Search

ชาวบ้านทั่วทุกภาคร่วมสะท้อนปัญหาในพื้นที่ให้กลไกลยูเอ็น ขณะที่ผู้แทนคณะทำงานสหประชาชาติหวังแผนปฏิบัติการช่วยจัดการธุรกิจที่สร้างผลกระทบร้ายแรงให้ดีขึ้น

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569 ณ โรงแรมตรัง กรุงเทพมหานคร มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม จัดเวที “การประชุมหารือระดับประเทศกับชุมชนผู้ได้รับผลกระทบและภาคประชาสังคม ด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” เพื่อหารือร่วมกับคณะทำงานสหประชาชาติด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNWG)  ถึงประเด็นปัญหาธุรกิจละเมิดสิทธิมนุษยชนและผลกระทบจากทุนข้ามชาติ โดยมี รศ. ดร.พิชามญชุ์ เอี่ยวพานทอง สมาชิกคณะทำงานสหประชาชาติด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ดร.ประทับจิต  ลีนะไพจิตร เจ้าหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) และผู้แทนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เข้ารับฟังปัญหาจากตัวแทนชุมชนภารส่วนต่างๆกว่า 60 คน

ทั้งนี้ในที่ประชุมได้มีการนำเสนอข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะโดยตรงต่อกลไกสิทธิมนุษยชนระดับนานาชาติ นำไปสู่การป้องกันและเยียวยาที่เป็นรูปธรรม ประเด็นการหารือที่สำคัญ ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสิทธิชุมชน ปัญหาผลกระทบจากเหมืองแร่ พลังงาน โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ และผลกระทบข้ามพรมแดน  2. การลงทุนจากต่างประเทศ การขยายตัวของกลุ่มทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจีนในไทยและเมียนมา ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน ตลอดจนปัญหาการหลีกเลี่ยงกฎหมายและความโปร่งใสของโครงสร้างบริษัท 3. สิทธิแรงงาน ปัญหาสภาพการจ้างงาน ความปลอดภัย แรงงานข้ามชาติ และเสรีภาพในการรวมตัวต่อรอง  4. ประเด็นร่วม การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน การถูกฟ้องคดีปิดปาก (SLAPP) และการเข้าถึงกลไกการร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตัวแทนชุมชนนำเสนอข้อมูลปัญหาจากพื้นที่จริง 8 กลุ่มประกอบด้วย1.โครงการพัฒนาขนาดใหญ่และเขตเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ, โครงการแลนด์บริดจ์ Beach for Life และปะแต  2.ทะเล มารีน่า และคาร์บอนเครดิต อ่าวกุ้ง ภูเก็ต และพังงา 3.มลพิษข้ามพรมแดน แม่น้ำ และเขื่อน การปนเปื้อนโลหะหนักจากเหมืองแร่ในเมียนมาและลาว แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และลุ่มน้ำโขง 4.เหมืองที่ดำเนินการแล้ว เหมืองแม่เมาะ และเหมืองด่านขุนทด 5.เหมืองที่ยังไม่ได้ดำเนินการ พื้นที่ยะลา เขาโต๊ะกรัง บ้านแหง และนครสวรรค์ 6.โรงงาน พลังงาน และ PRTR พื้นที่ปากช่องอุตสาหกรรม พลังงาน และ EEC  7.แรงงาน การคุกคาม และ SLAPP ประเด็นแรงงาน การรวมตัว และคดีปิดปาก 8. โครงการผันน้ำ โรงงาน และพื้นที่สีเขียว นครนายก และโครงการผันน้ำเจ้าพระยา/ADB

หลังจากการรับฟังปัญหาจากชุมชน รศ.ดร.พิชามญชุ์ กล่าวว่า แม้จะมีการพูดคุยและให้ข้อเสนอแนะกับภาครัฐและภาคธุรกิจมาโดยตลอด แต่จนถึงบัดนี้ภาคธุรกิจจำนวนมากยังคงไม่เคารพสิทธิของประชาชนและชุมชน

“เราคาดหวังว่าประเทศไทย ซึ่งมีแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) จะจัดการปัญหากับธุรกิจที่สร้างผลกระทบร้ายแรงได้ดีขึ้น แต่ช่วงปีที่ผ่านมากลับเห็นการขับเคลื่อนที่ค่อนข้างน้อย ซึ่งทางคณะทำงานกำลังรอดูว่า แผน NAP ฉบับที่ 3 จะออกมาหรือไม่” สมาชิกคณะทำงานสหประชาชาติด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน กล่าวและย้ำว่า การตรวจสอบต้องมุ่งเน้นทั้งภาครัฐและพุ่งเป้าไปที่ห่วงโซ่อุปทานที่มีการลงทุนจากต่างชาติ เช่น จีน อิสราเอล และญี่ปุ่น โดยทางคณะทำงานฯ ยินดีรับข้อมูลเชิงลึก ทั้งที่อยู่ บุคคล ชื่อบริษัท เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลและบรรษัทข้ามชาติอย่างเป็นทางการ

รศ.ดร.พิชามญชุ์ กล่าวว่าการที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อยกระดับสู่ประเทศรายได้สูง คือโอกาสสำคัญ เพราะ OECD มีเงื่อนไขคัดกรองที่เข้มงวดด้านสิทธิมนุษยชน โดยไทยต้องตั้งคณะกรรมการระดับชาติ (NCP) ขึ้นมาตรวจสอบ

“ในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ภาคประชาสังคมสามารถใช้กลไกนี้กดดันธนาคารให้เลิกสนับสนุนบริษัทที่ละเมิดสิทธิแรงงานได้สำเร็จมาแล้ว ดังนั้น ภาคประชาสังคมไทยจึงต้องเข้าไปมีส่วนร่วมให้มากที่สุด ส่งข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อกดดันให้กลไกของรัฐที่จะตั้งขึ้นมานั้นมีความโปร่งใส สามารถเอาผิดยุทธศาสตร์ห่วงโซ่อุปทานของทุนข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” รศ.ดร.พิชามญชุ์ กล่าว

ด้าน ดร.ประทับจิต กล่าวว่า โดยปกติแต่ละประเทศจะถูกตรวจสอบตามอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนทุกๆ 4 ปี แต่หากชุมชนไม่สามารถรอได้ สามารถใช้ช่องทาง “กลไกพิเศษ” (Special Procedures) ส่งข้อร้องเรียนได้ทันทีทุกวัน ซึ่งกลไกนี้ยังสามารถส่งความเห็นเพื่อท้วงติงร่างกฎหมายของรัฐบาลได้ โดยมีสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ (OHCHR) เป็นฝ่ายเลขานุการคอยประสานงานและแปลเอกสารให้เป็นทางการ ในประเด็นการคุกคามและการฟ้องปิดปาก โดยแนะนำให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนจดบันทึกทุกครั้งที่ถูกเตือนหรือถูกคุกคาม และแชร์ข้อมูลให้ UN ทราบ เพื่อนำไปหารือกับกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงยุติธรรนอกจากนี้ หากมีการขึ้นศาล สามารถส่งรายชื่อคดีและวันพิจารณาคดีให้ OHCHR เพื่อพิจารณาส่งตัวแทนไปร่วมสังเกตการณ์ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาระสำคัญเกี่ยวกับการขับเคลื่อนด้านสิทธิมนุษยชนและความรับผิดชอบขององค์กรที่ได้แลกเปลี่ยนกันในที่ประชุม ประกอบด้วย การละเมิดสิทธิ กับการทำงานร่วมกับ OHCHR เพื่อสังเกตการณ์คดีและจัดทำปฏิทินนัดหมายศาล การเตรียมข้อมูลเพื่อทบทวนสถานะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  (กสม.)  การบันทึกหลักฐานการถูกคุกคามอย่างเป็นระบบ และการใช้กระบวนการ UPR ผลักดันกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP Law) และการผลักดันกลไก National Contact Point (NCP) ภายใต้มาตรฐาน OECD และการขยายขอบเขตการตรวจสอบไปยังสถาบันการเงินและผู้ถือหุ้นที่สนับสนุนโครงการที่ส่งผลกระทบ รวมทั้งประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดนและพื้นที่เชียงราย ปัญหาการสูญเสียที่ดินทำกินจากโครงการในเมียนมา ประชากรแฝงกว่า 500,000 คน และการประสานงานกับ OHCHR เมียนมาเพื่อจัดการคดีข้ามแดน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องข้อจำกัดของภาครัฐและองค์กรอิสระ กสม. ขาดอำนาจทางกฎหมายในการสั่งการแก้ไขปัญหา และแผนพัฒนาจังหวัดมักมองข้ามปัญหาการละเมิดสิทธิชุมชนจากโครงการขนาดใหญ่ ช่องโหว่ของกลไกระหว่างประเทศ องค์กรอย่าง UNDP มักให้ทุนอบรมภาครัฐมากกว่าช่วยเหลือชุมชน รวมถึงกรณีที่เวทีระดับภูมิภาคของ UN ขาดตัวแทนจากภาคประชาสังคมที่เผชิญปัญหาจริง การยกระดับของภาคประชาชน

ภายหลังการประชุม ตัวแทนทุกกลุ่มประเด็นปัญหาได้ยื่นหนังสือกับคณะทำงานสหประชาชาติด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNWG) และผู้แทนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เกี่ยวกับประเด็นปัญหาของแต่ละกรณีด้วย โดยผู้จัดงานจะร่วมกับชุมชนทำข้อมูลและ Fact-sheet สั้นๆ เพื่อประกอบการยื่นหนังสือต่อไปด้วย

ทั้งนี้ ผู้จัดงานแจ้งว่าจะมีการนำสถานการณ์และข้อเรียกร้องนำเสนอ และแลกเปลี่ยนในการจัดเวทีคู่ขนาน (Parallel Forum) ระหว่างวันที่ 16–18 พฤศจิกายน โดยข้อมูลและข้อเสนอทั้งหมดที่ผ่านการตรวจสอบร่วมกันนี้ จะถูกบันทึกเพื่อนำไปใช้ประกอบการทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลและภาคธุรกิจ รวมถึงนำไปขับเคลื่อนต่อในเวทีสถานการณ์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชนประจำปี 2569 ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2569 ต่อไป

ด้าน ส รัตนะมณี พลกล้าผู้บริหารและผู้ก่อตั้งมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนในฐานะผู้ร่วมจัดงาน กล่าวว่าเป้าหมายหลักคือ การที่ให้ชาวบ้านชุมชนคนรากหญ้า ได้มีโอกาสเข้าถึงกลไกการใช้สิทธิของสหประชาชาติ โดยที่ในช่วงวันที่ 14-17 กันยายนนี้ สหประชาชาติได้มีการจัดเวทีธุรกิจและสิทธิมนุษยชนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ขึ้นที่อาคารสหประชาชาติ แต่น่าจะเป็นการยากที่ชุมชนจะได้เข้าถึงเวทีนั้น เนื่องจากข้อจำกัดทางภาษา ผู้ร่วมจัดจึงได้เวทีนี้ขึ้นเพื่อให้ชุมชนได้มีโอกาสทราบถึงกลไกการใช้สิทธิที่จะมาช่วยสนับสนุนส่งเสริมและคุ้มครองพวกเขาได้อีกทางหนึ่ง

“เราต้องการเห็นการเข้ามีส่วนร่วมของชุมชนกับกลไกสหประชาชาติจากการปฎิบัติจริงโดยชุมชน แม้ว่าจะมีเวลาน้อยสำหรับแต่ละกลุ่ม แต่ก็ยังดีกว่าไม่สามารถเข้าร่วมเวทีใดๆในระดับนานาชาติได้เลยสำหรับชุมชนคนรากหญ้า”ส รัตนมณี กล่าว

—————