
Kachin News Group (KNG) สื่อท้องถิ่นในรัฐคะฉิ่น ประเทศพม่า รายงานเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ว่า รัฐบาลทหารพม่าได้สั่งห้ามประชาชนที่มีอายุระหว่าง 15 – 40 ปี เดินทางบนถนนหลวงสายสำคัญมิตจีนา-ปูต่าโอ่ ในรัฐคะฉิ่น ส่งผลให้เส้นทางคมนาคมทางบกที่สำคัญถูกตัดขาด และบังคับให้ประชาชนต้องเดินทางโดยเครื่องบินซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
มีรายงานว่าตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา กองทัพพม่าประจำจุดตรวจสำคัญต่างๆ รวมถึงจุดตรวจซัมปิอย่างในเมืองปูต่าโอ่ และทางตอนบนของมิตโส่ง ใกล้กับเมืองมิตจีนา ได้สั่งให้ผู้เดินทางทุกคนที่อยู่ในช่วงอายุที่กำหนดต้องกลับบ้าน คำสั่งดังกล่าวทำให้จดหมายรับรองจากหน่วยงานราชการท้องถิ่นที่เคยอนุญาตให้ประชาชนออกนอกพื้นที่ได้นั้นต้องเป็นโมฆะ
“ก่อนหน้านี้ ผู้คนได้รับอนุญาตให้เดินทางได้ หากแสดงจดหมายรับรอง แต่ตอนนี้ไม่เพียงพอแล้ว” หญิงท้องถิ่นคนหนึ่งกล่าว และว่า“เจ้าหน้าที่รัฐบาลทหารพม่าสั่งให้ทุกคนที่มีอายุระหว่าง 15 – 40 ปี กลับไป”
ข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนในทางภาคเหนือของประเทศโดยเฉพาะในรัฐคะฉิ่น ต้องพึ่งพาเที่ยวบินภายในประเทศระหว่างเมืองปูต่าโอ่และเมืองมิตจีนาเท่านั้น ค่าตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวพุ่งสูงขึ้นเป็น 500,000 – 600,000 จั๊ต (ราว 3,900 – 4,680 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืด) และต้องรอจองนานถึงสองสัปดาห์ถึงหนึ่งเดือน
“ตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวตอนนี้มีราคาเท่ากับตั๋วรถโดยสารไป-กลับ และการจองต้องรอนานถึงหนึ่งเดือน เมื่อการเดินทางโดยทางบกถูกปิดกั้น ผู้คนจึงต้องติดอยู่โดยสิ้นเชิง”ชาวเมืองปูต่าโอ่คนหนึ่งกล่าว
ก่อนหน้านี้ในปี 2566 รัฐบาลทหารพม่าได้จำกัดการเดินทางของเยาวชนตามเส้นทางนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนที่มีอายุอยู่ในเกณฑ์ต้องเป็นทหารเข้าสู่พื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Army -KIA) ขณะที่ทางหลวงสายนี้เป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อเมืองมิตจีนากับเมืองปูต่าโอ่ เมืองเค่าลานปู และเมืองหนองมน ปัจจุบัน KIA ควบคุมเมืองซัมปราบัมและพื้นที่ส่วนใหญ่ของถนนสายนี้
ในขณะที่การสู้รบอย่างหนักยังคงดำเนินต่อไปในเมืองเค่าลานปูที่อยู่ใกล้เคียง ระหว่างกองกำลังของรัฐบาลและพันธมิตรต่อต้านที่นำโดย KIA โดยล่าสุด KIA ได้ทำลายเรือทหารของกองทัพพม่าอีก 5 ลำ รวมถึงเรือปืน 2 ลำ ระหว่างการปะทะกันในเมืองฉ่วยกู่ รัฐคะฉิ่น เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา โดยเรือ 2 ลำถูกทำลายโดยโดรนของฝ่ายต่อต้านที่ท่าเรือในเมืองฉ่วยกู่ ขณะกำลังขนส่งกระสุนขึ้นไปทางต้นน้ำสู่เมืองบะหม่อ ขณะเดียวกัน เรือปืนของรัฐบาลทหารพม่าอีก 2 ลำ และเรือบรรทุกสินค้าอีก 1 ลำ ถูกเผาและจมลงขณะเดินทางกลับจากเมืองบะหม่อ หลังจากภารกิจส่งเสบียงที่ล้มเหลวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ภาพถ่ายทางอากาศที่เผยแพร่โดยฝ่ายต่อต้านแสดงให้เห็นเรือบรรทุกสินค้าระเบิดขณะถูกเรือปืนคุ้มกัน
อีกด้านหนึ่งมีกระแสข่าวออกมาว่า องค์กรเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Organization -KIO) องค์กรการเมืองของกองกำลัง KIA ได้ปฏิเสธคำเชิญของรัฐบาลทหารพม่าที่ให้พบเจรจาสันติภาพในกรุงเนปีดอว์ โดย KIO ยืนยันว่าการเจรจาใดๆควรเกิดขึ้นนอกประเทศพม่า กล่าวคือ ไม่ใช่ในเมืองหลวงเนปีดอว์หรือในรัฐคะฉิ่น ที่ผ่านมา ทาง KIA เคยแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ทางกลุ่มจะไม่เจรจากับกองทัพพม่า ซึ่ง KIA ถือว่าเป็นกลุ่มที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการกล่าวสุนทรพจน์ในงานครบรอบ 65 ปีของการปฏิวัติคะฉิ่นที่ผ่านมา
พลโทกั่นหม่อ ผู้นำคะฉิ่น ได้ย้ำและตั้งคำถามว่า กองทัพพม่าเต็มใจที่จะเจรจากับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ที่จัดตั้งขึ้นมาคู่ขนานหรือไม่ อีกทั้ง ทางกองทัพพม่าอ้างการริเริ่มเจรจาสันติภาพเกิดขึ้นพร้อมกัน ในขณะที่กองทัพพม่าเองเพิ่มการโจมตีในรัฐคะฉิ่น เช่นการโจมตีทางอากาศและเรือรบอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 ทางกองกำลังเอกราชคะฉิ่น KIA ได้ต่อสู้กับกองทัพพม่าเคียงข้างกองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) และกองกำลังปฏิวัติฤดูใบไม้ผลิอื่นๆ นอกจากนี้ยังเป็นสมาชิกของสภาอำนวยการเพื่อการก่อตั้งสหภาพประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ (Steering Council for the Emergence of a Federal Democratic Union -SCEF)ด้วย และ KIA ยังสามารถยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในรัฐคะฉิ่น ทางเหนือสุดของประเทศพม่า