เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 ที่วัดบ้านหนองปล่อง ต.หนองปล่อง อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ กลุ่มโอโซนรักบ้านเกิด อำเภอชำนิ-นางรอง กว่า 100 คน ได้นัดรวมตัวกันก่อนเคลื่อนขบวนรณรงค์ผ่านไปยังพื้นที่หมู่บ้านขอบเขตของตำบลหนองปล่อง ตำบลโคกสนวน อำเภอชำนิ ตำบลบ้านสิงห์ ตำบลหนองยายพิมพ์ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ผ่านท้องทุ่งนาเขียวขจี แหล่งน้ำลำปะเทีย ที่ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ โดยมีตัวแทนสับเปลี่ยนพูดให้ข้อมูลถึงการออกมาปกป้องบ้านเกิด ปกป้องอากาศบริสุทธิ์ ปกป้องพื้นที่ความมั่นคงทางอาหารจากโครงการโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลพร้อมทั้งแจกเอกสารชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น และในวันที่ 25 กันยายนที่จะถึงนี้ บริษัทที่ปรึกษาฯจะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2
นายสมพงษ์ สงกูล กรรมการกลุ่มโอโซนรักบ้านเกิด กล่าวว่า ชาวบ้านที่ติดตามคัดค้านโครงการอุตสาหกรรมโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีแผนจะดำเนินการในบริเวณพื้นที่เพื่อปกป้องบ้านเกิด ปกป้องอากาศที่บริสุทธิ์ ปกป้องทรัพยากร ปกป้องสิทธิชุมชน ปกป้องความมั่นคงทางอาหาร เพื่อให้ลูกหลานในอนาคตได้มีชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติ เพราะพื้นที่เราชาวบ้านปลูกข้าวเป็นหลัก ที่ผ่านมาทางกลุ่มฯ ได้ศึกษาบทเรียนผลกระทบจากการสร้างอุตสาหกรรมโรงงานน้ำตาลและโรงงานไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ภาคอีสานที่มีการจัดตั้งโรงงานแล้วนั้น สามารถสะท้อนให้เห็นข้อจริงที่เกิดขึ้นในหลายด้าน โดยเฉพาะหากมีการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลขนาด 20,000 ตันอ้อยต่อวันและโรงไฟฟ้าชีวมวลจากที่ทางบริษัทเคยนำเสนอใน เวที ค.1 เป็น 54 เมกะวัตต์และจะมาเพิ่มกำลังการผลิตในเวที ค.2 เป็น 65 เมกะวัตต์ ทำให้กังวลมาตลอดว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่จะมาโผล่ในพื้นที่ทุ่งนา อยู่ใกล้ลำปะเทียที่ชาวบ้านได้พึ่งพาอาศัยและใกล้ชุมชนจึงเป็นพื้นที่ไม่เหมาะสม เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกข้าว เป็นพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร
นายสมพงษ์กล่าวว่า โครงการดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนและทรัพยากรดังนี้ 1.ผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของประชาชนต่อทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ 2.ปัญหามลพิษ ด้านฝุ่นดำ ฝุ่นขาว ฝุ่นPM2.5 ด้านกลิ่น ด้านเสียงและการปนเปื้อนของมลพิษในแหล่งน้ำธรรมชาติ 3.ปัญหาการจราจรของรถบรรทุกอ้อยวิ่งผ่านหมู่บ้าน 4.ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำใต้ดิน 5.ปัญหาทางสังคมประชากรแอบแฝง 6.น้ำท่วมขังพื้นที่นาเป็นบริเวณกว้าง เพราะการจะตั้งโรงงานขนาดใหญ่ต้องถมดินขึ้น ทำให้ในช่วงฤดูน้ำหลากน้ำจะไหลเปลี่ยนทิศทางเข้าท่วมพื้นที่นาของชาวบ้าน เป็นต้น
นายชัยพร มะลิวรรณ ผู้ใหญ่หมู่ 10 กรรมการกลุ่มโอโซนรักบ้านเกิด กล่าวว่า อยากให้รัฐ ข้าราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่นชาวบ้านในพื้นที่ได้เข้าใจถึงเหตุผลว่าทำไมพวกตนถึงออกมาร่วมกันคัดค้านโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพราะชาวบ้านในพื้นที่ก็ไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลมาก่อนว่าพื้นที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ มีทุ่งนาเขียวขจี มีลำน้ำลำปะเทียที่คอยหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตตามฤดูกาล มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ พื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร จะมีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มาโผล่
“การเตรียมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 นั้น เราก็ตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมาแม้แต่เวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 ชาวบ้านในพื้นที่ก็ไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยว่าพื้นที่ตนเองจะมีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่บริเวณทุ่งนา ซึ่งพื้นที่ตั้งของโรงงานนั้นมันขัดแย้งกันมากเพราะบริเวณพื้นที่ตั้งมีแต่พื้นที่ปลูกข้าวของชาวบ้านเป็นหลัก จึงอยากให้รัฐตรวจสอบที่มาของอุตสาหกรรมโรงงานด้วย”นายชัยพร กล่าว
นางณัฐยาณ์ ศิริวัฒน์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 กรรมการกลุ่มโอโซนรักบ้านเกิด กล่าวว่า อยากให้รัฐตรวจสอบการเข้ามาของอุตสาหกรรมโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งเราก็พอรับรู้อยู่ว่ามีการกว้านซื้อที่แต่ไม่รู้ว่าจะมีแผนการจัดตั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แบบนี้ พอมารับรู้ก็ช่วงของการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 ช่วงเดือนมีนาคมปี 68 ที่ผ่านมา ทางพี่น้องจึงได้ลุกขึ้นมาร่วมกันคัดค้านเพราะพื้นที่บ้านเราปลูกข้าวเป็นหลัก อยู่ใกล้กับลำปะเทีย ถือว่าเป็นพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร จึงอยากออกมาปกป้อง และอยากเรียกร้องให้รัฐรับฟังเสียงความเป็นจริงของชาวบ้านลงมาดูพื้นที่จริงด้วยว่าบ้านเราปลูกข้าว ควรยกเลิกแผนโครงการอุตสาหกรรมออกจากพื้นที่ และรัฐควรตั้งกรรมการตรวจสอบผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขั้นตอนและกระบวนการการเข้ามาของอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม
