Search

เผยรัฐบาลมินอ่องหล่ายออกมาตรการล้วงลึก-กดดันหนุ่มสาวพม่าในไทยเหตุระแวงฝ่ายต่อต้าน-ผู้เชี่ยวชาญเผยรีดภาษีหาเงินเข้าประเทศหลังเศรษฐกิจทรุดหนัก-เผยนักศึกษาบางส่วนต้องออกจากเรียนหาเงิน-เหตุไม่อยากกลับ

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าว “สำนักข่าวชายขอบ” ได้สัมภาษณ์แรงงานและคนหนุ่มสาวจากพม่าที่เข้ามาทำงานและเรียนหนังสือในประเทศไทย ภายหลังจากมาตรการต่างๆที่รัฐบาล พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ของพม่า ออกมาบังคับใช้สร้างแรงกดดันให้กับแรงงานและนักศึกษาจากพม่าในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการการส่งรายได้กลับพม่าต้องผ่านธนาคารหรือสถาบันการเงินที่รัฐบาลรับรอง 25% เนื่องจากรัฐบาลพม่าต้องการเงินสดหมุนเวียน และล่าสุดสถานทูตพม่าในกรุงเทพฯได้ระงับการเปลี่ยนและการต่ออายุหนังสือเดินทางเล่มใหม่สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางประเภทเยี่ยมเยือน (PV) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2569 เพื่อต้องการควบคุมคนหนุ่มสาวพม่าในต่างแดน

ผู้เชี่ยวชาญจากพม่ารายหนึ่ง กล่าวว่า วิกฤตการต่ออายุหนังสือเดินทาง (Passport) ของชาวเมียนมาในต่างประเทศ ภายใต้การดูแลของรัฐบาลทหารเมียนมา ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงใน 3 ประเด็นหลักคือ 1. การตรวจอัตลักษณ์บุคคลและการแบล็กลิสต์ (Biometric Screening & Blacklisting) สาระสำคัญคือการบังคับให้ขั้นตอนการอนุมัติเอกสารทั้งหมดต้องส่งกลับไปศูนย์กลางที่เมืองเนปีดอว์ ช่วยให้รัฐบาลทหารสามารถตรวจสอบประวัติย้อนหลังของผู้ขอต่อหนังสือเดินทางได้ ซึ่งเป้าหมายใช้คัดกรองและขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) กลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาล บุคลากรที่เข้าร่วมการประท้วงหยุดงาน (Civil Disobedience Movement – CDM) และผู้ที่หลบหนีการเกณฑ์ทหาร ก่อนที่จะอนุมัติการออกหรือต่ออายุเอกสาร

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า 2. การหารายได้ผ่านการจัดเก็บภาษี (Revenue Generation / Taxation) สาระสำคัญชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลทหารใช้วิธีนี้เป็นเครื่องมือในการหาเงินเข้าประเทศ โดยใช้กลไกบังคับให้แรงงานย้ายถิ่นที่ถือหนังสือเดินทางประเภท PJ (Passport for Job) ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ชำระภาษีเงินได้ย้อนหลังเรียบร้อยแล้ว จึงจะยอมให้บริการหรือออกเอกสารให้ที่สถานทูต และ 3. ผลกระทบต่อสถานะทางกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน (Impact on Legal Status in Neighboring Countries) เนื่องจากวิกฤตด้านคนเข้าเมืองในประเทศปลายทาง เช่น ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ผลที่ตามมาคือแรงงานและนักศึกษาชาวเมียนมาจำนวนหลายพันคนต้องตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะกลายเป็น “ผู้เข้าเมืองอยู่เกินกำหนด” (Overstayer) หรือแรงงานผิดกฎหมายโดยไม่ตั้งใจ เนื่องจากความล่าช้าในการทำงานของสถานทูตเมียนมา

ขณะที่แอนนา (นามสมมติ) นักศึกษาและแรงงานชาวเมียนมาวัย 26 ปี ซึ่งพำนักอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยกับสำนักข่าวชายขอบ ว่ามาตรการของรัฐบาลทหารพม่า ได้สร้างภาระทางการเงินจากข้อกำหนดด้านภาษีและการส่งรายได้กลับประเทศ ประกอบกับความกังวลต่อการบังคับเกณฑ์ทหารและการจับกุมคนหนุ่มสาวในเมียนมา ทำให้การรักษาสถานะทางกฎหมายของชาวเมียนมาในไทยต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและแรงกดดันเพิ่มขึ้น

แอนนากล่าวว่า การต่ออายุหนังสือเดินทางภายใต้ระเบียบใหม่มีความซับซ้อนและใช้เวลานานขึ้น โดยต้องผ่านขั้นตอนหลายขั้นตอน อย่างเช่น การทำบัตรประจำตัว UID (Unique Identification Number) เป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่ต้องดำเนินการก่อนยื่นขอต่ออายุหนังสือเดินทาง ซึ่งเปรียบเสมือนบัตรประจำตัวประชาชนรูปแบบดิจิทัล และยังต้องผ่านระบบตรวจสอบ CDM สำนักงานหนังสือเดินทางใช้ระบบตรวจสอบที่เรียกว่า ESMS เพื่อคัดกรองบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการอารยะขัดขืน (CDM) ทั้งนักศึกษาและประชาชน หากตรวจพบข้อมูลในระบบ จะไม่สามารถต่ออายุหนังสือเดินทางได้ กระบวนการปกติใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แต่มีระบบทางลัดที่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียวหากยอมจ่ายค่าธรรมเนียมพิเศษ

แอนนากล่าวว่า ในกรณีของเธอ พบปัญหาความล่าช้าจากความผิดพลาดของข้อมูลในระบบราชการ เช่น ชื่อมารดาไม่ตรงกัน ซึ่งในสภาวะปกติอาจแก้ไขได้ง่าย แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน การต้องกลับไปยังภูมิลำเนาเพื่อแก้ไขเอกสารมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากสถานการณ์สู้รบและการควบคุมการเดินทาง

สำหรับมาตรการด้านภาษีและระเบียบการส่งเงินกลับประเทศ แอนนากล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา มีข้อกำหนดให้แรงงานส่งรายได้ 25% ของเงินเดือนกลับประเทศผ่านระบบที่รัฐกำหนด และมีการจัดเก็บภาษีเงินได้ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2023 โดยคำนวณตามฐานเงินเดือน เช่น รายได้ 9,000 บาท ต้องเสียภาษีประมาณ 150 บาทต่อเดือน สำหรับบุคคลที่ถือหนังสือเดินทางประเภททำงาน (PJ) หรือเอกสารรับรองบุคคล (CI) จะต้องชำระภาษีสะสมประมาณ 5,000 – 6,000 บาทก่อนจึงจะสามารถต่ออายุวีซ่าได้ ซึ่งจะทำให้นักศึกษาที่ทำงานพาร์ทไทม์อาจต้องตัดสินใจลาออกจากการศึกษาเพื่อทำงานเต็มตัว เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายในการต่อวีซ่าและภาษีรวมอาจสูงถึง 20,000 บาท

“สถานการณ์ภายในเมียนมาอันตรายอย่างยิ่งต่อคนกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ตอนที่ฉันเดินทางกลับไปหาครอบครัว ฉันนั่งรถโดยสารและพักที่โรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่ง เช้าวันต่อมา ขณะที่กำลังรออาหารเช้า มีรถโดยสารประมาณสองคันเข้ามาจอด มีชายหนุ่มหลายคน อายุประมาณ 20–25 ปี ถูกทหารจับกุมตัวเพราะทางการต้องการนำตัวไปเข้ารับราชการทหาร”แอนนา กล่าว

แอนนากล่าวว่า คนหนุ่มสาวเหล่านี้ถูกจับมาจากอีกเมืองหนึ่งแล้วพาไปยังอีกเมืองหนึ่ง เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นบริเวณร้านอาหารที่ตนเองกำลังกินอาหารเช้า พวกเขาเข้ามาหยุดรถและจับตัวคนหนุ่มเหล่านั้น

“รัฐบาลควรตระหนักถึงความลำบากของแรงงานข้ามชาติที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในต่างแดน และควรลดหย่อนภาระด้านภาษีและการขูดรีดทางการเงิน สำหรับคนหนุ่มสาวอย่างพวกเรา การอยู่ในเมียนมาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันไม่ปลอดภัยที่จะใช้ชีวิตหรืออยู่ที่นั่น” แอนนา กล่าว

ขณะที่นางทรายคำ (นามสมมติ) แรงงานชาวไทใหญ่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า แรงงานส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับความพยายามของรัฐบาลเมียนมาในการเรียกเก็บภาษี 25% ของรายได้ โดยบังคับให้โอนผ่านระบบธนาคารของรัฐ สำหรับเธอมาตรการนี้อาจทำได้ยาก เนื่องจากแรงงานเมียนมาในไทยส่วนใหญ่ไม่มีบัญชีธนาคารของรัฐเมียนมาและไม่มีความจำเป็นต้องใช้ โดยระบบการโอนเงินเดิมมักผ่านนายหน้า หรือญาติ (ระบบโพยก๊วน) ซึ่งไม่ใช่ช่องทางทางการ และแรงงานชาวเมียนมาอาจหลีกเลี่ยงที่จะกลับประเทศ เพราะความกังวลเรื่องการตรวจสอบประวัติย้อนหลังและการบังคับเกณฑ์ทหารหากต้องกลับไปต่อหนังสือเดินทางที่ประเทศต้นทาง

นางทรายคำกล่าวว่า ในกรณีการดำเนินการต่ออายุเอกสารด้านสถานะบุคคลในไทยนั้น ระบบการทำเอกสารของแรงงานข้ามชาติมีความซับซ้อนจนนายจ้างส่วนใหญ่ไม่ต้องการดำเนินการเอง ส่งผลให้นายหน้าเข้ามามีบทบาทสำคัญและเป็นผู้กำหนดค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ การดำเนินการผ่านนายหน้ามีค่าใช้จ่ายสูง เช่น รอบแรกอาจสูงถึง 10,000 บาท และการต่อใบอนุญาตทำงานรอบต่อมาอยู่ที่ประมาณ 6,000 บาท ยังไม่รวมค่าหนังสือเดินทางที่อาจสูงถึงหลักหมื่นบาท รวมถึงค่าตรวจเลือด ค่าประกันสุขภาพของโรงพยาบาล ประมาณ 2,000 บาท และค่าบริการของนายหน้า แม้ใบอนุญาตทำงานจะมีระยะเวลาตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ แรงงานอาจต้องเสียค่าธรรมเนียมต่ออายุในอัตราที่สูงเป็นรายปี ซึ่งเป็นภาระหนักเมื่อเทียบกับรายได้ประจำ


นางทรายคำกล่าวว่า แรงงานข้ามชาติบางกลุ่มทำงานในภาคบริการหรือธุรกิจขนาดเล็กที่ยังไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลอย่างเป็นทางการ ตัวเธอได้รับค่าแรงในอัตราพาร์ทไทม์ ประมาณ 9,400 บาทต่อเดือน แม้จะทำงานในตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบอย่างผู้ช่วยเชฟ หากนายจ้างยังไม่ได้จดทะเบียนพาณิชย์ แรงงานจะไม่สามารถใช้เอกสารของสถานประกอบการนั้นเพื่อยื่นขอสิทธิต่างๆ ได้ ทำให้ต้องใช้เอกสารส่วนบุคคลของนายจ้าง เช่น ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน ในการค้ำประกันแทน อีกทั้งรายได้ที่ได้รับไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพและค่าธรรมเนียมเอกสารที่ต้องจ่าย ส่งผลให้เกิดภาวะเปราะบางทางการเงิน หากต้องส่งเงินกลับเมียนมา 25 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนจริงๆ จะทำให้แรงงานที่ทำงานในต่างแดนลำบากมาก