Search

การมาถึงของ“เหมืองแร่” กับความล่มสลายของหมู่บ้าน

ภาสกร จำลองราช

เมื่อตอนเด็กๆ “นามิ” หญิงสาวชาวลาหู่จำได้ว่าบริเวณรอบหมู่บ้านเต็มไปด้วยป่าไม้และลำห้วยที่ใสสะอาด ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำนาและทำไร่

หมู่บ้านที่หญิงสาวเกิดและเติบโตเป็นชุมชนเล็กๆ บริเวณชายแดนเมืองสาด เขตรัฐฉานใต้ ประเทศพม่าติดกับประเทศไทยด้านอำเภอแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

หากข้ามจากชายแดนจากหมู่บ้านของนามิมายังฝั่งไทยสามารถใช้ถนนเชื่อมระหว่างดอยหัวแม่คำ แหล่งท่องเที่ยวสุดแดนของจังหวัดเชียงราย กับบ้านเทิดไทย หรือเดิมชื่อบ้านหินแตกซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นสำคัญของ “ขุนส่า” อดีตผู้นำคนสำคัญของชาวไต ถนนนี้เชื่อมเข้ามาถึงตัวเมืองเชียงราย

ชาวบ้านทั้งสองฝั่งแดนบริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวอาข่า ลาหู่ ม้งและไทใหญ่ ต่างมีวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงอยู่กับแผ่นดินไทย บางส่วนเป็นพลเมืองไทยแล้ว บางส่วนมีบัตรสีต่างๆที่กำลังพัฒนาสถานบุคคล บางส่วนเพียงอพยพกันข้ามไป-มา

ชีวิตของ “นามิ” และชาวบ้านก็เช่นเดียวกัน ในอดีตชาวบ้านส่วนใหญ่เข้ามาหางานทำในไทยเพื่อสะสมเงินทองไว้ใช้และส่งลูกเรียน พออายุเยอะก็กลับไปทำมาหากินตามวิถีอยู่ในบ้านเกิด เป็นวงจรเช่นนี้กันเรื่อยมา แต่วันนี้สถานการณ์กลับไม่เหมือนเดิม

แต่เมื่อ 5 ปีก่อนเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงเข้ามาในหมู่บ้าน เมื่อมีทหารพม่าและทหารว้า พาคนจีนเข้ามาสำรวจพื้นที่และบอกกับชาวบ้านว่าต้องการไร่นาของชาวบ้านเป็นพื้นที่ทำเหมืองแร่

“ตอนแรกพวกเราก็ไม่รู้ว่าเหมืองที่เขาบอกเป็นอย่างไร เขามาซื้อที่นาของชาวบ้านในราคาถูก คนในหมู่บ้านก็จำใจขาย เพราะหากไม่ขายเขาก็ยึดเอาไปเลยโดยไม่จ่ายเงิน เขายังซื้อที่ดินไร่บนดอยต่างๆ หลายบ้านไม่ยอมขาย ในที่สุดเขาก็ยึดเอาไปเลยโดยไม่จ่ายเงิน” นามิ ย้อนอดีตอันใกล้ถึงเหตุการณ์ร้ายที่ย่างกรายเข้าสู่หมู่บ้าน

ชุมชนของหญิงสาวตั้งอยู่ในพื้นที่ราบเล็กๆบนสันดอยซึ่งเป็นภูมิประเทศที่ชาวลาหู่มักสร้างชุมชนตามคำสอนของบรรพบุรุษ โดยบริเวณร่องดอยมีลำห้วยแม่โจ๊กไหลลัดเลาะไปลงแม่น้ำสาย นั่นหมายความว่าพื้นที่บริเวณนี้คือต้นแม่น้ำสาย ที่เป็นเส้นแบ่งแดนระหว่างอำเภอแม่สายของไทยและเมืองท่าขี้เหล็กของพม่า

แม่น้ำสายเคยเป็นเส้นเลือดใหญ่ของชุมชน 2 ฝั่งแดนมายาวนาน เป็นแหล่งผลิตน้ำประปาให้กับชุมชนแม่สาย จนกระทั่ง 4-5 ปีก่อนน้ำแม่สายเริ่มขุ่นข้นและไม่เคยกลับมาใสอีกเลย จนบางช่วงน้ำประปาเต็มไปด้วยตะกอนจนชาวบ้านโวยวายกันสนั่นเมือง และเมื่อเดือนกันยายน 2567 ได้เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมโคลนถล่ม สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง

จากเหมืองเล็กๆที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านของนามิ ได้มีการเปิดหน้าดินและขยายตัวอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นเหมืองขนาดใหญ่ที่เข้ามาประชิดหมู่บ้าน รถบรรทุกดินและเครื่องจักรทำงานกันทั้งกลางวันและกลางคืน ขณะที่คนงานส่วนใหญ่เป็นคนพม่าที่มีคนจีนเป็นผู้ควบคุม

“เคยมีคนในหมู่บ้านถูกจ้างไปทำงาน แต่สุดท้ายก็ไม่ไปอีกเพราะเขาเข้มงวดมาก คนในหมู่บ้านอย่างน้อย 5 คนเสียชีวิตด้วยโรคหอบหืด” หญิงสาวไม่ได้บอกว่าโรคหอบหืดนี้เกิดจากอะไร แต่เป็นที่ทราบกันดีของคนในชุมชน เพราะในหมู่บ้านไม่เคยมีโรคร้านนี้มาก่อน ความเลวร้ายได้เพิ่มขึ้นทุกวัน เส้นทางเดินระหว่างหมู่บ้านถูกปิดกั้นด้วยป้อมทหารว้าเพราะตรวจสอบคนเข้า-ออกพื้นที่เหมือง ชีวิตของคนในหมู่บ้านยิ่งนับวันยิ่งอยู่ยากขึ้น

ทหารว้า หรือชื่อเป็นทางการว่า กองกำลังแห่งสหรัฐว้า (United Wa State Army -UWSA) เริ่มเคลื่อนพลจากฐานที่มั่นในรัฐฉานเหนือติดกับจีนมายังฐฉานใต้เมื่อ พ.ศ.2539 ภายใต้การสนับสนุนของกองทัพพม่า เพื่อยึดครองพื้นที่ของกองกำลังเมืองไตของขุนส่า ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างรัฐกันชนไว้เผชิญหน้ากับรัฐไทย

ปัจจุบันตามแนวตะเข็บแดน 3 จังหวัดคือเชียงราย เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ต่างตกอยู่ในอิทธิพลของทหารว้าแล้วเกือบทั้งหมด พร้อมๆกับการระบาดของยาเสพติดมากว่า 3 ทศวรรษ โดยมีประเทศไทยเป็นทั้งตลาดใหญ่และเส้นทางผ่าน

เงินจากการค้ายาเสพติดถูกแปลงเป็นอาวุธและถูกฟอกในประเทศไทยหลากหลายธุรกิจ รวมถึงการสนับสนุนคนของตัวเองเข้าสู่โครงสร้างอำนาจในบ้านเมืองไทย จากธุรกิจสีดำสนิทเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทา เช่น บ่อนการพนัน ค้าของหนีภาษี ค้าอาวุธ และบางส่วนเปลี่ยนเป็นธุรกิจสีขาว เช่น โรงแรม ร้านกาแฟ รวมถึงกิจการสาธารณกุศลหลายประเภทในไทย สุดท้ายคือเหมืองแร่ซึ่งที่เป็นแหล่งรายได้และแหล่งฟอกเงิน

“เขาใช้รถแบกโฮขุดดินบนดอยจนไม่เหลือป่าไม้ น้ำในลำห้วยใช้กินไม่ได้อีกแล้ว แม้แต่วัวควายที่ลงไปกินน้ำก็ตาย ชาวบ้านไม่เหลือนาไร่ให้ทำกิน คนในหมู่บ้านเกือบครึ่งจึงต้องเข้ามาหางานทำในไทย” นามิเป็น 1 ในชาวบ้านที่หนีภัยจากเหมืองแร่เข้ามาแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในแผ่นดินไทย

หลายหมู่บ้านตามลุ่มน้ำสายและลุ่มน้ำกกซึ่งเป็นชุมชนชาติพันธุ์ ไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ได้อีกต่อไปและส่วนใหญ่อพยพหนีย้ายข้ามมาอยู่ในแผ่นดินไทยโดยมีเครือญาติที่เข้ามาปักหลักก่อนหน้านั้นให้ความเกื้อกูล

ทุกวันนี้แม่น้ำสายกลายเป็นแม่น้ำเสมือนคนใกล้สิ้นใจและต้องอยู่ในห้องไอซียู นอกจากเหมืองทองแม่โจ๊กหมู่บ้านของนามิแล้ว ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ทหารว้าและทหารพม่า ยังได้ชักนำชาวจีนเข้ามาทำเหมืองแร่ ทั้งเหมืองทองคำ และแรร์เอิร์ธ จำนวนไม่น้อยกว่า 14 เหมืองและเกินครึ่งหนึ่งเป็นเหมืองแร่กลางแม่น้ำสาย ( ดูรายละเอียดข้อมูลลับสำรวจลุ่มแม่น้ำสาย ใน https://transbordernews.in.th/home/?p=43885 )

สารโลหะหนักจากเหมืองแร่ถูกปล่อยลงแม่น้ำสายในทุกๆวันมานาน 4-5 ปี ทำให้ผืนดินในแหล่งเกษตรกรรมของชาวแม่สายปนเปื้อนไปด้วยสารพิษ ขณะนี้ได้เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารทั้งพืชผักและสัตว์น้ำ

สถานการณ์น้ำท่วมแม่สายปีละหลายครั้ง เป็นผลจากเหมืองแร่เถื่อนได้ทำลายล้างต้นน้ำลำธาร ป่าไม้และขุนเขาซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรที่พึ่งพาของชุมชนทั้งสองฝั่งแดนมายาวนาน จนหมดสิ้นภายในชั่วเวลาเพียงไม่กี่ปี จนวิถีดั้งเดิมของชาวบ้านต้องพังทลายลง

เส้นแบ่งแดนรัฐชาติกลายเป็นเส้นที่ใช้ปกป้องคนทำเหมืองแร่ผิดกฎหมาย แต่คนท้ายน้ำไม่สามารถเข้าไปปกป้องต้นแม่น้ำและแหล่งธรรมชาติได้ ขณะที่มลพิษสร้างความเสียหายข้ามแดนในวงกว้างโดยไม่มีเจ้าภาพที่ชื่อว่า “รัฐบาล”ใดพร้อมจะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง แม้แต่ MOU หรือ TOR ร่วมไทย-พม่า ที่อ้างว่าใช้แก้ปัญหาก็เป็นเพียงน้ำยาบ้วนปากให้ผู้นำประเทศที่ปากเหม็น…ก็เท่านั้น

วันนี้ชีวิตของ “นามิ” และประชาชนจำนวนมากทั้งสองฝั่งแดนกำลังเผชิญผลกระทบอย่างรุนแรงจากเหมืองเถื่อนของนักฉกฉวยผลประโยชน์อย่างเดียวดาย

คำถามที่มีคำตอบในตัวคือเรามีคณะบุคคลที่อุปโลกน์ให้เป็นรัฐบาลไว้ทำไม?

————