เมื่อวันที่ 21 กันยายน สมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน (CHIA Platform) ให้สัมภาษณ์ถึงผลการตรวจตะกอนดินแม่น้ำสาละวินพบสารโลหะหนักเพิ่มสูงขึ้นในหลายจุดตรวจ ว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนตนพร้อมคณะได้ลงพื้นที่เพื่อคืนข้อมูลให้ชุมชนลุ่มน้ำสาละวิน ภายหลังจากก่อนหน้านี้ได้ร่วมกับชาวบ้านในชุมชนต่างๆทั้งฝั่งไทยและรัฐกะเหรี่ยงเก็บตัวอย่างน้ำ ดินและพืช รวมทั้งฝึกอบรมชาวบ้านเก็บตัวอย่าง
สมพรกล่าวว่า ภายใต้โครงการนักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองเพื่อการเฝ้าระวังด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกรณีการปนเปื้อนมลพิษทางน้ำข้ามแดนในแม่น้ำสาละวิน พบว่าในทุกจุดที่มีการตรวจวัด พบการปนเปื้อนสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ทั้งจากการตรวจด้วยชุดตรวจภาคสนามและการตรวจยืนยันผ่านห้องปฏิบัติการ ขณะที่ตะกอนดินบางพื้นที่ก็พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจพืชที่ปลูกในพื้นที่ซึ่งตะกอนดินมีการปนเปื้อน เช่น บ้านท่าตาฝั่ง พบว่าพืชยังมีค่าการปนเปื้อนไม่เกินมาตรฐาน อาจเป็นเพราะระยะเวลาในการดูดซับและสะสมสารหนูเข้าสู่พืชยังไม่มากนัก
นักวิจัยผู้นี้กล่าวว่า ประเด็นที่พบจากการตรวจสอบคือ ลำห้วยบนฝั่งที่มีการตรวจวัดยังไม่พบการปนเปื้อนเกินมาตรฐาน ขณะที่แม่น้ำสาละวินพบสารหนูเกินมาตรฐาน ทำให้ชาวบ้านในหลายพื้นที่เริ่มปรับเปลี่ยนการใช้น้ำ โดยลดการพึ่งพาแม่น้ำสาละวินและหันมาใช้แหล่งน้ำจากลำห้วยมากขึ้น โดยเฉพาะบ้านท่าตาฝั่ง ซึ่งหลังจากครูและกลุ่มเยาวชนได้รับการอบรม ได้มีการนำชุดตรวจภาคสนามไปตรวจแหล่งน้ำในพื้นที่ รวมถึงบริเวณแม่น้ำสาละวินที่เด็ก ๆ ใช้เล่นน้ำและชาวบ้านใช้ตกปลา ก่อนพบว่ามีสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ขณะที่ลำห้วยในพื้นที่ยังอยู่ในระดับที่ปลอดภัย

ผู้อำนวยการ CHIA Platform กล่าวว่า ผลการตรวจดังกล่าวทำให้ชุมชนเริ่มกำหนดมาตรการจัดการกันเอง โดยเด็กและเยาวชนเรียนรู้ว่าไม่ควรลงเล่นน้ำในแม่น้ำสาละวิน และชาวบ้านเริ่มพึ่งพาน้ำจากลำห้วยมากขึ้น ขณะที่ในชุมชนอิตูท่า ฝั่งรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นพื้นที่ผู้พลัดถิ่นจากการสู้รบ โดยครูในพื้นที่ได้นำตัวอย่างน้ำไปตรวจพบว่าแม่น้ำสาละวินมีสารหนูเกินมาตรฐาน แต่ลำห้วยที่ใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคของโรงเรียนยังปลอดภัย จึงยังสามารถใช้น้ำจากลำห้วยได้
สมพรกล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบพื้นที่ที่เครือข่ายทำงาน ได้แก่ อิตูท่า ท่าตาฝั่ง แม่สามแลบ สบเมย และทิยาเพอ พบว่า พื้นที่บ้านสบเมยน่ากังวลที่สุด เนื่องจากพึ่งพาแม่น้ำสาละวินมากกว่าพื้นที่อื่น โดยเฉพาะการทำประมงซึ่งเป็นทั้งแหล่งอาหารและอาชีพของชุมชนซึ่งตั้งอยู่บริเวณที่แม่น้ำสาละวินบรรจบกับแม่น้ำเมย ทำให้เกิดพื้นที่หาดทรายแหล่งทำประมงของชุมชน ขณะที่ชุมชนอื่นยังมีลำห้วยที่สามารถใช้เป็นแหล่งอาหารและน้ำได้
“ส่วนแม่สามแลบมีลักษณะเป็นชุมชนที่มีการคมนาคมและการขนส่งทางน้ำมากกว่า แต่ยังพึ่งพาน้ำสาละวินเพื่อการอุปโภคบริโภค จึงมีความเสี่ยงสำคัญเรื่องการใช้น้ำและจำเป็นต้องมีระบบบำบัดน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่อาศัยอยู่บนเรือหรือแพ ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงน้ำจากลำห้วยได้ง่าย ถ้าจะต้องดูแลชาวบ้าน จะต้องมีเครื่องกรองน้ำ ระบบบำบัดน้ำ บ้านที่อยู่เรือแพก็จะต้องไปจัดการเรื่องน้ำสะอาดให้เขาก่อน” สมพรกล่าว
สมพรกล่าวอีกว่า ได้มีการตรวจหาสารหนูในปัสสาวะของประชาชนที่สมัครใจ โดยเก็บตัวอย่างจำนวน 12 คน ส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการพิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยผลตรวจพบผู้เข้าร่วม 11 คนมีระดับสารหนูในปัสสาวะสูงกว่าค่ามาตรฐาน ขณะที่อีก 1 คนมีค่า 14 ซึ่งอยู่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่ 15 โดยผู้เข้าร่วมตรวจมาจากบ้านท่าตาฝั่ง บ้านสบเมย และบ้านทิยาเพอ
“ผลตรวจครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นป่วยด้วยโรคจากสารหนู แต่เป็นหลักฐานว่ามีสารหนูเข้าสู่ร่างกายและถูกขับออกทางปัสสาวะแล้ว หากประชาชนยังได้รับสัมผัสสารหนูจากน้ำหรืออาหารอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคในอนาคต จึงจำเป็นต้องลดการรับสัมผัสตั้งแต่ปัจจุบัน” ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน กล่าว
ขณะที่นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนฯกล่าวว่า ปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนขณะนี้ส่งผลกระทบต่อหลายสายน้ำที่ไหลผ่านหรือเข้าสู่ประเทศไทย รวมถึงแม่น้ำที่ไหลตามแนวชายแดน โดยเฉพาะแม่น้ำสาละวิน ซึ่งกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวแม่น้ำในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน
นายภัทรพงษ์กล่าวว่า รัฐบาลไทยยังไม่ได้พยายามทำความเข้าใจกับปัญหาอย่างเพียงพอ และยังไม่มีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน ในช่วงที่ผ่านมา มีข่าวเหมืองแร่เก่าขนาดใหญ่กลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง รวมถึงการขยายตัวของเหมืองต่างๆ แต่รัฐบาลไทยยังไม่มีมาตรการที่สามารถยับยั้งการขยายตัวดังกล่าวได้
“การที่จะแก้ไขปัญหาได้คือต้องช่วยกันหยุด รัฐบาลไทยต้องเร่งให้มีการหยุดการขยายตัวของเหมือง ไม่ให้ปัญหามันลุกลามมากไปกว่านี้ แล้วค่อยไปจัดการต้นตอต่อกัน แต่ตอนนี้เราไม่แม้กระทั่งที่จะหยุดการขยายตัว” นายภัทรพงษ์กล่าวและว่า อีกประเด็นที่รัฐบาลไทยสามารถดำเนินการได้คือการจัดการกับเส้นทางการนำแร่จากเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านผ่านประเทศไทย โดยไม่ให้ประเทศไทยเป็นเส้นทางเชื่อมต่อไปยังประเทศที่สาม
“เรายังยอมให้ประเทศเราเป็นถนน เป็นสะพานเชื่อม เป็นทางผ่านของแร่ที่ทำจากเหมืองผิดกฎหมายเหล่านี้เข้าสู่ประเทศไทย แล้วก็ไหลออกไปสู่ประเทศอื่นเพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่เราต้องทำได้คือการหยุดการขยาย หรือทำให้การขยายนี้มันยากขึ้น ทำให้ธุรกิจพวกนี้ทำยากขึ้น เราปิดถนนของเรา ปิดการเป็นสะพานเชื่อมของเราในส่วนนี้ก่อน ที่ผ่านมาได้มีการชี้ช่องอย่างละเอียดในทุกช่องทางไปยังรัฐบาล ทั้งในสภา ภาคประชาชนชี้ในทุกเวที ภาคการศึกษา อาจารย์ต่าง ๆ ก็มาชี้ช่องกันชัดเจนหมด แต่ว่าคนเดียวที่ไม่ขยับคือคนที่ถืออำนาจคือรัฐบาล รัฐบาลไม่ขยับ อันนี้คือปัญหาจริงๆ”สส.เชียงใหม่ กล่าว
นายภัทรพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาพยายามเชิญรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เข้ามาหารือกับอนุกรรมาธิการ แต่ได้รับการปฏิเสธมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามในวันที่ 22 กันยายน จะมีการประชุมกับอนุกรรมาธิการนัดพิเศษซึ่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯรับปากว่าจะเข้าร่วมประชุมด้วย
—————
