้รับการปฏิบัติจริงเพียงใด การร้องเรียนของประชาชนได้รับการแก้ไขหรือเพียงถูกบันทึกไว้ และเมื่อเกิดความเสียหาย ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ฟื้นฟู และเยียวยา

“ด้วยเหตุนี้ เวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้จึงควรเป็นมากกว่าการถามประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่ กับแนวทางที่รัฐจัดเตรียมไว้ แต่ต้องเปิดให้สังคมร่วมตั้งคำถามใหม่ต่อระบอบการจัดการแร่ทั้งหมด ตั้งแต่การนิยามพื้นที่ การจัดทำแผนที่ การกำหนดเขตแหล่งแร่ การออกประทานบัตร การควบคุมกิจการ การจัดสรรผลประโยชน์ ไปจนถึงการปิดและฟื้นฟูเหมือง ดูในแผนที่เขาแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง เห็นสีม่วง แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าตรงนั้นเป็นภูเขา เป็นต้นน้ำลำธาร เป็นพื้นที่เกษตรกรรม เป็นพื้นที่ภูมิศรัทธา วัดบนภูเขา เป็นความเชื่อและแหล่งโบราณคดี เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นชีวิตของประชาชนที่สืบต่อมาหลายชั่วอายุคน จะมองเพียงว่าเป็นแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองไม่ได้” นักวิชาการผู้นี้กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศในช่วงซักถามและแสดงความคิดเห็นเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยมีคำถามจากและข้อคิดเห็นจากผู้ประกอบการเหมืองแร่ที่ต้องการการลงทุนและเสนอให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่แหล่งแร่ไปอยู่ในนิคมสร้างตนเองซึ่งทำให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบรู้สึกไม่พอใจและวิพากษ์วิจารย์ รวมทั้งตั้งคำถามผลประโยชน์จากเหมืองแร่ 30 ปีสัมปทานเทียบกับเกษตรกรรมและวิถีชีวิตชุมชนสิ่งไหนมีค่ามากกกว่ากัน

ในขณะที่นักวิชาการบางส่วนตั้งคำถามถึงผลกระทบข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้านว่าการนำเข้าแร่จากเพื่อนบ้านจะจัดการได้อย่างไรเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อไทย อย่างไรก็ตามคำถามต่างๆยังไม่ได้รับคำตอบหรือคำชี้แจงที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ และในวันที่ 15 กันยายนจะมีเวทีรับฟังความเห็นครั้งสุดท้ายที่โรงแรมแมนดาริน กทม.


ทั้งนี้ระหว่างช่วงพักการประชุมมีประชาชน ในนามเครือข่ายชุมชนปกป้องทรัพยากรนครสวรรค์และพื้นที่เขากะลา หัวหวาย และเขาปูน-เขาใหญ่ ได้ยื่นหนังสือแก่กรมทรัพยากรธรณี พร้อมร่วมกันอ่านแถลงการณ์ขอให้ทบทวนและเพิกถอนเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง ออกจากแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่และไม่นำกลับไปกำหนดในแผนแม่บทฉบับที่ 3 โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวมิใช่พื้นที่ว่างเปล่าบนแผนที่แร่ แต่เป็นพื้นที่ชีวิต แหล่งน้ำ พื้นที่ผลิตอาหาร ประวัติศาสตร์ และมรดกของคนรุ่นต่อไป แร่ที่นำออกจากพื้นที่อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงช่วงเวลาหนึ่ง ตาภูเขา ต้นน้ำ แหล่งโบราณคดี ซากดึกดำบรรพ์ และความสัมพันธ์ของชุมชนกับพื้นที่ เมื่อถูกทำลายแล้วไม่อาจสามารถสร้างกลับคืนมาได้