
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ที่บริเวณด้านข้างกระทรวงพลังงาน ถนนวิภาวดีรังสิต กทม. นางสมปอง เวียงจัน แกนนำสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูน กล่าวชี้แจงให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูนถึงมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูนว่า ที่ประชุมมีมติให้ตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด เพื่อพิจารณารายชื่อผู้ได้รับผลกระทบที่ยังมีข้อสงสัยหรือมีหลักฐานไม่ครบถ้วน หลังการรับรองรายชื่อ 1,632 ครอบครัวยังมีประเด็นที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
นางสมปองกล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือรายชื่อที่ถูกรับรองยังมีข้อบกพร่องด้านเอกสาร จึงมีการเสนอให้ตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจคัดเลือกคณะกรรมการ ขณะที่ฝ่ายประชาชนได้เสนอรายชื่อคณะกรรมการ แต่ไม่ได้รับการเห็นชอบ เนื่องจากมีการยืนยันว่าอำนาจในการคัดเลือกกรรมการถูกมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ
นางสมปอง กล่าวว่า ข้อเสนอเรื่องการประเมินความเสียหายว่า ควรใช้งานวิจัยจากนักวิชาการเป็นข้อมูลประกอบ โดยเสนอให้มีการนำงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นและมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมาพิจารณาควบคู่กัน พร้อมหานักวิชาการหรือบุคคลที่เป็นกลางเข้ามาพิจารณาข้อมูล เพื่อประเมินว่าผลกระทบที่ประชาชนกล่าวถึงเกิดขึ้นจริงหรือไม่เพราะในส่วนของครอบครัวขยายหรือกลุ่มลูกหลานของผู้ได้รับผลกระทบ ปัญหาสำคัญคือระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 30 ปี ทำให้การนำเอกสารในอดีตมาเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นทำได้ยาก โดยเฉพาะกรณีที่ต้องพิสูจน์ว่าเป็นครอบครัวชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากการปิดเขื่อนตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2534
“การตรวจสอบหลักฐานในปัจจุบันจำเป็นต้องย้อนกลับไปดูเอกสารของบรรพบุรุษ เช่น ทะเบียนราษฎร เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์จากพ่อแม่ไปสู่ลูกและหลาน ขณะที่คนรุ่นหลานบางส่วนยังไม่เกิดในช่วงที่มีการสร้างเขื่อน จึงเกิดข้อจำกัดในการใช้หลักฐานโดยตรงเพื่อยืนยันว่าเป็นผู้ประกอบอาชีพประมงในช่วงเวลาดังกล่าว” แกนนำสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล กล่าวว่า
ทั้งนี้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูนได้เดินทางจากจังหวัดอุบลราชธานีมาปักหลังอยู่บริเวณด้านหน้าทำเนียบตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2569 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายค่าเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ และขอส่งตัวแทนเข้าร่วมพิจารณาในการประชุมวันที่ 21 กันยายน เนื่องจากรายชื่อตัวแทนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ เช่น นางสมปอง ถูกพี่เลี้ยงถอดออกจากรายชื่ออนุกรรมการฯ และหลังจากนั้นกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบได้ย้ายมารอฟังผลการประชุมที่บริเวณด้านข้างกระทรวงพลังงาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันได้มีเครือข่ายภาคประชาชนและบุคคลต่างๆเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ เช่น ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ก่อนการประชุมได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ขอให้ผู้แทนของผู้ได้รับผลกระทบอย่างน้อย 3 คน ได้แก่ นางสมปอง เวียงจันทร์ นายบัวลี โพธิวงศ์ และนางพวงพยอม ขันใหญ่ เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์
อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานได้ลงมาเจรจากับผู้ชุมนุมและแจ้งว่า ไม่สามารถอนุญาตให้ผู้แทนของผู้ได้รับผลกระทบเข้าร่วมสังเกตการณ์ได้ เนื่องจากมีรายชื่อของนายศักดิ์สิทธิ์ สอดสะอาด เป็นตัวแทนอยู่ในคณะกรรมการแล้ว และตามคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ นายศักดิ์สิทธิ์ไม่ยินยอมให้ผู้แทนของกลุ่มดังกล่าวเข้าร่วมคำชี้แจงดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ชุมนุม ซึ่งตั้งคำถามว่า การอนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมประชุมควรเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในฐานะประธานคณะกรรมการ หรือเป็นมติของคณะกรรมการ มิใช่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบุคคลเพียงคนเดียว
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งต่อผู้ชุมนุมว่า ไม่สามารถอนุญาตให้เข้าไปภายในอาคารได้ เนื่องจากกระทรวงพลังงานเช่าพื้นที่จากเอกชนและต้องได้รับอนุญาตก่อน อย่างไรก็ตามเมื่อมีการเจรจาต่อรองสุดท้ายกระทรวงพลังงานได้เชิญนางสมปอง เวียงจันทร์ และนายบัวลี โพธิวงศ์ เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุม ขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบคนอื่นยังคงปักหลักรอฟังผลอยู่ด้านหน้ากระทรวง โดยมีการขับร้องเพลงและหมอลำที่สะท้อนปัญหาและประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนลุ่มน้ำมูนเป็นระยะๆ
ทั้งนี้ภายหลังการประชุม กลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูน ได้ออกแถลงการณ์แสดงความขอบคุณต่อนายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล ของสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล ตลอดจนคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน เจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องจากทุกฝ่ายทุกองค์กร ที่ได้แสดงความจริงใจในการรับฟังปัญหาของพี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล จนสามารถร่วมกันผลักดันให้เกิดข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม
จากนั้นชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบได้เก็บข้าวของเดินทางกลับจังหวัดอุบลราชธานี