
เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล กลุ่มชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล จ.อุบลราชธานี ได้ร่วมกันแสดงวัฒนธรรมด้วยการเป่าแคนและฟ้อนรำ หลังจากนั้นได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เพื่อขอให้รัฐบาลยุติบทบาท “ที่ปรึกษาและทีมพี่เลี้ยง” ของสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล หลังเกิดข้อขัดแย้งภายในขบวนการต่อสู้ของชาวบ้านหลังจากเห็นว่าการทำหน้าที่ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นไปในลักษณะหนุนเสริมชาวบ้าน แต่กลับนำไปสู่ความสับสนและความแตกแยกภายในขบวนการ
ชาวบ้านได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ที่ระบุว่า ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนปากมูลเป็นผู้ต่อสู้เรียกร้องการแก้ไขปัญหามาเป็นเวลานาน โดยอ้างถึงระยะเวลา 36 ปีแห่งการรอคอยการแก้ไขปัญหา และ 29 ปีแห่งการต่อสู้เรียกร้องให้รัฐพิสูจน์และรับรองสิทธิ ก่อนที่คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและกำหนดหลักเกณฑ์ผู้ประกอบอาชีพกลุ่มประมงที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนปากมูล จะมีมติรับรองผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นทางการจำนวน 1,632 ครอบครัว เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 การรับรองดังกล่าวควรเป็นฐานสำคัญในการเดินหน้าแก้ไขปัญหา โดยผู้ได้รับผลกระทบทั้ง 1,632 ครอบครัวต้องได้รับการชดเชยและการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง โดยไม่ถูกตัดสิทธิหรือแบ่งแยกออกจากกัน
“สมัชชาคนจนเป็นของชาวบ้าน ไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง การก่อตั้งขบวนการเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2538 มีการจัดทำปฏิญญาแม่น้ำมูล ระหว่างวันที่ 11-14 ธันวาคม 2538 บริเวณสันเขื่อนปากมูล จ.อุบลราชธานี ซึ่งเจ้าของปัญหาคือชาวบ้าน ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยงควรทำหน้าที่ช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ สนับสนุนข้อมูล และเสริมพลังให้ชาวบ้านสามารถต่อรองกับรัฐได้ ต้องเคารพสิทธิในการตัดสินใจของผู้ได้รับผลกระทบ และไม่ควรใช้อำนาจเหนือขบวนการ” แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ระบุว่า ภายหลังคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและกำหนดหลักเกณฑ์ผู้ประกอบอาชีพกลุ่มประมงที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนปากมูล มีมติรับรองรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 1,632 ครอบครัว อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 พวกตนหวังจะได้ร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ปัญหาต่อ แต่กลับต้องมาพบกับสถานการณ์ที่สร้างความเจ็บปวดและแตกแยก เนื่องจากการสื่อสารที่สร้างความสับสนและแบ่งฝ่าย และยังมีการเรียกระดมชาวบ้านเข้าประชุมในลักษณะที่กดดันให้ต้องเลือกข้าง แทนที่จะเปิดโต๊ะพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเพื่อหาทางออก หากคิดว่ามีความเห็นไม่ตรงกัน
“พวกเรามีข้อสงสัยต่อการทำหน้าที่ของพี่เลี้ยง ในยามที่เกิดความขัดแย้ง แทนที่จะรักษาความเป็นกลาง ช่วยประสานความเข้าใจ คลี่คลายความขัดแย้ง และปกป้องพื้นที่การมีส่วนร่วมของพี่น้องชาวบ้านทุกฝ่าย ตรงกันข้ามกลับมีการสื่อสารและการจัดประชุมที่สร้างความสับสน จนนำไปสู่การแบ่งฝ่ายและสูญเสียเอกภาพในหมู่ชาวบ้าน”แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ระบุว่า เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ของกลุ่มสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน และนัดประชุมในวันที่ 21 กันยายน 2569 พบว่า รายชื่อตัวแทนชาวบ้าน 10 คนที่จะเข้าสู่โต๊ะเจรจา ถูกจัดทำขึ้นโดยไม่มีชื่อของ แม่สมปอง เวียงจันทร์ และชาวบ้านกลุ่มที่ร่วมกันเรียกร้องเลย ทั้งที่แม่สมปอง มีชื่อเป็นหนึ่งในคณะกรรมการชาวบ้านมาโดยตลอด เป็นที่รู้จักกันดีของทุกหน่วยงานในการเจรจา
แถลงการณ์ระบุว่า จากเหตุการณ์ทั้งหมด จึงมีข้อเรียกร้องให้ยุติการทำหน้าที่ของที่ปรึกษาและพี่เลี้ยงสมัชชาคนจนบางคน และขอให้เปิดพื้นที่กลางให้ชาวบ้านทุกกลุ่ม ได้กลับมาพูดคุยปรึกษาหารือกันอย่างเท่าเทียม เพื่อฟื้นฟูความรักและความเป็นเอกภาพของพี่น้อง ขอให้การคัดเลือกตัวแทนเข้าร่วมโต๊ะเจรจา มาจากกระบวนการที่ชาวบ้านทุกกลุ่มมีส่วนร่วมและให้การยอมรับร่วมกัน และขอให้การแก้ไขปัญหายึดฐานผู้ได้รับผลกระทบ 1,632 ครอบครัว ที่ได้รับการรับรองแล้วเป็นสำคัญ โดยไม่ตัดสิทธิพี่น้องกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด“คืนสมัชชาคนจนให้กับเจ้าของปัญหา คืนสิทธิในการตัดสินใจให้กับชาวบ้าน ยึดเจตนารมณ์ปฏิญญาแม่น้ำมูล และคืนความเป็นธรรมให้พี่น้องผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล ด้วยความเคารพต่อสิทธิ เสียง และศักดิ์ศรีของพี่น้องผู้ได้รับผลกระทบทุกคน” แถลงการณ์ระบุ
“คืนสมัชชาคนจนให้กับเจ้าของปัญหา คืนสิทธิในการตัดสินใจให้กับชาวบ้าน ยึดเจตนารมณ์ปฏิญญาแม่น้ำมูล และคืนความเป็นธรรมให้พี่น้องผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล ด้วยความเคารพต่อสิทธิ เสียง และศักดิ์ศรีของพี่น้องผู้ได้รับผลกระทบทุกคน” แถลงการณ์ระบุ