เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุม BC โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพมหานคร กรมทรัพยากรธรณี(ทธ.)และสถาบันสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดประชุมเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) แผนแม่บทฉบับที่ 3 มีผู้เข้าร่วมประมาณ 200 คน จากหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และประชาชนจากหลายพื้นที่
รศ.ดร.พันธวัศ สัมพันธ์พานิช สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาฯ กล่าวบรรยายสาระสำคัญของร่างแผนแม่บทบริหารจัดการแร่ ฉบับที่ 3 บริบทโลก สถานการณ์ประเทศไทย และทิศทางการบริหารจัดการแร่ในอนาคต ว่าการประชุมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 และครั้งสุดท้าย โดยในปัจจุบันทรัพยากรแร่ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงวัตถุดิบต้นน้ำอีกต่อไป และวิวัฒนาการเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ ที่กำหนดความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของชาติ
รศ.ดร.ฐิติพรรณ อัศวินเจริญกิจ ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าการจัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการแร่ฉบับที่ 3 มุ่งยกระดับประเทศไทยจากผู้ใช้ทรัพยากรสู่เศรษฐกิจแร่ที่สร้างมูลค่า ภายในแนวคิดเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ESG และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ขับเคลื่อนผ่าน 4 ทางเลือกสำคัญ ได้แก่ 1.ฐานข้อมูลการตัดสินใจเชิงพื้นที่ 2. เหมืองแร่ยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียน 3. การสร้างมูลค่าเพิ่มสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และ 4.ธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วมของสังคม
นายนุชิต ศิริทองคำ นักธรณีวิทยาชำนาญการ กรมทรัพยากรธรณี นำเสนอเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง (Thailand Mineral Framework Classification-TMFC) และกล่าวถึงแนวทางการกำหนดพื้นที่เขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง ว่าสำหรับ First S-Curve ต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมที่มีอยู่แล้วในประเทศ คือยานยนต์สมัยใหม่ อิเลคทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี/เชิงสุขภาพ การเกษตร แปรรูปอาหาร และNew S-Curve คือหุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ การแพทย์ครบวงจร เชื้เพลิงชีวภาพ ดิจิตัล
สำหรับการกำหนดแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง เมื่อตัดพื้นที่หวงห้ามแล้วจะเป็นพื้นที่ศักยภาพแร่เพื่อการทำเหมือง ซึ่งพิจารณาปัจจัยสิ่งแวดล้อม ความห่างจากลำน้ำ ยิ่งไกลชุมชนคะแนนยิ่งสูง และคำนึงถึงผลกระทบต่อปัจจัยด้านสุขภาพของประชาชน โดยหลังจากนี้เอกสารนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ เพื่อกำหนดเขตแหล่งแร่
นส.เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ กล่าวว่าเอกสารแผนแม่บทแร่ฉบับที่ 3 นี้ยังขาดเนื้อหาเกี่ยวกับการนำเข้าแร่ การตรวจสอบย้อนกลับ เนื่องจากขณะนี้ผลกระทบข้ามพรมแดน จากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านกำลังไหลเข้าสู่ประเทศไทย แม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน กระบุรี ในขณะที่ร่างวันนี้ใช้คำว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การทำให้แร่กลายเป็นปัจจัยยุทศาสตร์ ทำให้มีน้ำหนักมากขึ้น โดยเฉพาะแร่สำคัญ แร่แรร์เอิร์ท (REEs)
“เราวางแผนสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แต่ในแม่น้ำและพื้นที่เกษตรกลายเป็นสารโลหะหนักสูงหรือไม่ เอกสารร่างนี้อ่านด้วยใจที่เป็นกลางแล้วแต่บอกได้ว่ามีการออกแบบแล้ว ตัดสินใจแล้ว จึงนำมารับฟังความคิดเห็น แต่ไม่ใช่การมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบที่มีผลต่อการตัดสินใจ หากเราเดินหน้าไปตามแผนนี้ ทำเหมืองแร่ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ละเมิดสิทธิของคนรุ่นต่อไปในสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่สมบูรณ์” นส.เพียรพร กล่าว
ตัวแทนชาวบ้าน จ.นครสวรรค์ กล่าวว่าชาวบ้านเห็นเขากะลาเข้ามาในแผนฉบับที่ 3 ในแผนนั้นดูราบรื่นและสวยงาม แต่ความเป็นจริงในพื้นที่มิใช่เช่นนั้น การจัดประชาคม รายชื่อชาวบ้านเขาไปจดมาก่อนเพื่อรวบรวมจำนวนคน รายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ก็มีการจัดตั้งคนเอาไว้ ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยก็ปิดกั้นไม่ให้เข้าประชุม
“ที่บอกว่ามีแนวทางฟื้นฟูหลังปิดเหมืองนั้น ผมเห็นว่าที่บ้านผม พอเขาทำเหมืองเสร็จเขาก็เอาอุปกรณ์ต่างๆ กลับไป แต่เศษซากที่เหลือก็ทิ้งไว้ เราทำไมมุ่งกอบโกยทรัพยากรมากมายแบบนี้ ลูกหลานวันข้างหน้าจะเอาอะไรใช้” ตัวแทนชุมชนกล่าว ขณะที่นักวิชาการจากจุฬาฯซึ่งอยู่บนเวที กล่าวว่าขอเป็นกำลังใจให้พร้อมกับหัวเราะ
ชาวบ้านจากเครือข่ายชุมชนปกป้องทรัพยากร ต.หัวหวาย จ.นครสวรรค์ กล่าวว่า พรบ.แร่ มาตา 17 วรรค 4 ห้ามนำพื้นที่สำคัญมากำหนดทำเหมือง แต่ทำไมในความจริงจึงมีเหมืองเกิดขึ้น ทำไมภาระพิสูจน์จึงเป็นภาระของชาวบ้าน ชุมชน วันนี้ก็เหมือนกัน ทำไมชาวบ้านต้องเดินทางมาขอให้เพิกถอนพื้นที่ออกจากการทำเหมือง เอกสารเขียนว่าลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ถามหน่อยว่าตรงไหนบ้างที่มีเหมือง มีที่ไหนที่ชาวบ้านไม่ร้องเรียน เอกสารเขียนว่าจะลดความขัดแย้ง ถามว่าตรงไหนที่มีเหมืองที่ชาวบ้านไม่ขัดแย้งกันเอง
นส.เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่าแผนแม่บทแร่ 3 ข้อเสนอ มีการ การแก้ไขกฎหมาย คือ 1.กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เนื่องจากพื้นที่นครสวรรค์ ได้มีการทำประชามติยกเลิกคำขอประทานบัตรเมืองแร่หินปูนในแล้ว ในส่วนตรงนี้ก็จะต้องนำเขตพื้นที่แร่ออกจากประกาศแหล่งแร่ด้วย เนื่องจากเสียงของประชาชนได้มีการผ่านการทำประชามติจากอุตสาหกรรมจังหวัด 2.ปัญหาการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ภายหลังการทำเหมืองแร่ ซึ่งยังไม่มีกฎหมายที่แน่ชัด กรณีเหมืองทองคำ จ.เลย บริษัทได้ล้มละลาย ทำให้หน่วยงานรัฐต้องเป็นผู้ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมภายหลังการทำเหมืองแร่ แต่ปัจจุบันยังจัดทำร่างแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมไม่สำเร็จ ผ่านระยะเวลามานานกว่า 4 ปีแล้ว หากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่จัดทำแผนเสร็จก็จะต้องนำสู่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณา
“กรณีนี้เห็นได้ชัดว่าบริษัทไม่ต้องรับผิดชอบ เราต้องมีมาตรการที่ดีกว่านี้ แม้ในกฎหมายได้ใหม่จะได้กำหนดการจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง แต่แผนและกองทุน ไม่มีการกล่าวถึงการฟื้นฟูที่แท้จริง ส่วนกรณีเหมืองแร่คลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรี บริษัทปิดไปแล้ว แผนการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมได้มีการดำเนินไปแล้ว โดยใช้งบประมาณหลายร้อยล้านบาท แต่การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมยังสูงอยู่ โดยใช้เงิน ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน จำเป็นต้องมีกฎหมายควบคุมในเรื่องนี้
ผู้เข้าร่วมออนไลน์ สส.คริษฐ์ ปานเนียม จ.ตาก พรรคประชาชน กล่าวว่าที่ จ.ตากมีประชาชนคัดค้านเหมือง และอยากให้ยกเลิกออกไป เขตอุตสาหกรรมนี้ไหลลงอ่างแม่ท้อ ซึ่งได้พัฒนาเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค ไหลลงสู่แม่น้ำปิง ไหลลงสู่ภาคกลาง ที่กระทบสู่แม่น้ำสายหลักของประเทศ และยังมีแหล่งเหมืองหิน ที่ประชาชนได้คัดค้านมาตลอด
ขณะที่ผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่าการทำเหมืองในเขตป่าสงวนที่ติดพื้นที่อุทยานแห่งชาติ การกำหนดขอบเขตว่าควรห่างไปจากพื้นที่อนุรักษ์ออกไปอีกเท่าไหร่ เรื่องนี้จำเป็นต้องทบทวน เพื่อให้เมื่อเกิดการอนุญาตเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง
ตัวแทนผู้ประกอบการเหมือง ถามว่าแผนแม่บทแร่นี้เกี่ยวข้องกับการนำเข้าส่งออกหรือไม่ ซึ่งได้รับคำตอบว่ามีเนื้อหาเฉพาะแร่ในประเทศ โดยตนได้ไปฟังแผนพัฒนาพลังงานประเทศ (PDP) ว่าไฟฟ้าที่ต้องใช้แร่เป็นวัตถุดิบ ถามว่าแร่ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานมีเนื้อหาอย่างไร เพราะการใช้แบตเตอรี่และการนำเข้า critical minerals จากต่างประเทศ
นักวิชาการมหาวิทยาลัยรายหนึ่งถามว่าสำหรับพื้นที่หวงห้าม ยังไม่มีระบุแหล่งน้ำซับ ซึ่งทางสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้พิจารณาในประเด็นนี้หรือไม่ ผู้จัดประชุมตอบว่าสำหรับพื้นที่ต้นน้ำ ป่าน้ำซับซึม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กำลังกำหนดคำนิยาม กำลังรอให้ ทส.มีอำนาจตามกฎหมายเพื่อให้คำนิยามนี้ออกมา
ชาวบ้านนครสวรรค์ กล่าวว่าการขอประทานบัตรควรมีองค์กรอิสระมาให้ข้อมูลชาวบ้านอย่างครบถ้วน ให้ตั้งเป็นกองทุนเพื่อเป็นหน่วยงานที่มาให้ข้อมูลชุมชน ชาวบ้านชุมชนจะได้ตั้งตัวทัน ไม่ใช่อยู่ๆ ก็มาอธิบายข้อดี 108 ข้อเสียไม่มีเลย
“บ้านผมเขากะลา มี 4 เหมือง ผ่านไป 30 ปีไม่มีอะไรดีเลย เราไม่ควรต้องเอาเงินคนแก่ (เบี้ยผู้สูงอายุ) ไปซื้อน้ำ สะอาด เขามาระเบิดภูเขา เอากำไรไป แต่ชีวิตเราไม่มีอะไรดีเลย สำหรับชาวบ้าน ความเชื่อมั่นตอนนี้ไม่มีเลย ทำมา 30 ปีพังขนาดนี้ หากทำเหมืองแร่ไปต่อบอกว่าจะไม่มีปัญหานั้นไม่เชื่อ”
นายธวัชชัย เชื้อเหล่าวาณิช ผู้เชี่ยวชาญกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่าวันนี้มารับได้ฟังความเห็น และเข้าใจว่ามีอีกหลายคำถาม ผู้จัด เปิดช่องทางให้แสดงความเห็นได้ถึง 30 ตค. และส่งไปพิจารณาในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดีใจที่หน่วยงานภาคประชาชนมาร่วมแผนแม่บทนี้ทำเพื่อแก้ไขที่ผ่านมา ปรับปรุงทุก 5 ปี แต่ระหว่างทางภาครัฐไม่ได้เพิกเฉย เก็บข้อร้องเรียนไปเพื่อแก้ไข บางครั้งอาจไม่รวดเร็ว
