Search

เผยภูมิภาคอาเซียนพรุนไปด้วยเหมืองแร่-นักสิ่งแวดล้อมอินโด/ฟิลิปปินส์/ไทยร่วมสะท้อนทุนธุรกิจที่ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ที่อาคารสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร มีการจัดเสวนา “การทำเหมืองแร่หายากและแร่สำคัญ: จากความเสียหายสู่การตอบสนองร่วมกันในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และพื้นที่อื่น ๆ” (Rare Earth and ‘Critical’ Mineral Extraction: From Devastation to Collective Responses Locally, Regionally and Beyond) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเวทีสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจที่มีความรับผิดชอบและสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 8 โดยประชาชนจากประเทศต่างๆในภูมิภาคอินโดแปซิกฟิกเข้าร่วมกว่า 60 คน

ภายในงานได้เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนชุมชนและภาคประชาสังคมจากหลายประเทศในเอเชียแลกเปลี่ยนสถานการณ์ผลกระทบจากการขยายตัวของเหมืองแร่หายาก (Rare Earth Elements: REEs) และแร่สำคัญ (Critical Minerals) ซึ่งกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลกและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ตั้งแต่การสูญเสียที่ดิน การทำลายระบบนิเวศและแหล่งน้ำ ไปจนถึงปัญหาสิทธิมนุษยชนและการดำเนินคดีกับประชาชนที่ออกมาปกป้องชุมชนของตนเอง

เพียรพร ดีเทศน์ จากมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers & Rights) นำเสนอภาพความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศลุ่มน้ำโขง โดยเริ่มจากภาพแม่น้ำโขงบริเวณชายแดนลาว–กัมพูชาเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ก่อนการก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งในเวลานั้นยังเห็นความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก และฝูงสัตว์น้ำที่อพยพขึ้นมาตามลำน้ำในช่วงต้นฤดูฝน

“ปัจจุบันภูมิภาคกำลังเผชิญแรงกดดันจากความต้องการแร่หายากและแร่สำคัญในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ทำเหมืองและสกัดแร่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและกฎหมายอ่อนแอ ดังเช่นในรัฐคะฉิ่น ของพม่า รวมถึงบริเวณต้นน้ำในรัฐฉานตะวันออก และชายแดนไทย–ลาว ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาพบกิจกรรมเหมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของจีนในฐานะศูนย์กลางการแปรรูปแร่หายาก” นส.เพียรพร กล่าว

Kiki Sriyanti จาก องค์กร KOMNASDESA จังหวัดสุลาเวสีใต้ ประเทศอินโดนีเซีย กล่าวถึงผลกระทบจากอุตสาหกรรมนิเกิล ซึ่งมีบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมและการส่งออกของอินโดนีเซีย ว่ากรณีเกาะขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายหัวใจ ซึ่งเผชิญการขยายตัวของเหมืองอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2552 โดยมีสัมปทานเหมืองนิเกิลหลายแห่ง ส่งผลให้พื้นที่บนเกาะจำนวนมากถูกเปลี่ยนเป็นเขตเหมือง กระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน แหล่งน้ำ และระบบนิเวศชายฝั่ง ขณะที่มลพิษจากพื้นที่เหมืองไหลลงสู่ทะเล

Kiki Sriyanti กล่าวว่า ชุมชนพยายามรวมตัวเรียกร้องให้มีการตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและนำคดีขึ้นสู่ศาล การต่อสู้ดำเนินมายาวนานจนถึงศาลสูง และมีคำพิพากษาที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองระบบนิเวศของเกาะขนาดเล็ก แต่ความท้าทายไม่ได้สิ้นสุดลงที่คำพิพากษา เพราะชุมชนยังต้องสร้างความเข้มแข็งเพื่อให้สามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากรของตนเอง ท่ามกลางแรงกดดันจากอุตสาหกรรมแร่ที่เชื่อมโยงกับนโยบายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

“คำถามของเราคือ เราจะปกป้องเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ได้อย่างไร และจะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมได้อย่างไร” เธอกล่าว

Gary Lee จากมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ กล่าวว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในหลายประเทศคือ เมื่อประชาชนลุกขึ้นมาปกป้องที่ดิน ทรัพยากรและสิทธิของตนเอง กลับต้องเผชิญกับการดำเนินคดี ทั้งที่การปกป้องสิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน

Rahmat Maulana Sidik จาก องค์กร Indonesia for Global Justice ของอินโดนีเซียนกล่าวว่า แนวคิดเรื่อง แร่สำคัญ กำลังถูกนำไปเชื่อมโยงกับนโยบายอุตสาหกรรม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และข้อตกลงการค้าเสรีของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งอินโดนีเซียมีการลงทุนด้านนิเกิล สังกะสี โคบอลต์ และแร่ชนิดอื่นจำนวนมาก พร้อมกับนโยบายผลักดันประเทศให้เป็นฐานการผลิตและส่งออกแร่สำคัญ ขณะเดียวกันได้ทำข้อตกลงทางการค้าและความร่วมมือกับหลายประเทศ ซึ่งข้อสังเกตคือการขยายตัวดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า ภาระด้านสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองและถลุงแร่กำลังถูกผลักมายังประเทศผู้ผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือไม่ ขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมได้รับวัตถุดิบสำหรับห่วงโซ่การผลิตของตน

“ขณะเดียวกัน จีนยังมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานแร่หายากของโลก ทั้งในด้านการแปรรูปและการผลิตขั้นต่อเนื่อง แม้ว่าวัตถุดิบส่วนหนึ่งจะมาจากเหมืองนอกประเทศจีน” นักวิเคราะห์ชาวอินโดนีเซียกล่าว

Elice V. Balgos จาก องค์กร Defend Nueva Vizcaya Movement ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่า สถานการณ์ในจังหวัด Nueva Vizcaya ซึ่งเป็นพื้นที่เหมืองแร่สำคัญของประเทศ โดยนโยบายและความริเริ่มด้านความมั่นคงของแร่ที่มุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่เพื่อลดการพึ่งพาจีน กรณีของความริเริ่ม “Pax Silica Initiative” ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาเปิดตัวในเดือนธันวาคม 2025 โดยระบุว่า Pax Silica ไม่ใช่สนธิสัญญาระหว่างประเทศ แต่เป็นปฏิญญาที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งมีรัฐบาลพันธมิตรมากกว่า 30 ประเทศเข้าร่วม ซึ่งปัญหาสำคัญคือกรอบความร่วมมือด้านแร่จำนวนมากพูดถึงความมั่นคงของวัตถุดิบ การลงทุน และการผลิต แต่กลับให้พื้นที่น้อยมากกับสิทธิของประชาชน การมีส่วนร่วมของชุมชน และกลไกเยียวยาเมื่อเกิดการละเมิด

เธอยังเล่าถึงประสบการณ์ของชุมชนและนักปกป้องสิ่งแวดล้อมที่เผชิญคดีจำนวนมากจากการคัดค้านโครงการเหมือง รวมถึงคดีที่มีลักษณะเป็นการฟ้องเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือ SLAPP ตลอดจนการจับกุมผู้นำชุมชนและชนพื้นเมือง ซึ่งสร้างภาระทั้งด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และความปลอดภัยให้กับผู้ที่ออกมาปกป้องพื้นที่ของตน

ทั้งนี้ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันในประเด็นสำคัญว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานแร่ไม่ควรเกิดขึ้นด้วยการผลักภาระด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนไปยังชุมชนในพื้นที่ต้นทางนอกจากเรื่องความโปร่งใสของข้อตกลงการค้าและการลงทุนแล้ว ผู้ร่วมเสวนายังเรียกร้องให้ประชาชนในพื้นที่เหมืองมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ มีกลไกป้องกันและเยียวยาความเสียหายที่บังคับใช้ได้จริง และมีระบบตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานที่ทำให้บริษัท นักลงทุน และประเทศปลายทางต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น