Search

คำตอบจาก “ต่อ ศรลัมพ์”ทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้งกรณีแม่น้ำปนเปื้อน-แรงงานข้ามชาติ

ระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน 2569 นายต่อ ศรลัมพ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ ย่างกุ้ง พร้อมคณะ อาทิ ผู้ช่วยทูตทหารบก-ทหารอากาศ-ตำรวจ ได้ลงพื้นที่ จ.เชียงราย และเมืองท่าขี้เหล็ก-เมืองเชียงตุง รัฐฉาน ประเทศเมียนมา โดยได้หารือข้อราชการกับนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ในประเด็นต่างๆ อาทิ ความมั่นคงและการค้าชายแดน ปัญหาสิ่งแวดล้องโดยเฉพาะแม่น้ำข้ามแดนปนเปื้อน

นายต่อให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวชายขอบ”ถึงการแก้ไขปัญหาแม่น้ำข้ามแดนปนเปื้อนภายหลังจากที่รัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนว่าได้ร่วมกันลงนามในข้อข้อกําหนดสาระสําคัญ (Terms of Reference: TOR)ว่า ทราบว่าสัปดาห์หน้าตัวแทนกรมควบคุมมลพิษ(คพ.)จะร่วมพูดคุยกับทางเมียนมา และทางเมียนมาจะมาเยือนไทยในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้ สิ่งที่ภาคประชาสังคมและคนในพื้นที่ต้องการคือ “การตรวจร่วม” (Joint Monitoring) และการเก็บตัวอย่างร่วมกันระหว่างฝั่งไทยกับฝั่งเมียนมา เรื่องนี้มีความเป็นไปได้หรือไม่ และจะออกมาในแนวทางใด

นายต่อ ศรลัมพ์ กล่าวว่า ปัญหาคุณภาพน้ำเป็นปัญหาข้ามแดนที่ไทยแก้เองไม่ได้ทั้งหมด สิ่งที่รัฐบาลตั้งใจคือ ทำอย่างไรให้ทั้งสองฝ่ายมีความตระหนักรู้ร่วมกันและช่วยกันแก้ไขปัญหา ประเด็นที่ถามเป็นเรื่องของอนาคตว่าจะทำงานกันอย่างไรต่อ อย่างน้อยตอนนี้ สิ่งที่พยายามทำคือทำให้สิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นได้เกิดขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และประชาชนฝั่งเมียนมาเองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

“อย่างน้อยไทยประสบความสำเร็จในการเปิดประตูบานแรก ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ 2 ประเทศเริ่มพูดคุยกัน แต่จะไปจบที่จุดใดยังเป็นอนาคตที่ตอบไม่ได้ เป้าหมายปลายทางคือปัญหาต้องได้รับการแก้ไข คุณภาพชีวิตประชาชนต้องดีขึ้น ซึ่งต้องค่อยๆ พัฒนาไป เริ่มจากการพูดคุยในระดับหน่วยงานก่อนที่จะเกิดกรอบความร่วมมือ ขั้นตอนต่อไปจะคุยกันลึกขึ้นว่าจะมีการตรวจแบบไหน ตรวจอย่างไร ใช้วิธีใด”

เอกอัครราชทูตไทย ณ ย่างกุ้ง กล่าวว่า ในทางการดำเนินนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศ จะต้องมีหมุดหมายว่าต้องไปถึงจุดไหน โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีความตั้งใจที่จะชวนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาลงมาดูพื้นที่และปัญหาด้วยกัน การพูดคุยในระดับท้องถิ่น ผู้ว่าราชการจังหวัดทำเต็มที่อยู่แล้วโดยคุยใกล้ชิดกับทางท่าขี้เหล็ก แต่การพูดคุยระดับรัฐบาลก็มีความจำเป็น การสั่งการจากส่วนกลางที่เนปิดอว์มาถึงหน่วยงานในพื้นที่มีส่วนสำคัญที่จะช่วยเรื่องนี้ได้

“หากประสบความสำเร็จ มีผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลเมียนมามาดูพื้นที่ด้วยกัน หน่วยงานในท้องถิ่นจะรับทราบว่ารัฐบาลที่เมืองหลวงให้ความสนใจและใส่ใจเรื่องนี้ นี่คือหมุดหมายต่อไปที่พยายามขับเคลื่อน แต่ตอนนี้ต้องเปิดประตูบานแรกให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยดูพัฒนาการต่อไป สองฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ห่วงโซ่อุปทานของเหมืองแร่ปัจจุบันอยู่ในการควบคุมของกลุ่มทุนจีน ภาคประชาสังคมพยายามสื่อสารกับสถานทูตจีน แต่สถานทูตจีนระบุให้ไทยคุยกับพม่า จึงเหมือนขาดขั้นตอน หากเมียนมาสร้างมลพิษไทยยังมีเงื่อนไขคุยได้ แต่หากเหมืองที่สร้างมลพิษเป็นทุนของจีน จะไปถึงจุดนั้นได้หรือไม่ เพราะต้องอาศัยการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้กำหนดพิกัดว่าต้นทางมาจากจุดใดเพื่อที่ไทยจะสามารถตรวจสอบได้ ประเด็นนี้จะอยู่ในการพูดคุยช่วงนี้เลย หรือต้องรอไปก่อน

นายต่อ ศรลัมพ์ กล่าวว่าพื้นที่เหมืองไม่ได้อยู่ฝั่งไทย นโยบายต่างประเทศในกรอบใหญ่ที่สุดที่เกี่ยวข้องกับเมียนมาคือ ไทยอยากเห็นเมียนมาเป็นประเทศที่สงบสุขและมองไปข้างหน้าเรื่องการพัฒนา สาเหตุที่ต้องตั้งเป้าเช่นนั้น เพราะปัจจุบันหลายพื้นที่ในเมียนมายังมีความขัดแย้ง อยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ธุรกิจที่เกิดขึ้นในพื้นที่เหล่านี้ไม่ได้มีแค่เหมือง แต่รวมถึงยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย และอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งล้วนเกิดในพื้นที่เหล่านี้ โดยระยะยาวคือไทยต้องช่วยเมียนมาให้เกิดความปรองดองภายในประเทศ ยุติการต่อสู้และหันหน้ามาคุยกัน เพื่อให้ความจำเป็นในการทำธุรกิจที่ผิดกฎหมายค่อยๆ หายไป รัฐบาลไทยได้เสนอตัวพร้อมเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการพูดคุยระหว่างรัฐบาลเมียนมากับกลุ่มชาติพันธุ์ตามแนวชายแดน ซึ่งเริ่มต้นไปแล้วในหลายจุด

“หากเมียนมามีสันติภาพและมีการบริหารจัดการที่ดี ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็จะได้รับการบริหารจัดการที่ดีไปด้วย เหมือนที่ไทยจัดการเรื่องอุทกภัยและการขุดลอกคูคลอง หากฝั่งเมียนมาบริหารจัดการได้แบบไทย ปัญหาเหล่านี้จะหายไปเอง จะไม่ต้องมาตรวจสอบว่าเหมืองอยู่ที่ใด เป็นของใคร เพราะจะมีหน่วยงานเข้าไปควบคุมดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบ แกนกลางของปัญหาอยู่ตรงนี้”

ผู้สื่อข่าวได้ตั้งคำถามถึงประเด็นแรงงานข้ามชาติ ปัจจุบันมีการเคลื่อนย้ายแรงงานเมียนมาเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ถูกกฏหมายและผิดกฎหมาย ปัจจุบันแรงงานประสบปัญหาจากมาตรการการระงับการต่ออายุหนังสือเดินทางเล่มใหม่สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางประเภทเยี่ยมเยือน (PV) จากทางรัฐบาลเมียนมา ซึ่งอาจส่งผลต่อการอยู่อย่างถูกกฎหมายของแรงงานพม่าในประเทศไทย มีนโยบายหรือการเจรจากับพม่าในเรื่องนี้หรือไม่

นายต่อ ศรลัมพ์ กล่าวว่า เรื่องแรงงานตนได้พบผู้ใหญ่ในเมียนมาหลายท่าน สิ่งที่พูดตรงกันคือ แรงงานเมียนมาในประเทศไทยมีความสำคัญกับเศรษฐกิจไทย และสำคัญกับเศรษฐกิจเมียนมาเท่าๆ กัน เศรษฐกิจไทยต้องอาศัยแรงงานเหล่านี้ขับเคลื่อน เพราะประชากรไทยเกิดน้อยลง ไทยขาดแรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้ ในขณะเดียวกันคนเหล่านี้ก็สำคัญกับเมียนมาเพราะส่งเงินกลับไปให้ครอบครัว ทำให้ลูกหลานได้เรียนต่อและมีชีวิตที่ดีขึ้น ถือเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ซึ่งทางการเมียนมาขอบคุณที่ไทยช่วยดูแลแรงงาน

“เรื่องการจัดเก็บรายได้จากแรงงานในต่างแดน หลักคิดที่ให้ประชาชนที่อยู่ต่างประเทศเสียภาษีให้ประเทศตนเอง ไม่ได้มีแค่เมียนมา ประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้วก็ทำเช่นเดียวกัน คนของเขาที่มาอยู่ไทยก็ต้องเสียภาษีกลับไปประเทศตนเอง วิธีการจัดเก็บและอัตราที่พอดี เป็นเรื่องที่ทางการเมียนมาต้องพูดคุยกัน ไทยในฐานะประเทศที่สามจะไม่ก้าวล่วง แต่หวังว่ารัฐบาลเมียนมาและแรงงานจะหาจุดที่สมดุลได้ คือไม่เรียกเก็บจนแรงงานไม่เหลือเงิน หรือเก็บน้อยไปจนไม่เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศ”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางการพม่าได้ขอความช่วยเหลือไทยในเรื่องการจัดเก็บภาษีเข้าสู่ระบบหรือไม่

นายต่อ ศรลัมพ์ กล่าวว่าได้พูดคุยกับทางธนาคารไทย ปัจจุบันมีวิธีการส่งเงินกลับประเทศ แต่มักมีผู้ได้ประโยชน์อยู่นอกระบบ การจะนำการจัดเก็บเข้ามาอยู่ในระบบ หากมีการกำหนดอัตราภาษี อัตราแลกเปลี่ยน และกลไกที่เหมาะสม จะเปรียบเหมือนการนำของใต้ดินขึ้นมาบนดิน ธนาคารและสถาบันการเงินของทั้งสองประเทศจะได้ประโยชน์จากค่าธรรมเนียมในการจัดส่งเงิน แทนที่จะจัดส่งกันนอกระบบ เงินจะไม่ไหลไปในช่องทางสีเทา แต่จะเข้าสู่ธนาคารต้นทางและปลายทาง ธุรกิจนอกระบบจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายรวมถึงแรงงานจะได้ประโยชน์และมีความปลอดภัยสูงขึ้น หากสภาพแวดล้อมและกฎระเบียบเอื้ออำนวย

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีความเดือดร้อนเรื่องการต่อหนังสือเดินทางประเภทเยี่ยมเยือน (PV) เมื่อถึงจุดหนึ่งหากแรงงานต่อไม่ได้จะกลายเป็นคนผิดกฎหมาย มีการสื่อสารเรื่องนี้อย่างไร

นายต่อ ศรลัมพ์ กล่าวว่าได้ติดตามข่าวในฐานะคนภายนอก เนื่องจากเป็นมาตรการภายในของทางการเมียนมา เข้าใจว่าไม่ได้เป็นการยกเลิกการต่อพาสปอร์ต แต่มาตรการที่ออกมาอาจต้องใช้เวลาพิจารณานานขึ้น เป็นเรื่องที่ผู้ถือพาสปอร์ตต้องบริหารจัดการและเผื่อเวลาของตนเอง ขอย้ำว่าคนของเขาในไทยมีความสำคัญกับเรา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง