Search

รายงานสถานการณ์ชายแดนเมียนมา ด้านจังหวัดเชียงราย 

โดย มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) 

กันยายน 2569

ช่วงปี 2567–2569 พื้นที่แนวตะเข็บชายแดนไทยด้านจังหวัดเชียงราย-รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ได้เผชิญวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมและมนุษยธรรมที่เชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยหนึ่งเกิดจากสถานการณ์การเมืองในเมียนมา และการขยายตัวของธุรกิจเหมืองแร่ทองคำ แร่สำคัญ (Critical Minerals) แร่หายาก (Rare Earth Elements) และแร่อื่นๆ ในพื้นที่รัฐฉานและในลุ่มน้ำโขง

มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) เป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ดำเนินกิจกรรมให้การศึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิต อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสนับสนุนการเข้าถึงสิทธิด้านต่างๆ ของคนและชุมชนในพื้นที่ชายแดน จ.เชียงราย มายาวนานกว่า 40 ปี ทำให้ต้องทำงานใกล้ชิดกับชุมชน กลุ่มสตรี ผู้นำท้องที่ ผู้นำศาสนา เด็กและเยาวชน ทั้ง 2 ฝั่งพรมแดน

ขณะนี้ พชภ.พบว่าสภาพปัญหาบริเวณชายแดนได้พัฒนาไปไกลกว่าประเด็นมลพิษสิ่งแวดล้อม หรือปัญหาใดปัญหาหนึ่ง หากแต่กลายเป็นวิกฤติด้านสิทธิมนุษยชน ความมั่นคงด้านอาหาร สุขภาพ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ความมั่นคงของมนุษย์ และความมั่นคงของประเทศ 

ข้อมูลภาคสนามพบว่า ประชาชนจำนวนมากสูญเสียอาชีพ รายได้ ความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยของแม่น้ำและทรัพยากรธรรมชาติ ที่สำคัญการการถูกช่วงชิงทรัพยากรที่ชุมชนเคยได้พึ่งพิง โดยประชาชนในฝั่งรัฐฉานใต้ ต้องเผชิญกับการยึดที่ดิน บังคับเกณฑ์ทหาร การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการขยายตัวของกิจกรรมเหมือง ส่งผลให้เกิดการอพยพเข้ามายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง 

ย้อนไปเมื่อปี 2567 แม่น้ำกก ที่ไหลจากรัฐฉานสู่ประเทศไทย มีสีขุ่นตลอดเวลา เช่นเดียวกับแม่น้ำสาย ที่มีความขุ่นข้นผิดปกติมาก่อนหน้านั้นแล้ว จนกระทั่งเดือนกันยายนในปีนั้น ได้เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่น้ำท่วม-โคลนถล่ม จนกระทั่งมีการตรวจพบว่าน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายมีสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานในปี 2568 พร้อมกับการตรวจพบการเปิดหน้าดินเพื่อทำเหมืองแร่จำนวนมากในบริเวณต้นแม่น้ำทั้ง 2 สาย

ภัยพิบัติน้ำท่วม-โคลนถล่มในปี 2567 ไม่ใช่ทำให้เห็นเพียงสถานการณ์ทำเหมืองแร่ในบริเวณต้นแม่น้ำเท่านั้น แต่ยังช่วยเปิดข้อเท็จจริงอีกหลายประการ

ข้อค้นพบที่สำคัญ

1 วิกฤติสารพิษข้ามพรมแดนกำลังทำลายฐานชีวิตของประชาชนทั้งสองฝั่งของพรมแดน 

ชุมชนริมแม่น้ำที่ปนเปื้อนในฝั่งรัฐฉาน สะท้อนตรงกันว่า แม่น้ำซึ่งเคยเป็นฐานของอาหาร รายได้ และวิถีชีวิต ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เช่นเดิมอีกต่อไป มีการยึดที่ดินเพื่อทำเหมือง ปลูกยางพารา ชุมชนสูญเสียพื้นที่ทำกิน ต้นน้ำลำธารและแม่น้ำปนเปื้อน ระบบนิเวศลำธารและแม่น้ำถูกตะกอนทับถมเสียหาย ปลาและสัตว์น้ำหายไป หลายพื้นที่ระบุว่าชุมชนไม่สามารถรวมตัวพูดคุยวิจารณ์ หรือคัดค้านการทำเหมืองได้เพราะเสี่ยงต่อการถูกลงโทษ หรือทำให้สูญหาย

สถานการณ์ตามชุมชนชายแดนในรัฐฉาน เลวร้ายลงหลังจากการทำรัฐประหารเมื่อปี 2564 ป่าไม้ที่ชุมชนพยายามรักษาดูแล ถูกโค่นล้มเพื่อทำเหมืองแร่ ประชาชนในพื้นที่ทำมาหากินลำบากมาก หลายชุมชนทีชาวบ้านเคยพึ่งพาตัวเองได้จากการปลูกการทำเกษตรริมลำน้ำ หรือหาของป่าตามฤดูกาล แต่ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป เนื่องจากทรัพยากรป่าไม้แทบไม่เหลือ ขณะที่พืชผักที่เคยปลูกได้ก็ไม่มีใครกล้ากินภายหลังจากมีข่าวเรื่องแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษ 

2 ผลกระทบทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณถูกมองข้าม

แม่น้ำไม่ได้เป็นเพียงแหล่งน้ำเท่านั้น หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์และวัฒนธรรมพิธีกรรมทางความเชื่อและศาสนา เมื่อวิถีชีวิตที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติจากแม่น้ำได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและปราศจากการชดเชยเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากต่างต้องต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง  

“แม่น้ำก็เหมือนแม่เรา เมื่อก่อนแม่น้ำสามารถดื่มได้ เล่นน้ำ หาปูหาปลา เก็บผัก ทำร้านขายของริมน้ำ แต่เมื่อแม่น้ำปนเปื้อน พิษในแม่น้ำนั้นทำลายเราทั้งหมด แม่น้ำกำลังตายจากเราไป แม่ป่วยไม่ได้มีใครดูแล เราอยากได้คืนแม่ของเราคืนมา” ผู้นำจิตวิญญาณของชุมชนชาติพันธุ์แห่งหนึ่ง กล่าว 

การปนเปื้อนสารพิษกำลังทำลาย “ระบบนิเวศวัฒนธรรม” ทั้งระบบ ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ยังไม่เคยได้รับการประเมินมูลค่า

3 การขยายตัวของเหมืองต้นแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง ในเมียนมา เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา ส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

การทำลายพื้นที่ป่าไม้และต้นน้ำลำธารเพื่อทำเหมืองแร่แห่งใหม่ และการขยายพื้นที่เหมืองแร่ ได้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ข้อมูลภาคสนามสะท้อนว่ากิจกรรมเหมืองในพื้นที่ชายแดนรัฐฉานใต้ยังคงขยายตัว ขณะที่ข้อจำกัดด้านการกำกับดูแล การเข้าถึงพื้นที่ และสถานการณ์ความขัดแย้ง ทำให้การตรวจสอบผลกระทบและการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปได้ยาก แหล่งข้อมูลชายแดนระบุว่าปัจจัยนี้ทำให้พื้นที่การทำเหมืองแร่เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากไม่มีการควบคุม เพราะบริเวณชายแดนรัฐฉานใต้เป็นพื้นที่ “ช่องว่าง” ของอำนาจรัฐ แม้โดยข้อเท็จจริง พบว่ามีฐานทหารเมียนมาตั้งสลับอยู่กับฐานทหารว้า (United Wa State Army -UWSA) แต่การบังคับใช้กฏหมายกลับไม่เกิดขึ้น

การขยายตัวของธุรกิจเหมืองแร่ ทำให้ชาวบ้านมีชีวิตที่ลำบากมากขึ้นทุกวัน ที่ดินส่วนใหญ่ถูกบังคับขายหรือยึดเอาไปจากชาวบ้านโดยไม่มีทางเลือกอื่น เมื่ออาชีพสุจริตและฐานทรัพยากรหดตัว ผู้ให้ข้อมูลสะท้อนว่าคนบางส่วนถูกผลักเข้าสู่เศรษฐกิจผิดกฎหมาย รวมถึงการลำเลียงยาเสพติด ซึ่งส่งผลต่อครอบครัว เด็ก และความปลอดภัยของชุมชน

“เมื่อก่อนบ้านเราอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้ แต่ขณะนี้กลับสมบูรณ์ไปด้วยยาเสพติด ชาวบ้านที่ไม่มีงานทำก็ไปรับจ้างขนยาเสพติด ขนข้าม(มาฝั่งไทย)ไปนิดเดียวก็ได้เงินมาใช้แล้ว แต่บางคนก็โดนยิงตาย ตอนนี้ในชุมชนมีเด็กกำพร้าเยอะ แม่หม้ายก็เยอะ ไม่ค่อยมีผู้ชายแล้ว ชาวบ้านยากจน เด็กๆ ก็ไม่ได้เรียนหนังสือ” ผู้นำชุมชนชาติพันธุ์แห่งหนึ่งระบุ

ในพื้นที่แม่น้ำกกในเขตเมืองสาด มีการใช้เรือขุดหาแร่จำนวนหลายลำ ชาวบ้านที่รับจ้างได้ค่าแรงวันละ 300 บาท  หากไปทำงานที่เครื่องจักร ได้รับค่าจ้างเดือนละ 7,000-9,000 บาท โดยแบ่งการทำงานกันเป็นกะ เนื่องจากเครื่องจักรทำงานตลอด 24 ชม. ผู้นำชุมชนระบุว่าผู้ประกอบการหรือผู้จ่ายค่าจ้างในเหมืองบางแห่งเป็นชาวจีน อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถตรวจสอบโครงสร้างความเป็นเจ้าของของกิจการเหล่านี้ได้อย่างอิสระ นอกจากนี้บนดอยหลายแห่งในเขตเมืองสาดยังมีทำเหมืองแร่ที่มีลักษณะเดียวกับเหมืองแรร์เอิร์ทเพิ่มอีกอย่างน้อย 3 แห่งในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา 

เช่นเดียวกับพื้นที่ลุ่มน้ำสาย เขตเมืองท่าขี้เหล็ก มีการขุดแร่แทบทั้งหมดทุกแม่น้ำลำธาร และเครื่องจักรเดินเครื่องขุดตลอด 24 ชั่วโมง โดยเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ปี 2566 โดยส่วนมากหาแร่ทองคำ

“ในอดีตในแม่น้ำสายและลำห้วยต่างๆ มีปลาจำนวนมากที่จับได้ด้วยมือ ตั้งหม้อไว้แล้วไปจับปลามาทำอาหารได้  แต่ตอนนี้แม่น้ำสายเสียหายหมดแล้ว เหมืองแร่ทำให้โคลนและตะกอนไหลลงมาในแม่น้ำทับถมแก่งหินซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของปูปลา เมื่อก่อนชาวบ้านเคยปลูกพืชผักริมฝั่งแม่น้ำสาย และลำห้วยต่างๆ แต่เมื่อเขามาทำเหมือง แม่น้ำก็กลายเป็นสีแดงขุ่น สารพิษลงไปในน้ำ เราจับปลาไม่ได้ ปลูกพืชริมฝั่งไม่ได้ เสียอาชีพ ไม่มีงานทำ” ชาวบ้านริมแม่น้ำสายฝั่งรัฐฉานรายหนึ่ง กล่าว 

ขณะที่ชุมชนดั้งเดิมหลายแห่งที่อยู่ตามที่ราบเล็กๆ และตามสันดอย เมื่อธุรกิจเหมืองแร่มาถึง ทำให้ต้องอพยพหนีข้ามมาฝั่งไทย เนื่องจากป่าไม้ถูกทำลายและที่ดินซึ่งใช้ปลูกข้าวและทำไร่ถูกแย่งชิงโดยมีการบังคับซื้อที่ดินในราคาถูก หากไม่ขายก็ถูกยึด

ผู้ให้ข้อมูลจากชุมชนใกล้พื้นที่เหมืองบางแห่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตและความปลอดภัยของแรงงาน โดยระบุว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าสารที่ใช้คืออะไร ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการผลิตและการจัดการของเสียยังเข้าถึงได้จำกัด

“เขามาขุดแร่ ทำเหมือง สารพิษที่ใช้รุนแรงมาก ชาวบ้านอ่านภาษาจีนไม่ได้ เข้าไปรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ ในเหมือง เกิดไปเหยียบสารเคมี ทำให้ขาเน่า ในเหมืองเราเห็นว่ามีหลายเจ้าของ คนที่ทำเหมืองพูดภาษาจีน บ่อในเหมืองแร่เขาเอาพลาสติกปู แร่เหล่านั้นทราบว่าเขาเอาออกไปที่เมืองจีน” ชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนริมเหมืองแร่ระบุ

4 การบังคับเกณฑ์ทหารในเมียนมา

ข้อมูลภาคสนามพบว่า ความกังวลต่อการถูกเกณฑ์ทหารกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อคนหนุ่มสาวและครอบครัวในรัฐฉาน หลายคนหลบออกจากพื้นที่ บางส่วนเข้าป่า และจำนวนหนึ่งเดินทางเข้ามาหางานและที่พักพิงในประเทศไทย ขณะที่บางชุมชนระบุว่าต้องรวบรวมเงินจากครัวเรือนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเกณฑ์ ซึ่งยิ่งเพิ่มภาระต่อครอบครัวที่ประสบปัญหารายได้อยู่แล้ว

5 ประชาชนจากเมียนมาจำนวนมากกำลังอพยพเข้าสู่ประเทศไทย 

ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมามีประชาชนฝั่งรัฐฉานได้อพยพข้ามช่องทางธรรมชาติ รวมทั้งด่านชายแดน เข้าสู่ประเทศไทยด้านพรมแดน จ.เชียงราย อย่างต่อเนื่อง มีทุกกลุ่ม วัยทั้งเด็ก วัยแรงงาน ครอบครัว และผู้สูงอายุ ทั้งนี้วิธีการเข้ามาดำเนินการกันหลายรูปแบบ เช่น เข้ามาอาศัยอยู่กับเครือญาติที่อพยพเข้ามาก่อนหน้านั้น เสียเงินให้ขบวนการนายหน้าซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายในราคาต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเอกสารประเภทใด

ผู้ให้ข้อมูลแทบทุกรายตอบตรงกันว่า การอพยพเข้ามาแล้วก็ไม่คิดกลับคืนถิ่นฐานเดิมอีก เนื่องจากที่ดินถูกยึดไปแล้ว บ้านก็ไม่มีแล้ว ทั้งหมู่บ้านหนีกันไปคนละทิศคนละทาง ดังนั้นหลายหมู่บ้านในรัฐฉานจึงร้างด้วยผู้คน

มูลนิธิพชภ. ได้ลงพื้นที่ทำงานภาคสนามในช่องทางต่างๆ ที่มีการอพยพ ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มการอพยพเข้ามาของเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์ในฝั่งเมียนมาทำให้การเข้าถึงการศึกษาแทบเป็นไปไม่ได้ ครอบครัวจึงพยายามส่งเด็กให้มาเรียนในประเทศไทย 

6 ต้นทุนของการพัฒนากำลังตกอยู่กับชุมชนที่ได้รับประโยชน์จากทรัพยากรน้อยที่สุด

ข้อมูลจากพื้นที่สะท้อนความไม่สมดุลในมิติต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจเหมืองแร่ ผู้ได้รับประโยชน์จากแร่และห่วงโซ่อุปทานอาจอยู่ห่างออกไปจากพื้นที่ต้นน้ำ แต่ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมกลับตกอยู่กับชุมชนชายแดนและประชาชนปลายน้ำ

มูลนิธิพชภ. เห็นว่าการแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องก้าวพ้นจากการรับมือกับผลกระทบเฉพาะหน้า ไปสู่ความร่วมมือในการป้องกันปัญหาที่ต้นทาง การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส การตรวจสอบแหล่งที่มาของแร่ และการให้ผู้ประกอบการและธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทานมีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น ตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายและหลักการด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน 

สำหรับมูลนิธิพชภ. เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การกล่าวโทษประเทศหรือประชาชนฝ่ายใด แต่คือการทำให้ชุมชนทั้งสองฝั่งพรมแดนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และมีอนาคต โดยมีแม่น้ำและทรัพยากรธรรมชาติที่ยังสามารถหล่อเลี้ยงคนรุ่นต่อไปได้

ดาวโหลดไฟล์ PDF