Search

คนหนุ่มสาวพม่าในไทยสะเทือนหนักหลังทางการเนปิดอว์สั่งระงับต่อพาสปอร์ต PV เสี่ยงตกอยู่ในสถานะผิดกฎหมาย-เชื่อถูกบีบให้กลับประเทศไปเป็นทหาร-เตรียมหาทางเลือกสุดท้าย

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 นายแสงคำ(นามสมมุติ) นักศึกษาชาวไทใหญ่ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวชายขอบถึงมาตรการการระงับการต่ออายุหนังสือเดินทางเล่มใหม่สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางประเภทเยี่ยมเยือน (PV) จากทางรัฐบาลเมียนมา ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป สร้างปัญหาให้กับชาวพม่าในประเทศไทยโดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ต่อต้านรัฐบาลพล.อ.มินอ่องหล่าย ว่าการที่รัฐบาลพม่าปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การต่ออายุพาสปอร์ตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความไม่แน่นอนและสุ่มเสี่ยงต่อการที่พวกตนจะกลายเป็นบุคคลผิดกฎหมาย 

นายแสงคำกล่าวว่า หนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตของชาวพม่าในไทยถูกแบ่งออกตามวัตถุประสงค์ของการพำนัก ซึ่งประเภทของเล่มพาสปอร์ตจะเปลี่ยนไปตามวีซ่าที่ถืออยู่ ณ ปัจจุบันเมื่อมีการต่ออายุเล่มใหม่ ยกตัวอย่าง PV (Passport Visitor) มักเป็นประเภทแรกที่ผู้ลี้ภัยหรือผู้ย้ายถิ่นฐานถือครอง ก่อนเปลี่ยนประเภทในภายหลัง PE (Passport Education) สำหรับนักเรียน นักศึกษาในโรงเรียนภาษาหรือมหาวิทยาลัย และ PJ (Passport Job) สำหรับแรงงานหรือผู้ที่เข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทย ซึ่งกระบวนการต่ออายุพาสปอร์ตที่ผ่านมา พาสปอร์ตต้องเหลืออายุไม่เกิน 6 เดือนจึงจะสามารถดำเนินการต่ออายุได้ และกระบวนการพิจารณาอาจใช้เวลานานกว่า 2 เดือน โดยต้องรอการประกาศอนุมัติรายชื่อจากเนปิดอว์ผ่านทาง Facebook ของสถานทูต ทำให้มีช่วงเวลาที่สถานะการอยู่อาศัยมีความเปราะบาง ที่สำคัญสถานกงสุลพม่าในเชียงใหม่ดำเนินการได้ยากขึ้นในระยะหลัง ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องเดินทางไปที่สถานทูตในกรุงเทพฯ หรือข้ามแดนไปทำที่เมืองท่าขี้เหล็ก

ขณะที่นายจายเมือง (นามสมมติ) นักทำสารคดีอิสระชาวไทยใหญ่กล่าวว่า มาตรการใหม่เรื่องการต่ออายุหนังสือเดินทางประเภทเยี่ยมเยือน (PV) ต้องได้รับการอนุมัติโดยตรงจากทางการที่เนปิดอว์เท่านั้น ซึ่งในทางปฏิบัติรัฐบาลพม่าจะมีข้อกำหนดให้ต้องกลับไปสแกนดวงตาและลายนิ้วมือที่ประเทศต้นทาง สร้างความกังวลเรื่องความปลอดภัย ผู้ขอต่ออายุต้องแสดงเอกสารรับรองจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เช่น ผู้ใหญ่บ้าน หรือตำรวจ ในพม่า เพื่อยืนยันว่าไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือกลุ่มต่อต้านรัฐบาล (CDM) หากสมาชิกในครอบครัวคนใดคนหนึ่งมีประวัติการต่อต้านรัฐบาล ผู้ขอต่ออายุอาจถูกปฏิเสธการออกพาสปอร์ตทันที เป็นการบีบบังคับทางอ้อมให้คนพม่ากลับประเทศ ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบ ประวิงเวลา หรือถูกบังคับเกณฑ์ทหารและจับกุมเข้าค่ายทหารทันที

นายจายเมืองกล่าวด้วยว่า แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ชาวพม่า โดยเฉพาะชนชั้นกลางและคนหนุ่มสาวโยกย้ายเข้ามาในประเทศไทยคือสภาวะรัฐล้มเหลว (Failed State) ในพม่า โดยมีจับกุมคนหนุ่มสาวตามเมืองใหญ่ เช่น ย่างกุ้ง ในช่วงเวลากลางคืนเพื่อส่งเข้าค่ายทหาร รวมถึงการบังคับเกณฑ์ทหารโดยกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ต่างๆ ในรัฐฉานในบางพื้นที่ หากลูกชายในครอบครัวหนีการเกณฑ์ทหาร เจ้าหน้าที่อาจจับตัวบิดาไปเป็นตัวประกันแทน นอกจากนี้ยังมีปัญหาการตัดขาดอินเทอร์เน็ต ไฟฟ้าไม่เสถียร และระบบการศึกษาที่หยุดชะงักในพื้นที่ชนบท ทำให้การใช้ชีวิตปกติไม่สามารถทำได้ ผู้ที่พอมีกำลังทรัพย์จึงเลือกที่จะส่งบุตรหลานมาเรียนในโรงเรียนนานาชาติหรือมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ในขณะที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมืองต้องยอมอยู่อย่างผิดกฎหมายในไทยเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมหากกลับไปต่อเอกสาร

“ภายใต้แรงกดดันจากทั้งรัฐบาลไทยในการเข้มงวดเรื่องประเภทงานและเอกสารกับรัฐบาลพม่า เท่ากับบีบให้พวกเรากลับประเทศ ชาวพม่าในไทยกำลังพิจารณาทางเลือก สำหรับกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่เปิดเผยใบหน้า การขอสถานะผู้ลี้ภัย (Asylum Seeker) ไปยังยุโรปหรืออเมริกาเป็นทางเลือกสุดท้าย เนื่องจากพาสปอร์ตพม่าไม่สามารถให้ความคุ้มครองได้อีกต่อไป ขณะที่หลายคนเลือกที่จะอยู่อย่างหวาดระแวงในประเทศไทย ดีกว่าต้องกลับไปเสี่ยงชีวิตหรือถูกบังคับเกณฑ์ทหาร บางคนอาจพิจารณาในเรื่องของการเปลี่ยนสัญชาติ แม้จะเป็นเรื่องยากในประเทศไทย แต่เป็นความต้องการของหลายคนที่พำนักอยู่มาเป็นเวลานาน เพื่อความมั่นคงในชีวิต”นายจายเมือง กล่าว

ด้านนางหอม (นามสมมติ) สื่อมวลชนอิสระชาวไทใหญ่ กล่าวว่า ในกระบวนการทำหนังสือเดินทาง ระบบราชการทำให้ชาวพม่าต้องพึ่งพานายหน้าและแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจริง การต่ออายุผ่านนายหน้าเพื่อให้ได้เอกสารภายในวันเดียวมีราคาระหว่าง 12,000-17,000 บาทต่อคน สำหรับผู้ถือพาสปอร์ตประเภท PJ (พาสปอร์ตทำงาน) รัฐบาลพม่าเรียกเก็บภาษีรายได้ย้อนหลัง 4-5 ปี ณ ขณะที่มาต่ออายุพาสปอร์ต เพื่อหาเงินเข้าสู่ระบบของรัฐ ปัจจุบันแม้มีเงินก็อาจไม่สามารถดำเนินการผ่านนายหน้าได้ เนื่องจากสถานทูตต้องรอคำสั่งอนุมัติโดยตรงจากเนปิดอว์เท่านั้น

————