
วันที่ 11 กันยายน 2569 สถานการณ์วิกฤตการปนเปื้อนของสารพิษและโลหะหนักในแหล่งน้ำสำคัญไทย ที่กำลังสร้างวิกฤตที่สร้างความเสียหายลุกลามตั้งแต่ต้นน้ำข้ามพรมแดนจนถึงปลายห่วงโซ่อาหาร อาจทำให้สัตว์น้ำเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดย รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันบริการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (IQS) และคณบดีคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและสถานะจุดยืนในการจัดการอย่างเป็นระบบ โดยปัญหาที่จะเกิดขึ้น เมื่อระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารกำลังพังทลาย วิกฤตในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและแม่น้ำโขงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องสารพิษปนเปื้อน แต่ปัญหาหลักมาจาก “ตะกอน” ที่ไหลลงมาทับถมตลอดทั้งปี ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ 4 ระดับ
รศ.อภินันท์กล่าวว่า 1. การสูญสิ้นพืชน้ำและแหล่งอาหารตั้งต้น ตะกอนที่ทับถมทำให้แสงแดดส่องลงไปไม่ถึงพืชน้ำและสาหร่าย (เช่น “ไก”) ส่งผลให้พืชน้ำที่ปกติทนสภาวะน้ำขุ่นได้เพียง 3-4 เดือนต้องตายทั้งหมด ทำลายอาหารตั้งต้นของสิ่งมีชีวิตในน้ำ 2. ผลกระทบซ้ำสองต่อสัตว์หน้าดิน สัตว์หน้าดินจำพวกหอยและแมลงน้ำต้องจมอยู่กับตะกอนที่สะสมโลหะหนักและกรองกินของเสีย ทำให้หอยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและเสี่ยงสูญพันธุ์
3. อัตราการเกิดและผสมพันธุ์ของปลาลดฮวบ เมื่อไม่มีตะไคร่น้ำและแมลงน้ำ ลูกปลาวัยอ่อนขาดอาหารทำให้อัตราการรอดเหลือเพียง 30–50% ส่งผลให้ปลาที่จะเติบโตไปผสมพันธุ์ในรุ่นถัดไปลดลงอย่างรวดเร็ว
4. ห่วงโซ่อาหารถูกตัดขาด เมื่อปลากินพืชและปลากินตะไคร่หายไป ปลากินเนื้อก็ไม่มีอาหาร ทำให้ปัจจุบันในแม่น้ำสาย แม่น้ำกก และลำน้ำสาขา แทบไม่พบปลาชนิดอื่นหลงเหลือ นอกจากปลาล่าเนื้อ เช่น ปลาหลด และปลาแค้ จนเกิดคำเตือนว่า “เรากำลังจะไม่มีปลากิน”
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการนำเข้าสัตว์น้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กรณีด่านระนองที่มีการนำเข้าสัตว์น้ำจากเมียนมา ซึ่งพื้นที่ต้นน้ำมีการทำเหมืองแร่อย่างหนัก รวมถึงการนำเข้าจากเวียดนาม ทำให้ต้องมีชุดทดสอบ (Test Kit) เพื่อเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด
คณบดีคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำกล่าวว่า การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาของไทยสะท้อนว่าบางประเด็นที่เรากำลังเดินผิดทางในเรื่องสำคัญ และแนวทางที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อแก้ปัญหา กล่าวคือปัจจุบันทิศทางการทำงานของไทยยังเดินผิดทาง โดยมุ่งเน้นการตรวจวิเคราะห์ที่ปลายน้ำ คือ การตรวจสอบการสะสมของโลหะหนักในเนื้อเยื่อสิ่งมีชีวิตตามห่วงโซ่อาหาร แต่ยังขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เชิงลึกเพื่อยืนยันแหล่งกำเนิดต้นทาง อีกทั้งเครื่องมือและห้องปฏิบัติการในไทยยังไม่สมบูรณ์ ตรวจธาตุหายากหรือ REE ได้เพียง 4 ชนิด ขณะที่ข้อมูลสำคัญจากกรมทรัพยากรธรณีมักถูกจำกัดเป็นข้อมูลภายใน ทำให้บุคคลภายนอกเข้าถึงได้ยาก ทำให้เราไม่มีหลักฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่จะยืนยันต่อ ประเทศเมียนมา และประเทศจีน ไม่เช่นนั้นก็สามารถปฏิเสธอย่างไรก็ได้
“สิ่งที่ต้องทำ แนวทางการจัดการเชิงรุก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากแต่จำเป็นต้องทำ เพื่อพิสูจน์ต้นตอข้ามแดน ภารกิจเร่งด่วนคือการพิสูจน์ว่าสารพิษมีต้นทางหลักมาจากกิจกรรมในฝั่งประเทศเมียนมา โดยต้องเชื่อมโยงเครือข่ายนักวิจัย ใช้เครื่องมือขั้นสูงจากต่างประเทศ และเข้าไปเก็บตัวอย่างอ้างอิง (Baseline data) ในพื้นที่รัฐฉานเพื่อใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบ จึงจะสามารถนำไปเจรจาในเรื่องผลกระทบข้ามแดนได้“ รศ.ดร.อภินันท์กล่าว
รศ.ดร.อภินันท์ กล่าวว่า นอกจากนี้ จากการสำรวจเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ พบว่าบริษัทเอกชนด้านการทดสอบและตรวจสอบ มีเครื่องมือที่สามารถตรวจวิเคราะห์ไอโซโทปและแรร์เอิร์ธบางชนิดได้ แต่หากนักวิจัยหรือหน่วยงานรัฐต้องการส่งตรวจวิเคราะห์แบบครบชนิดในปัจจุบัน ยังจำเป็นต้องส่งไปยังห้องปฏิบัติการในต่างประเทศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ทั้งนี้ เทคนิคการตรวจวิเคราะห์ไอโซโทปจะจำเพาะต่อการตรวจการสะสมของโลหะหนักในระบบชีววิทยา จึงจำเป็นต้องบูรณาการเข้ากับการวิเคราะห์เอกลักษณ์ของแรร์เอิร์ธ (Rare Earth Fingerprinting) เพื่อระบุแหล่งที่มาอย่างจำเพาะเจาะจงได้
รศ.ดร.อภินันท์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนเตรียมนำเสนอแนวทางการใช้เทคนิคไอโซโทปเพื่อสืบหาต้นตอแรร์เอิร์ธและโลหะหนักต่อคณะกรรมาธิการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (กมธ.ปภ.) โดยอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อส่งตัวอย่างไปยัง สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เพื่อขอความอนุเคราะห์ใช้เครื่องมือและศักยภาพของเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ
การตรวจวิเคราะห์ด้วยไอโซโทปเสถียร ได้แก่ คาร์บอน-13 และไนโตรเจน-15 ของโลหะหนัก จะช่วยให้นักวิจัยสามารถติดตาม (Trace) เส้นทางการส่งผ่านของสารอาหารและสารปนเปื้อนในระดับเซลล์ของสิ่งมีชีวิตได้อย่างแม่นยำ ทำให้ทราบถึงแบบแผนการถ่ายทอดสารพิษผ่านระดับชั้นในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งข้อมูลเชิงลึกทางชีวธรณีเคมีเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ย้อนรอยและประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงต่อระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชน พร้อมทั้งยกระดับเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีน้ำหนักเพียงพอในการแก้ปัญหาข้ามพรมแดนต่อไป
ส่วนการปรับตัวในระดับพื้นที่ ระหว่างที่ระดับนโยบายยังไม่สามารถจัดการกับแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามพรมแดนได้ ทางสถาบัน IQS ม.แม่โจ้ ได้จัดทำ “แผนที่ปลา” (Fish Map) เพื่อจำแนกความปลอดภัยในการบริโภค และเสนอให้ประชาชนปรับวิธีคิดเรื่องความมั่นคงทางอาหาร โดยย้ายฐานการผลิตมาสร้างบ่อเลี้ยงบนบกหรือหน้าบ้านเพื่อพึ่งพาตนเอง
นายวิทยา มะสะ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการประมง สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย กล่าวถึงสถานการณ์และผลการตรวจสัตว์น้ำล่าสุด ว่า จากการเก็บตัวอย่างหอยทั้งหมด 12 ตัวอย่าง พบว่ามีค่าการปนเปื้อนเกินมาตรฐาน 6 ตัวอย่าง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในแม่น้ำโขง เขตอำเภอเชียงแสน บริเวณบ้านสบรวกและบ้านสบกก
ขณะที่ผลตรวจตัวอย่างเนื้อปลา เช่น ปลากดเหลืองในแม่น้ำรวก และปลาในแม่น้ำกก ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ทางประมงได้แนะนำประชาชนว่า ปลาในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงยังสามารถบริโภคได้ แต่ต้องงดบริโภคส่วนเหงือกและเครื่องในโดยเด็ดขาด และควรงดการบริโภคหอยทุกชนิดจากแหล่งน้ำที่มีปัญหาไปก่อน
นายวิทยากล่าวว่า ปัจจุบันแม่น้ำกกและแม่น้ำสายไม่มีแก่งหรือเวิ้งน้ำลึกเหลืออยู่ พื้นท้องน้ำกลายสภาพเป็นดินโคลนจนปลาไม่มีแหล่งวางไข่ ส่งผลให้ปริมาณสัตว์น้ำลดฮวบ เช่น ลูกปลาเวียนที่เคยช้อนได้นับพันตัวในอดีต แต่ปีล่าสุดใช้เวลากว่า 2 เดือนช้อนได้ไม่ถึง 20 ตัว ด้านชาวประมงพื้นบ้านก็ออกหาปลาน้อยลงอย่างมาก เพราะออกเรือแล้วไม่ได้ปลา ไม่คุ้มกับค่าน้ำมันที่แพง แม้ในแม่น้ำโขงบริเวณบ้านปากอิงจะยังจับปลาได้ในเชิงปริมาณน้ำหนัก แต่ความหลากหลายของชนิดปลาและปลาที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูญหายไปหลายชนิด
ส่วนประเด็นการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศ นายวิทยายอมรับว่าที่ผ่านมายังไม่ได้มีการสุ่มตรวจวิเคราะห์โลหะหนัก เนื่องจากยึดตามใบรับรอง (ใบเซอร์) ของประเทศต้นทาง ซึ่งหลังจากนี้จะนำเสนอผู้บริหารเพื่อขอสุ่มเก็บตัวอย่างส่งตรวจต่อไป