กิจกรรมงานสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน หรืองาน MAEW (Mekong-ASEAN Environmental Week) 2026 หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “งานแมว” จะจัดขึ้นในวันที่ 23-26 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กทม.มีความน่าสนใจหลายประการเพราะเป็นการระดมพลและประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคโดยมีแม่น้ำโขงซึ่งแกนหลักเป็นจุดเชื่อมโยง
เปรมฤดี ดาวเรือง ผู้ประสานงานโปรเจกต์เสวนา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Project SEVANA South-East Asia) ซึ่งเป็น “แม่งาน”ในการจัดกิจกรรมสัปดาห์แม่น้ำโขง-อาเซียน อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ “งานแมว” ว่าเกิดจากความพยายามของภาคประชาชนและภาคประชาสังคมในการสร้างพื้นที่พูดคุยประเด็น “การเมืองสิ่งแวดล้อม” ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยในครั้งแรกๆ ยังมีเวทีกิจกรรมไม่มากนัก
“กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานเกี่ยวกับแม่น้ำโขงเห็นว่าเวทีการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคยังค่อนข้างกระจัดกระจาย พวกเราจึงหารือกันเพื่อสร้างงานที่สามารถรวบรวมประเด็นสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในแต่ละปีมาไว้ในพื้นที่เดียวกัน เรารู้สึกว่าถ้ากลุ่มคนทำงานแม่น้ำโขงได้มาปรึกษากัน น่าจะมีงานเฉพาะขึ้นมา ที่สามารถเอาประเด็นที่เป็นไฮไลท์ของแต่ละปีมาคุยกัน” เปรมฤดีซึ่งทำงานด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในลุ่มแม่น้ำโขงมายาวนานเห็นถึงสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นและหาทางออก
“แม้งานจะเริ่มต้นจากประเด็นแม่น้ำโขง แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อนๆจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เข้ามาร่วมมากขึ้น เนื่องจากพบว่าหลายประเด็นมีความเกี่ยวข้องกัน โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งมีตัวละครเดียวกันและแผ่ขยายอำนาจไปในภูมิภาค ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแม่น้ำโขงหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง” เปรมฤดีอธิบายถึงขอบเขตงานที่ขยายเพิ่มขึ้นในเวลาต่อมา
“หัวใจของเนื้องานแมว คือเราพยายามดูว่าในแต่ละช่วงเวลา อะไรเป็นประเด็นสิ่งแวดล้อมซึ่งเข้มข้นที่สุด แต่ว่าแค่นั้นยังไม่พอ พวกเราซึ่งกำลังทำงานเรื่องนี้คือใคร แล้วก็อยากจะพูดถึงเรื่องนี้อย่างไร ทั้งภาคประชาชนแล้วก็ภาคประชาสังคม”
สำหรับครั้งที่ 8 นี้เน้นเรื่องประชาชน โดยเปรมฤดีให้เหตุผลว่า ขณะนี้ทั่วโลกมีกระแสการกลับมาของการต่อสู้โดยตรงของประชาชนชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเขื่อนขนาดใหญ่ ซึ่งแนวทางของกลุ่มที่เคลื่อนไหวเรื่องเขื่อนเริ่มกลับมาหาชุมชนหรือประชาชนมากขึ้น
“ในเมืองไทยเราก็เห็นภาพนั้นด้วย ในช่วงปีที่ผ่านมาชาวบ้านปากมูนลงถนน ลงไปเคลื่อนไหวมากขึ้น เราเห็นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ปีนี้งานแมวก็เลยใช้ธีมว่า ‘กระแสธารประชาชน’ ด้วยจุดมุ่งหมายว่า เราอยากจะเชิญกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ทั้งหลายมาให้มากที่สุดในงานแมวปีนี้” ผู้ประสานงานโปรเจกต์เสวนาอธิบายสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน “งานแมว”ระหว่างวันที่ 23-26 กันยายนนี้
“นอกจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบแล้ว ยังมีผู้สนับสนุนและองค์กรที่ทำงานร่วมกับพวกเขาเข้าร่วมด้วย โดยปีนี้ประเด็นสำคัญ ได้แก่ เรื่องแรร์เอิร์ธและผลกระทบจากการปนเปื้อน ซึ่งจะมีทีมจากภาคเหนือและภาคอีสานมาร่วมพูดคุย ขณะที่ประเด็นเขื่อนยังคงเป็นอีกประเด็นหลัก ปีนี้เรามีเวทีใหญ่เรื่องเขื่อน ก็คือ 36 ปีเขื่อนปากมูน ประสบการณ์ปากมูนสะท้อนให้เห็นประสบการณ์เขื่อนในภูมิภาคอย่างไร ไปถึงระดับสากลด้วยว่า ทำไมเราจึงไม่เรียนรู้ประสบการณ์การสร้างเขื่อนใหญ่ซึ่งทำลายล้าง” เปรมฤดี กล่าว
นอกจากนี้ยังมีเวทีเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตซึ่งเปรมฤดีมองว่า เป็นเรื่องใหญ่และเกี่ยวข้องกับทิศทางเรื่อง ความเป็นสีเขียว ที่กำลังถูกจับตา รวมถึงประเด็นธนาคารโลกซึ่งในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการประชุมธนาคารโลก World Bank Annual Meeting 2026 ดังนั้นจึงมีอย่างน้อย 2-3 เวทีที่พุ่งเป้าไปที่ธนาคารโลก รวมถึงเวทีหลักในหัวข้อ “77 ปี ธนาคารโลกในประเทศไทย”
“เราได้เชิญตัวธนาคารโลกเข้าร่วมด้วย ซึ่งเขาได้ติดต่อกลับมาแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาร่วมงานหรือไม่” เปรมฤดีกล่าว
เปรมฤดีกล่าวว่า รูปแบบหลักของงานจะเป็นวงเสวนาในหัวข้อต่าง ๆ ประมาณ 20 วงเสวนา โดยในวันที่ 25 กันยายนจะมีกิจกรรมหนาแน่นที่สุด โดยมีการจัดเสวนาเช้าและบ่ายพร้อมๆกันใน 6 ห้อง นอกจากนี้ ยังมี workshop ทั้งเรื่องสันติภาพ เกษตรอินทรีย์ และ AI รวมถึงนิทรรศการศิลปะ นิทรรศการความรู้ และการออกร้านจากเครือข่ายชุมชนจากประมาณ 15 จังหวัด ทั้งสินค้าและเกษตรอินทรีย์ โดยเครือข่ายเกษตรทางเลือกจะเป็นผู้ทำอาหารกลางวันให้กับผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งพื้นที่ศูนย์กลางของงานอยู่ที่ลานปรีดี
“คนที่มาร่วมงานครั้งก่อนๆ ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่มากกว่าครึ่ง เป็นนักกิจกรรมรุ่นใหม่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรซึ่งทำงานมาอย่างยาวนาน คนรุ่นใหม่ในแม่น้ำโขง รวมถึงผู้เข้าร่วมจากประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและประเทศอาเซียน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ และยังมีคนทำงานเรื่องเขื่อนจากบราซิล และองค์กรด้านป่าฝนจากประเทศอุรุกวัย” เปรมฤดีอธิบายถึงประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ให้ความสนใจมาร่วมงาน
สำหรับสถานการณ์ของแม่น้ำโขงในปีนี้ เปรมฤดีมองว่า มีความพิเศษจากบทบาทของตัวละคร ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้มีเพียงรัฐ แต่ยังมีทุนและบทบาทจากภายนอกประเทศเข้ามามากขึ้น ขณะเดียวกันประเด็นใหม่อย่างการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำโขงกำลังเข้ามาเปลี่ยนโจทย์การเคลื่อนไหวของประชาชน
“เรื่องน้ำโขงปนเปื้อน มันคงมาทำให้การต่อสู้เรื่องเขื่อนที่ดำเนินมาราว 3 ทศวรรษ เล็กไปเลย ถ้ามันเกิดการปนเปื้อนเลยมาถึงอีสาน ชาวบ้านก็ต้องคิดใหม่ทั้งหมดว่า เราจะสู้กับเรื่องนี้ยังไง จะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง”
เปรมฤดี กล่าวว่าทิศทางด้านพลังงานและความเป็นสีเขียวที่ ปัจจุบันโครงการเขื่อนภูงอยและเขื่อนสานะคาม (บนแม่น้ำโขงใน สปป.ลาว) ไม่ได้อยู่ใน PDP (แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ) ฉบับใหม่ แต่ไม่ได้หมายถึงการระงับ เพียงแต่ถูกเลื่อนออกไป ขณะที่มีการหันมาให้ความสนใจกับพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMRs และแรร์เอิร์ธมากขึ้นเพราะฝ่ายทุนได้ตระหนักแล้วว่าแม่น้ำโขงเสื่อมสภาพไปมาก จนกระทั่งคงจะหาประโยชน์ไม่ได้ด้วยการสร้างเขื่อน
“แม้หันไปอย่างอื่นแล้ว แต่ก็ยังเป็นชุดของเรื่องสีเขียว นิวเคลียร์ก็ตาม แรร์เอิร์ธก็ตาม มันถูกสนับสนุนโดยกลไกเดิม ๆ เช่น ธนาคารโลกและอื่น ๆ เพราะฉะนั้น อันนี้คงเป็นโจทย์ที่ชาวบ้าน ประชาชนคงต้องตามให้ทัน” เปรมฤดีกล่าว
แม้ว่าความเสื่อมโทรมเกิดขึ้นในแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง แต่ประชาชนหลายล้านคนก็ยังต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติแหล่งนี้ ซึ่งเปรมฤดีมองว่า ยังมีความหวัง เพราะทุกอย่างเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง โดยเฉพาะการเข้ามาของคนรุ่นใหม่ที่มีวิธีการต่อสู้เป็นของตัวเอง
“เทศกาลหนังในงานแมวปีนี้ มีภาพยนตร์อย่างน้อย 7-8 เรื่องที่ผลิตขึ้นเพื่อฉายในงาน โดยคนรุ่นใหม่ทั้งหมด ในจำนวนนี้ 5 เรื่องอยู่ในธีม อาหารแม่น้ำโขงที่หายไป และอีก 4 เรื่องเป็นเกี่ยวกับแม่น้ำสาละวินและการปนเปื้อนในสาละวิน นี่คือวิธีการของคนรุ่นใหม่ในการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้สังคมเข้าใจ ทำให้เรายังมีความหวังเสมอ” เปรมฤดีชี้ให้เห็นแสงสว่างที่เกิดขึ้นในลุ่มแม่น้ำโขง
สำหรับสถานการณ์ปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำโขงที่เป็นปัญหาใหญ่ทำให้ประชาชนต้องแบกรับความเสี่ยงด้านสุขภาพ และนับวันทวีความรุนแรงขึ้นนั้น เปรมฤดีเห็นว่า ข้อมูลที่เข้ามาอย่างรวดเร็วและมีภาพเชิงประจักษ์สามารถขยายตัวในกลุ่มชาวบ้านได้อย่างรวดเร็ว การพบปลาแค้ที่มีตุ่มในพื้นที่เป็นตัวอย่าง
“หากพื้นที่ภาคอีสานสามารถรับข้อมูลและรับลูก ต่อจากภาคเหนือได้ การเคลื่อนไหวดังกล่าวน่าจะเดินหน้าได้เร็ว ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเริ่มเห็นการส่งต่อข้อมูลและการพูดถึงเรื่องนี้ในกลุ่มนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและเขื่อนในภาคอีสานอย่างชัดเจน เหลือเพียงแต่ว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร ข้อเสนอคืออะไร คิดว่ามันน่าจะจับมือกันได้ ทั้งเหนือและอีสาน” เปรมฤดีกล่าวและว่า ประเด็นดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของงานแมวปีนี้ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้กิจกรรมสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 23-26 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เปิดกว้างสำหรับทุกคนที่ต้องการเข้าไปร่วมเรียนรู้ และสามารถอ่านรายละเอียดได้ใน https://www.facebook.com/ASEANMAEW
