Search

36 ปี เขื่อนปากมูล  กับบาดแผลเรื้อรัง

กิตติธัช สิงห์เสนา

เกือบสี่ทศวรรษไข้ปัญหาที่ถูกเลี้ยงมาอย่างลากยาว ชาวปากมูลสูญเสียศักดิ์ศรีคนหาปลา แหล่งอาหาร และความมั่นคงของครอบครัว จนสิ่งที่ไม่ควร ได้กลายเป็นความปกติใหม่ในชีวิตและการต่อสู้กับทั้งเขื่อน กลไกของรัฐ และกาลเวลา กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวปากมูล 

ชาวบ้านยังถูกแบ่งออกด้วยวิธีบริหารจัดการของรัฐ กลายเป็นคำถามว่า ใครควรได้ประโยชน์เมื่อเขื่อนเปิด และใครต้องแบกรับผลกระทบเมื่อเขื่อนปิด จนความขัดแย้งที่เคยเป็นเรื่องระหว่างคนหาปลากับรัฐ ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความขัดแย้งระหว่างชุมชนต่อชุมชน และร้าวลึกถึงความแตกแยกภายในครอบครัว

พวงพยอม ขันใหญ่ ชาวบ้านบ้านหัวเห่ว อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี กล่าวย้อนว่าเมื่อก่อนหาปลาเรายังอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน อยู่บ้านอยู่กับลูกกับหลาน อยู่กันแบบชุมชน มีวิถีหาปลา มีอะไรก็แบ่งปันกันกิน  ตอนนั้นยังไม่มีความแตกแยกเหมือนทุกวันนี้ แต่พอเขื่อนเข้ามา การคบหาสมาคมในชุมชนก็เริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นแล้วความแตกแยกขัดแย้งที่รุนแรง

“ชุมชนบ้านหัวเห่ว ตอนนี้ก็แบ่งแยกกัน เมื่อก่อนเราจะเรียกร้องไปด้วยกัน อยู่กลุ่มเดียวกัน แต่พอแยกออกไป คนหนึ่งไปต่อสู้ อีกคนไม่ไป บางคนได้ประโยชน์เพราะปลาอยู่หน้าเขื่อน บางคนเสียประโยชน์เมื่อปิดเขื่อน มันก็เลยเกิดข้อแตกต่างกัน กลายเป็นความแตกแยกในหมู่พี่น้องชาวบ้าน” พวงพยอม สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดของโครงการพัฒนาที่รัฐยัดเยียด ไม่ได้กระทบเพียงแค่วิถีชีวิต แต่กินลึกถึงสังคมความเป็นอยู่ของผู้คนตลอดเกือบสี่ทศวรรษ 

ดังนั้นแล้วหนึ่งในข้อเรียกร้องที่ต้องการวิถีชีวิตคืนคือการเปิดเขื่อนถาวรเพื่อคืนวิถีชีวิตทั้งสังคมลุ่มน้ำมูล โดยพวงพยอม กล่าวว่า อีกข้อเรียกร้องสำคัญนอกจากการจัดสรรที่ดินทำกิน 15 ไร่ต่อครอบครัว 1,632 ครอบครัวแล้ว คือการเปิดเขื่อนปากมูลอย่างถาวร เพราะหากไม่มีเขื่อนกั้นแม่น้ำมูน จะทำให้ชาวบ้านสามารถหาปลาได้ตลอดทั้งปี การก่อสร้างเขื่อนทำให้ชาวบ้านที่มีอาชีพหาปลาต้องสูญเสียแหล่งทำกิน จนนำไปสู่ความเห็นต่างระหว่างชาวบ้าน

“ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาก่อน มันผลพวงจากความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำมูลหลังมีเขื่อน เมื่อโครงสร้างการไหลของน้ำเปลี่ยนไป การหาปลาของคนแต่ละพื้นที่ได้รับผลกระทบไม่เหมือนกัน แม่น้ำสายเดียวกันและวิถีชีวิตร่วมกัน กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนต้องถกเถียงกันว่า น้ำควรไหลหรือหยุดนิ่ง”

เขื่อนปากมูลเกิดขึ้นภายใต้แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อสนับสนุนการผลิต ทั้งการกักเก็บน้ำ การผลิตไฟฟ้า และการพัฒนาระบบชลประทาน โครงการเริ่มก่อสร้างในปี 2532 และแล้วเสร็จในปี 2537 ด้วยงบประมาณที่มีการระบุไว้ราว 6,600 ล้านบาท โดยมีธนาคารโลกเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนและให้คำปรึกษา

เขื่อนปากมูลถูกวางไว้ในฐานะสัญลักษณ์ของการพัฒนาในช่วงเวลานั้น  โดยไม่มีการนับรวมต้นทุนชีวิตและความสูญเสียที่ไม่อาจตีตราเป็นค่าตัวเลขราคาของคนเล็กคนน้อยได้ ทำให้ปัจจุบันเขื่อนแห่งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์การล้มเหลวของโครงการพัฒนาซึ่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ภายใต้การศึกษาของคณะกรรมาธิการเขื่อนโลก ถูกนำมาใช้อ้างอิงในข้อถกเถียงโดยระบุว่า เมื่อพิจารณาผลประโยชน์และต้นทุนของโครงการแล้ว เขื่อนปากมูลไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของการลงทุน

การสร้างเขื่อนได้เปลี่ยนภูมิทัศน์และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับแม่น้ำมูลไปพร้อมกัน การก่อสร้างและการจัดการพื้นที่ยังเกี่ยวข้องกับการโยกย้ายโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศาสนสถาน รวมถึงข้อกังวลต่อสิ่งที่อาจยังไม่ได้รับการสำรวจและตรวจสอบอย่างครอบคลุม เช่น ผลกระทบด้านสุขภาพของชุมชนโดยรอบพื้นที่อ่างเก็บน้ำ

นายบัวลี โพธิ์วงศ์ ชาวบ้านลำน้ำมูลกล่าวว่า กว่าจะมีการเปิดเขื่อนตามมติคณะรัฐมนตรีแต่ละปี ชาวบ้านต้องรวมตัวเรียกร้องเพื่อให้เปิดเขื่อนซ้ำซากทุกปี ไม่ใช่แค่เรื่องการเปิดหรือปิดบานประตู แต่คือเรื่องของความอยู่รอด จึงต้องเปิดเขื่อนถาวรเท่านั้น เพื่อให้แม่น้ำไหลตามธรรมชาติ ระบบนิเวศแม่น้ำมูนฟื้นคืน พันธุ์ปลาได้ว่ายอพยพ และวิถีชีวิตประมงพื้นบ้านที่สั่งสมมาแต่บรรพบุรุษจะได้กลับคืนมาจริง ๆ

“การปิดกั้นของเขื่อนมันบิดเบือนระบบนิเวศจนเกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชน ปลาที่อพยพขึ้นมาจากแม่น้ำโขงไม่สามารถว่ายข้ามเขื่อนไปบริเวณต้นน้ำได้ ทำให้ปลากระจุกตัวแออัดอยู่เฉพาะบริเวณท้ายเขื่อน ชาวบ้านท้ายเขื่อนจึงจับปลาได้ง่าย แต่ชาวบ้านเหนือเขื่อนกลับหมดทางทำกิน”

อีกด้านหนึ่งของการต่อสู้ของชาวปากมูลไม่ได้มีเพียงการเรียกร้องให้รัฐชดเชยความเสียหาย หากยังเป็นการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ว่า พวกเขาคือคนที่มีอาชีพหาปลาที่รับผลกระทบจากเขื่อน มีตัวตนอยู่จริง แม้ไม่เคยถูกบันทึกไว้อย่างครบถ้วนในระบบของรัฐ โดยกระบวนการดังกล่าวกินเวลายาวนานกว่าสองทศวรรษ ผ่านการตรวจสอบหลายครั้ง ก่อนจะมาถึงกระบวนการรับรองล่าสุดในปี 2569

นายบัวลี โพธิ์วงศ์ ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล กล่าวว่า การพิสูจน์ตัวตนของชาวบ้านเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งตั้งแต่ปี 2540 โดยขณะนั้นมีการรับรองผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 3,084 ครัวเรือน แต่ภายหลังเอกสารที่เกี่ยวข้องกลับสูญหาย ทำให้ชาวบ้านต้องกลับมาเริ่มต้นกระบวนการตรวจสอบกันใหม่อีกครั้ง โดยชาวบ้านทำกันใหม่ เริ่มมีความชัดเจนขึ้นในช่วงปี 2562 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาข้อเท็จจริง รวมถึงจัดกระบวนการตรวจสอบในระดับจังหวัดและระดับอำเภอ ต้องใช้เวลากว่า 7 ปีจึงได้ข้อสรุปในวันที่ 12 มีนาคม 2569 จากรายชื่อที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบ 2,000 กว่าครัวเรือน และสุดท้ายเหลือ 1,632 ครัวเรือนที่ได้รับการรับรองว่าเข้าเกณฑ์ตามกระบวนการพิสูจน์ตัวตน

“ตัวเลขที่หายไปจากบัญชีไม่ได้หมายความว่าบางครัวเรือนไม่ผ่านเกณฑ์ เพราะในช่วงเวลากว่า 30 ปีของการรอคอยนั้น ชาวบ้านบางส่วนแยกออกไปเป็นกลุ่มอื่น บางส่วนหนึ่งเสียชีวิตก่อนจะได้เห็นข้อยุติของปัญหา แต่จริงๆแล้วสิ่งที่พวกเราต้องการมากที่สุดในเวลานี้ คือการทำเรื่องที่ค้างคามานานหลายทศวรรษให้สิ้นสุดลง ตอนนี้ผู้เฒ่าผู้แก่อายุ 80-90 ปีจำนวนไม่น้อยยังคงรอคอยการเยียวยาและความเป็นธรรม”

หากจะนิยามถึงความยุติธรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงกับชาวปากมูล ก็คงบอกได้ว่าเป็นการก่อตัวจากความมืดในหลุมดำของขั้วอำนาจและฝ่ายต่าง ๆ ที่ร่วมกัน “เลี้ยงไข้” ปล่อยให้วังวนความขัดแย้งลากยาวอย่างไร้จุดสิ้นสุด ขณะที่ความยุติธรรมของคนหาปลาถูกผลักให้จมหายไปตามกาลเวลา บาดแผลทางจิตวิญญาณและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่เคยได้รับการเยียวยาอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม มีเพียงความเจ็บปวดเดิม ๆ ที่ถูกสะกิดซ้ำให้กำเริบ จากบาดแผลเรื้อรัง

 36 ปีของเขื่อนปากมูล จึงเป็นบันทึกความล้มเหลวของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ที่แลกมาด้วยการล่มสลายของระบบนิเวศและเศรษฐกิจชุมชน และเป็นทั้ง “มรดกความอยุติธรรม” ที่ถูกส่งต่อข้ามรุ่นอย่างเลือดเย็น เมื่อรัฐเลือกที่จะแช่แข็งปัญหา และปล่อยให้กาลเวลากัดกร่อนชีวิตจนลมหายใจสุดท้ายของผู้เฒ่าผู้แก่ทยอยดับสูญไปทีละคน

การทวงคืนศักดิ์ศรีของคนหาปลา และการยุติบาดแผลเรื้อรังให้จบลงในรุ่นนี้ จึงเป็นสิ่งเร่งด่วนที่สุดที่รัฐต้องมองเห็น ก่อนที่ความยุติธรรมจะกลายเป็นเพียงคำลวงที่ไร้ความหมายสำหรับคนที่ไม่มีชีวิตอยู่รอฟัง

——————-