
เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 นายกฤษฎา โพธิ์ศรี ประธานเครือข่ายชุมชนปกป้องทรัพยากรนครสวรรค์ เปิดเผยถึงกรณีที่เครือข่ายฯยื่นหนังสือขอให้เพิกถอนและคัดค้านเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองในพื้นที่เขากะลา หัวหวาย และเขาปูน-เขาใหญ่ ระหว่างการประชุมรับฟังความคิดเห็นการจัดทำ(ร่าง)การบริหารจัดการแร่ฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ว่าเดิมพื้นที่เขากะลาเป็นภูเขาสองแนวพาดผ่าน 2 ตำบลคือ ต.เขากะลาและ ต.เขาพระนอน มีเนื้อที่กว่า 7 พันไร่โดยมีอุดมสมบูรณ์ซึ่งเป็นผืนป่าในพื้นที่ของรัฐและเป็นแหล่งต้นน้ำบึงบอระเพ็ด มีลำน้ำหลักคือแม่น้ำดงที่ไหลผ่าน 4 หมู่บ้าน ชุมชนตั้งอยู่ตามลุ่มน้ำ โดยมีลำน้ำทั้งหมด 9 สาย ทั้งหมดไหลลงบึงบอระเพ็ด
“พื้นที่เขากะลายังมีแหล่งโบราณคดีที่สำรวจพบแล้วอย่างน้อย 17 แห่ง ตลอดจนศาสนสถาน หลักฐานการตั้งถิ่นฐาน และประวัติศาสตร์ชุมชน จึงเป็นมรดกภูมินิเวศที่ไม่สามารถประเมินได้ด้วยมูลค่าแร่ด้านเดียว แม้พื้นที่คำขอประทานบัตรอยู่ระหว่างการพิจารณาเนื้อที่ 206 ไร่ แต่ผลกระทบย่อมไม่จำกัดอยู่ในเส้นเขตคำขอ”นายกฤษฎา กล่าว
ประธานเครือข่ายชุมชนฯกล่าวว่า ปี 2543 มีเอกชนของสัมปทานเขาหินปูน 4 บริษัท เป็นของนักธุรกิจจังหวัดอื่น โดยได้ดำเนินกิจการมาแล้วเกือบ 30 ปี หมดสัญญาสัมปทานไปปี 2563 มีบางบริษัทต่อสัญญา แต่บางโรงก็ถอยไปซื้อพื้นที่ราบจากชาวบ้านแทน ช่วงต่อสัญญาใหม่ชาวบ้านได้พยายามคัดค้านแต่ไม่สำเร็จ โดยตลอด 30 ปีชาวบ้านได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการเกษตร
“เมื่อก่อนพวกเราเคยใช้น้ำฝนเป็นน้ำกิน มีประปาบ่อบาดาลเป็นน้ำใช้ แต่หลังโรงโม่เข้ามาไม่สามารถใช้น้ำฝนกินได้อีกต่อไปเพราะมีสารต่างๆฟุ้งอยู่ในอากาศ เมื่อฝนตกลงมาจึงเจือปนกับน้ำฝน ขณะนี้พื้นที่ 4 โรงโม่หินประมาณ 1,000 พันไร่ มีการเปิดหน้าดินไปแล้ว เขาต้องการเปิดหน้าดินเพิ่มอีกเพื่อทำให้ดูเป็นป่าเสื่อมโทรม ทั้งๆที่ป่าผืนนี้เป็นแหล่งอาหารของชุมชน ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายของชาวบ้านได้นับแสนบาทต่อปี ของชาวบ้าน 6 พันครัวเรือน รวมเป็นมูลค่ากว่า 300 ล้านบาทต่อปี ยังไม่รวมถึงรายได้จากการเกษตรและการเลี้ยงสัตว์”นายกฤษฎา กล่าว
นายกฤษฎากล่าวว่า ตอนนี้มี 4 บริษัทเดิม ได้รับสัมปทานต่อแล้ว แต่อีก 2 บริษัทกำลังยื่นขอประทานบัตร แต่อีไอเอยังไม่ผ่าน โดยทำประชาคมเมื่อ 25 มกราคม 2566 ผ่านทั้ง 2 แห่ง ตอนนี้อยู่ขั้นตอนทำอีไอเอ แต่ชาวบ้านคัดค้านโดยการล้มเวทีเพราะคุยกันไม่รู้เรื่องทั้ง 2 พื้นที่ ดังนั้นจึงยังไม่สามารถทำเหมืองได้
ประธานเครือข่ายฯกล่าวว่า การระเบิดหินในพื้นที่มีตั้งแต่ ปี 2543 แต่เมื่อมีการแก้ไขกฏหมายในปี 2560 และมีการจัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการแร่ โดยให้พื้นที่เหมืองเดิมเป็นแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองโดยไม่มีการสำรวจพื้นที่ใหม่หรือถามข้อเท็จจริงจากชาวบ้านเลย ทำให้พื้นที่ย่านนี้ถูกบรรจุไว้ในพื้นที่แหล่งแร่ ซึ่งในแผนแม่บทฉบับแรกและฉบับสอง ชาวบ้านยังไม่รู้เรื่อง แต่พอแผนแม่บทฉบับ 3 ชาวบ้านรู้แล้วว่าต้องถอดถอนพื้นที่ออกจากแผนที่เขตแหล่งแร่
“เราทำหนังสือถึงคณะกรรมการทำแผนแม่บท อยากให้ถอดถอนพื้นที่ออกก่อน ทุกหมู่บ้านในเขตเหมือง 75-80 % ต่างก็ไม่เห็นด้วย ที่ผ่านมาเราเคยร้องเรียนไปที่กำนัน ต.เขากะลา ยื่นหนังสือ อบต.ในพื้นที่ อุตสาหกรรมจังหวัด ยื่น สผ. ยื่นป่าไม้ ผู้ว่าราชการจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรม รวมถึง สตง. นายกรัฐมนตรีสมัยคุณยิ่งลักษณ์ ยื่นไปที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ด้วย”นายกฤษฎา กล่าว และว่าในวันที่ 15 กันยายนนี้ จะมีการจัดเวทีรับฟังที่โรงแรมแมนดารินอีกครั้ง ซึ่งพวกตนจะเดินทางไปร่วมประชุมด้วย และยื่นหนังสือให้มีการเพิกถอนอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรถึงข้อเสนอของผู้ประกอบการบางรายที่ให้ย้ายชาวบ้านในแหล่งแร่ไปอยู่ที่นิคมสร้างตนเอง นายกฤษฎากล่าวว่า “ผมรู้สึกโกรธมาก พวกเราอยู่ในพื้นที่ชุมชนดั้งเดิม แต่ผู้ประกอบการกลับจะไล่เราไปไว้นอกพื้นที่ การพูดเช่นนั้นเป็นความเห็นแก่ตัวของกลุ่มทุน หวังเพียงเพื่อกอบโกยทรัพยากรของแผ่นดินเพื่อสร้างฐานะตัวเอง โดยไม่สนใจความเดือดร้อนของคนนับหมื่น คุณเห็นเราเป็นเหมือนสัตว์ที่ย้ายไปตรงไหนก็ได้หรืออย่างไร ผมคิดว่าเป็นการพูดที่ไม่มีจรรยาบรรณและจิตสำนึก”
ผู้สื่อข่าวถามว่ามองอย่างไรกับร่างแผนแม่บทบริหารจัดการแร่ฉบับที่ 3 ประธานเครือข่ายฯกล่าวว่า รัฐได้แต่ออกกฎหมาย แต่ขาดการบังคับอย่างจริงจัง เช่น ระบุว่าให้มีการสำรวจพื้นที่จริงจังก่อนทำแหล่งแร่ แต่กลับไม่มีการพิสูจน์จริงจัง ที่สำคัญควรทำการศึกษาผลกระทบสุขภาพ (EHIA)ด้วย เพื่อให้รู้ว่าพื้นที่นั้นมีอาการและทุกกระเบียดนิ้วว่าเป็นอย่างไร
“พวกเราไม่ปฏิเสธการพัฒนาประเทศ แต่นี่คุณกำลังลดทอนสิทธิของชุมชนโดยเบียดบังเอาทรัพยากรชุมชน ย้อนแย้งกับการพัฒนา การประชุมเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมาเหมือนทำให้ถูกต้องตามพิธีกรรม”นายกฤษฎา กล่าว
ด้านนายปรีชา สายทอง รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี(ทธ.) กล่าวว่า ในการจัดเวทีรับฟังความเห็นร่างแผนแม่บทบริหารจัดการแร่ฉบับที่ 3 ในวันที่ 15 กันยายน จะมีการเพิ่มกลุ่มเป้าหมายเข้ามา ขณะที่ในส่วนของข้อมูลก็จะมีการปรับปรุงเพิ่มขึ้น โดยหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการรับฟังแล้ว ขั้นต่อไปคือจะสรุปร่างแผนแม่บทก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคุณอนุกรรมการจัดทำแผนแม่บทฯเพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการนโยบายการจัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการแร่ และส่งต่อให้คณะกรรมการบริหารจัดการแร่แห่งชาติพิจารณาให้ความเห็น ก่อนส่งเข้าคณะรัฐมนตรีเห็นชอบซึ่งต้องมีความเห็นของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติด้วย จึงจะออกมาเป็นแผนแม่บทฉบับที่ 3
ผู้สื่อข่าวถามว่า ความเห็นของผู้ร่วมประชุมในเวทีรับฟังจะได้รับการพิจารณาและนำไปแก้ไขหรือบรรจุไว้ในแผน 3 หรือไม่ นายปรีชา กล่าวว่า ทุกความเห็นก็จะถูกบันทึกไว้และส่งต่อไปยังอนุกรรมการฯนำไปพิจารณา ทั้งข้อกังวลและข้อสนับสนุนก็จะใส่ไว้ในข้อมูล
ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องที่ชาวบ้านจาก จ.นครสวรรค์ยื่นหนังสือคัดค้านการบรรจุพื้นที่เขากะลาไว้ในแผนแม่บทแร่ฉบับที่ 3 นายปรีชากล่าวว่า ได้มีการยกร่างเรื่องนี้อยู่แต่ตนจำรายละเอียดไม่ได้ ส่วนกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเอาข้อมูลแหล่งแร่เก่าจากแผนแม่บทฉบับ 1และ 2 มาต่อยอดโดยไม่มีการสำรวจใหม่นั้น ตนคิดว่าข้อมูลมีการปรับปรุงใหม่ก็มีอยู่ด้วยเช่นกัน
“ตอนนี้เป็นการประกาศแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง หากมีใครมายื่นประทานบัตรก็มีกระบวนการขั้นตอนในการขอใช้พื้นที่และต้องดำเนินการตามกระบวนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หากผ่านถึงจะยื่นมาที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ให้อนุมัติ หากประชาคมไม่เห็นชอบก็ไม่สามารถเดินต่อไปได้ แม้เป็นพื้นที่ที่ประกาศเขตไปแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะทำเหมืองได้ทันที”นายปรีชา กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมในแผนแม่บทแร่ฉบับ 3 ให้น้ำหนักกับการสำรวจและชี้แหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองของแร่หายากหรือแรร์เอิร์ธ รองอธิบดี ทธ.กล่าวว่า จากการสำรวจในแผนแม่บท 1 และ 2 ไม่มีข้อมูลแร่หายาก ดังนั้นในแผน 3 จึงต้องทำการสำรวจ เพียงแต่สำรวจพื้นที่พบแหล่งแร่หายาก 35 แหล่งทั่วประเทศกระจายกันอยู่ ส่วนจะคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ ก็ต้องมีการสำรวจต่อไปอีก
————–
ขอบคุณภาพจากเพจเครือข่ายชุมชนปกป้องทรัพยากรนครสวรรค์