Search

ผู้เชี่ยวชาญจี้รัฐเลิกยื้อเวลาเตือนภัยวิกฤตสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำสาย-หวั่นลดทอนประสิทธิภาพมาตรการป้องกันความเสี่ยงของชาวบ้าน “ภัทรพงษ์”ชี้สะท้อนความล้มเหลว TOR ไทย/พม่า-เชื่อภาคประชาชนฟ้องศาลปกครองซ้ำรอยปัญหาฝุ่นPM 2.5แถมด้วยข้อหาละเว้นการปฎิบัติหน้าที่

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) ให้สัมภาษณ์ถึงผลตรวจคุณภาพน้ำในแม่น้ำสาย จ.เชียงราย ของกรมควบคุมมลพิษ(คพ.)ที่พบว่าสารหนูเกินค่ามาตรฐานกว่า 28 เท่า และสารตะกั่วเกินค่ามาตรฐานกว่า 5 เท่าซึ่งเป็นสถานการณ์ค่อนข้างวิกฤตว่า กระบวนการตรวจสอบโดยภาคประชาชน ชุดทดสอบภาคสนาม (Test Kit) และการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ผ่านมา ให้ผลสอดคล้องกับผลวิเคราะห์ของ คพ. ซึ่งพบสารหนูสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 28–30 เท่า หากภาครัฐยังคงชะลอการแจ้งเตือนเพื่อรอการตรวจซ้ำ ก็ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เนื่องจากระดับความเข้มข้นในน้ำธรรมชาติมีการเปลี่ยนแปลงและเจือจางลงตามกาลเวลา 

ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ มช. กล่าวว่า หากการสื่อสารความเสี่ยงยังล่าช้า ประชาชนจะไม่สามารถป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพได้ทันท่วงที และการสื่อสารในปัจจุบันไม่ควรหยุดอยู่แค่การรอตัวเลขหรือรายงานค่าความเข้มข้นแล้วจบไป แต่ต้องตอบให้ได้ว่าประชาชนควรปฏิบัติตัวอย่างไรต่อไป ข้อมูลที่เราตรวจวัดมีความโปร่งใส การที่ภาครัฐยังยื้อเวลาการเตือนภัยจึงทำให้มาตรการป้องกันความเสี่ยงของชาวบ้านลดทอนประสิทธิภาพลงไปอย่างมาก

 ผศ.ดร.ว่าน กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาคประชาสังคมยังได้เสนอและหารือต่อผู้บริหารจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้หน่วยงานรัฐเปิดรับการมีส่วนร่วมของนักวิจัยและสถาบันการศึกษาเข้ามาเป็นเจ้าภาพร่วม เพื่อสร้างกลไกตรวจสอบคู่ขนานกันของนักวิจัยและภาควิทยาศาสตร์พลเมืองร่วมเก็บตัวอย่างส่งตรวจ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนผลวิจัยอย่างรอบด้าน เนื่องจากแผนสนับสนุนงบประมาณและเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ของหน่วยงานในพื้นที่ยังมีจำกัดและล่าช้า ทำให้พื้นที่ศึกษาของโครงการวิจัยครอบคลุมชุมชนกลุ่มเสี่ยงได้เพียงส่วนน้อย 

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังกล่าวถึงความคืบหน้าด้านเครื่องมือวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ของ มช.ว่า กำลังอยู่ระหว่างจัดซื้อเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูงผ่านระบบประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ซึ่งเป็นเครื่อง Mass Spectrometry (MS) ที่มีความละเอียดและแม่นยำสูงกว่าเครื่องมือเดิม (OES) โดยคาดว่าจะพร้อมเปิดใช้งานภายในสิ้นปีนี้ เพื่อยกระดับห้องปฏิบัติการสู่มาตรฐานสากล ISO และใช้ยืนยันความถูกต้องของข้อมูลสิ่งแวดล้อมร่วมกับภาครัฐได้อย่างเป็นทางการ 

“ขณะนี้ยังมีช่องโหว่สำคัญของระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำของรัฐ เพราะความถี่ในการตรวจวัดตามรอบปกติไม่ตอบโจทย์การเฝ้าระวังภัยพิบัติทางมลพิษ ที่ผ่านมาการตรวจพบสารปนเปื้อนสูง มักเกิดจากความบังเอิญที่นักวิจัยเก็บตัวอย่างได้ทันในช่วงวิกฤต หากปล่อยให้เป็นไปตามรอบปกติ เมื่อผลวิเคราะห์ออกมา น้ำปนเปื้อนเหล่านั้นก็ถูกสูบเข้าสู่แปลงนาของชาวบ้านไปหมดแล้ว ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ในการป้องกัน”ผศ.ดร.ว่าน กล่าว 

ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยฯกล่าวว่า  เสนอแนวทางแก้ไขเชิงระบบที่ดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยนำระบบตรวจวัดอัตโนมัติแบบ Real-time มาทำงานร่วมกับชุดตรวจภาคสนาม (Test Kit) ดังนี้ 1.ใช้สถานีตรวจวัด Real-time เป็นด่านหน้าคอยตรวจจับสัญญาณ: มอนิเตอร์ค่าดัชนีทางกายภาพของน้ำ เช่น ค่าความขุ่น (Turbidity) ตลอดเวลา 2.ใช้ชุด Test Kit ยืนยันความผิดปกติทันที หากพบว่าค่าความขุ่นพุ่งสูงผิดปกติ ชุมชนหรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะนำชุด Test Kit เข้าตรวจวัดซ้ำในจุดเกิดเหตุทันที เพื่อตรวจสอบว่ามีสารปนเปื้อนตามมาด้วยหรือไม่ และ 3. สั่งการและเตือนภัยระดับท้องถิ่นทันที เมื่อผลตรวจยืนยันว่าสารปนเปื้อนสูง โดยผู้นำท้องถิ่นสามารถประกาศหรือสั่งการให้เกษตรกรงดสูบน้ำเข้าพื้นที่ทันที และปล่อยให้น้ำไหลผ่านตามลำน้ำธรรมชาติไปก่อน จนกว่าระดับการปนเปื้อนจะลดลงสู่เกณฑ์ปกติ 

ผศ.ดร.ว่าน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 26 กันยายนที่จะถึงนี้ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ มีกำหนดการมอบชุดทดสอบภาคสนาม (Test Kit) จำนวน 120 ชุด ที่อำเภอแม่อาย ซึ่งตรวจวัดได้ทั้งในน้ำและดิน เพื่อกระจายให้หน่วยงานและสถาบันการศึกษา นำไปใช้งานจริง 

ด้านนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชนและประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน สภาผู้แทนฯกล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือหลักฐานที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความนิ่งเฉยและการขาดเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงในชีวิตและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อยู่ในระดับที่ไม่ควรเกิดขึ้น

 นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า สาเหตุที่สารพิษปนเปื้อนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบ 2 ปี สอดรับกับสภาพอากาศช่วงฤดูฝนที่มีปริมาณน้ำฝนตกลงมาอย่างหนักบริเวณต้นน้ำสาย ขณะที่ต้นตอสำคัญมาจากการทำเหมืองแร่ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเปิดหน้าดิน และกองดินปนเปื้อนสารเคมีทิ้งไว้กลางแจ้งโดยไม่มีระบบการจัดการตามหลักสิ่งแวดล้อม เมื่อฝนตกหนัก น้ำจึงชะล้างตะกอนดินและสารเคมีอันตรายไหลลงสู่แม่น้ำสายโดยตรง

 “สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าการเจรจาระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอระหว่างไทยและเมียนมาไม่มีความจริงใจ ทั้งที่เพิ่งมีการลงนามข้อตกลง (TOR) ร่วมกันไปเมื่อราว 2 เดือนก่อน แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าสารพิษพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม สะท้อนว่าฝั่งเมียนมาไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลง ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยเองกลับเปิดรับผู้นำทหารเมียนมาเข้ามา กลายเป็นการฟอกขาวให้เขา โดยที่ประชาชนคนไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย สิ่งที่เห็นชัดเจนคือปัญหาสารหนูและตะกั่วปนเปื้อนในแม่น้ำสายยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด” นายภัทรพงษ์ กล่าว 

ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่ภาครัฐยังเพิกเฉยและปล่อยให้ประชาชนเผชิญกับสถานการณ์ปนเปื้อนรุนแรงเช่นนี้ ประชาชนสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง ประธานอนุ กมธ.ฯกล่าวว่า สถานการณ์ในขณะนี้มีแนวโน้มจะเดินซ้ำรอยวิกฤตฝุ่นควัน PM 2.5 ในช่วงปี 2561–2562 ที่ประชาชนรวมตัวกันฟ้องศาลปกครอง และครั้งนี้อาจร้ายแรงยิ่งกว่านั้น เนื่องจากมลพิษทางน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายไหลเวียนอยู่ตลอดทั้งปี ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นฤดูกาลเหมือนฝุ่นควัน ดังนั้นการขับเคลื่อนของภาคประชาชนโดยการยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อปกป้องสิทธิตามกฎหมายจึงเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน รวมถึงอาจมีการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ต่อเจ้าพนักงานของรัฐที่ปล่อยปละละเลยไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ 

สำหรับแนวทางการรับมือและดูแลตนเองของประชาชนในพื้นที่ นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า ในระยะสั้นประชาชนควรปรับพฤติกรรมการบริโภค โดยหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารชนิดเดิมซ้ำ ๆ ทั้งพืชผักและสัตว์น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อลดความเสี่ยงจากการสะสมสารพิษในร่างกาย ขณะเดียวกัน ในเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค ขอเรียกร้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งตรวจสอบและรายงานผลการตรวจน้ำประปาหมู่บ้านและน้ำบาดาลให้ชาวบ้านได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างสม่ำเสมอ ส่วนการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาแม่สาย ซึ่งยังคงใช้น้ำดิบจากแม่น้ำสาย ต้องเร่งเปิดเผยข้อมูลผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างตรงไปตรงมา ทั้งคุณภาพน้ำดิบก่อนเข้าระบบและหลังผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำ เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดให้กับประชาชนในพื้นที่

—————-