Search

ทูตไทยลงพื้นที่เชียงราย-ท่าขี้เหล็ก ลุยสางปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนข้ามแดน-ฝุ่นควันขอาชญากรรมข้ามชาติ ชี้ การทูตไม่ใช่เรื่องไกลตัว

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมพญาพิภักดิ์ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ให้การต้อนรับ นายต่อ ศรลัมพ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาและคณะ ในโอกาสเดินทางลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย และจังหวัดท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน ประเทศพม่า ระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน 2569 เพื่อหารือข้อราชการด้านความมั่นคง การค้าชายแดน ปัญหาสิ่งแวดล้อม การสร้างเครือข่ายประสานงานระยะยาว และการประชุมร่วมกันในประเด็นสถานการณ์ชายแดนและความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา

การลงพื้นที่และการประชุมร่วมครั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ได้ประสานขอให้จังหวัดเชียงรายช่วยอำนวยความสะดวกในการลงตรวจสอบพื้นที่จริงเกี่ยวกับ “ประเด็นคุณภาพน้ำ” เพื่อประเมินวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อวิถีชีวิตประชาชนทั้งสองฝั่งลำน้ำ โดยเฉพาะประเด็นข้อสงสัยเรื่องการปนเปื้อนจากกิจกรรมเหมืองแร่ในแม่น้ำสายและแม่น้ำกก ซึ่งล่าสุดภายหลังการเยือนประเทศไทยของพลเอกมิน อ่อง หล่าย ผู้นำพม่า ได้มีการเดินหน้าคณะทำงานร่วมสองฝ่ายเพื่อตรวจวัดคุณภาพน้ำ โดยมีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เป็นแกนหลัก

ทั้งนี้ อธิบดี คพ. มีกำหนดการเดินทางไปหารือกับทางการเมียนมาในสัปดาห์หน้า และคณะผู้แทนเมียนมาจะมีกำหนดการเดินทางมาเยือนกรุงเทพมหานครในช่วงสิ้นเดือนนี้ สำหรับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยข้ามแดน ฝ่ายไทยได้เร่งผลักดันให้เมียนมาดำเนินการขุดลอกแม่น้ำสายอย่างต่อเนื่องในระยะ 1-2 ปีนี้ เพื่อป้องกันน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมทั้งติดตั้งระบบโทรมาตรเตือนภัยตอนใน โดยแบ่งความรับผิดชอบให้เมียนมาดูแลพื้นที่แม่น้ำสาย และไทยดูแลพื้นที่แม่น้ำรวก

ในส่วนของปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ไทยได้นำมาตรการทางการค้ามาเป็นกลไกต่อรอง เพื่อกดดันให้เมียนมาออกประกาศนียบัตรรับรองข้าวโพดปลอดการเผา (Zero Burn) ซึ่งหากตรวจพบว่ามีการเผา ไทยจะไม่รับซื้อผลผลิตดังกล่าว ด้านเศรษฐกิจ จังหวัดเชียงรายถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีมูลค่าการค้าชายแดนสูงถึง 1.7 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันเมียนมานำเข้าสินค้าจากไทยถึงร้อยละ 90 (มูลค่ากว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ไทยจึงพยายามผลักดันระบบการค้าแบบสองทาง (Two-Way Trade) เพื่อลดความไม่สมดุล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีกำหนดการเจรจาเรื่องใบอนุญาตนำเข้า (Import License) ในเดือนหน้า เพื่อส่งเสริมการผลิตร่วมกัน

สำหรับประเด็นด้านความมั่นคงและการปราบปรามเครือข่ายธุรกิจสีเทา มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลหมายจับอย่างใกล้ชิดระหว่างสำนักงาน ป.ป.ส. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผ่านคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (TBC) ซึ่งทางการท่าขี้เหล็กให้การตอบรับและร่วมมือเป็นอย่างดีในการติดตามตัวผู้ต้องหาและกลุ่มบัญชีม้าที่หลบหนีข้ามแดน พร้อมกันนี้ ไทยได้ย้ำจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้กลุ่มต่อต้านใช้พื้นที่ฝั่งไทยเป็นฐานปฏิบัติการบ่อนทำลายรัฐบาลเมียนมา ขณะเดียวกันก็ได้เรียกร้องให้ทางการเมียนมาเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อลดปัญหาเศรษฐกิจใต้ดินอันเป็นต้นตอของการลักลอบทำเหมืองและอาชญากรรม

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขของไทยยังเตรียมฟื้นฟูข้อตกลงการเฝ้าระวังและส่งต่อข้อมูลโรคติดต่อข้ามแดน เช่น วัณโรค, เอชไอวี และโรคโควิด-19 ที่หยุดชะงักไปตั้งแต่ปี 2563 โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างรอทางการเมียนมาตอบรับการประชุมร่วม ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้

ในตอนท้าย นายต่อ ศรลัมพ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ได้กล่าวเน้นย้ำถึงทิศทางการทำงานข้ามแดนยุคใหม่ว่า “การต่างประเทศไม่ใช่เรื่องไกลตัว” วิกฤตสิ่งแวดล้อม น้ำเสียเหมืองแร่ ฝุ่นควัน และอาชญากรรมข้ามชาติ ที่กระทบต่อลมหายใจและปากท้องของชาวบ้านริมน้ำ ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยกลไกปกครองส่วนท้องถิ่นและพื้นที่ หรือประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง การดึงระดับนโยบายส่วนกลางของทั้งสองประเทศลงมาสัมผัสพื้นที่จริง โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย จะร่วมหารือกับรัฐมนตรีของเมียนมา ซึ่งเห็นว่าหากฝ่ายนโยบายได้มาลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย น่าจะส่งผลดีต่อการร่วมกันแก้ไขปัญหา และการทำงานร่วมกับหน่วยงานปฏิบัติการอย่างกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (TBC) จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเปลี่ยนงานการทูตให้กลายเป็นกลไกหลักในการสร้างแรงกดดัน เพื่อแก้ปัญหาข้ามแดนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

หลังจากนั้น คณะของเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงราย และด่านศุลกากรแม่สาย เพื่อรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ พร้อมทั้งเยี่ยมชมพิธีการศุลกากรบริเวณหน้าด่านสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ก่อนเดินทางกลับไปยังจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา