เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการจัดกิจกรรมสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน 2026 (Mekong-ASEAN Environmental Week 2026: MAEW) ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ภายใต้แนวคิด “สายธารประชาชน” เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะให้ภาคประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่น นักวิชาการ และเยาวชน ร่วมแลกเปลี่ยนและรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน
น.ส.เปรมฤดี ดาวเรือง ผู้ประสานงานโปรเจกต์เสวนา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Project SEVANA South-East Asia) กล่าวถึงแนวคิดในการจัดงานว่า ว่า”สายธารประชาชน” เปรียบการรวมพลังของชุมชนเหมือนสายน้ำเล็กใหญ่ที่ไหลมารวมกัน เพื่อสะท้อนว่าการต่อสู้ปกป้องแม่น้ำและผืนป่าไม่เคยโดดเดี่ยว ท่ามกลางปัญหาโครงการเขื่อน มลพิษข้ามพรมแดน และทุนข้ามชาติที่ซับซ้อนขึ้นตลอด 7 ปีที่ผ่านมา โดยงานในปีนี้จัดกิจกรรม 4 วันในซีรีส์ “กระแสธาร” ตั้งแต่วันแรก อ่านกระแสธาร (สำรวจสถานการณ์), อยู่กับกระแสธาร (เรียนรู้การปรับตัว), บ่มเพาะกระแสธาร (ต่อยอดความรู้ขบวนการ) จนถึง รวมเป็นกระแสธาร (กำหนดยุทธศาสตร์อนาคต) โดยมีหมุดหมายสำคัญคือการเป็นสะพานเชื่อมบทเรียนกว่า 36 ปีของขบวนการรุ่นก่อน เช่น กรณีเขื่อนปากมูล เข้ากับมุมมองและพลังขับเคลื่อนของคนรุ่นใหม่
รศ. ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าพัฒนาการขบวนการประชาชนตั้งแต่ปี 2534 ภายใต้หลักคิด “การพัฒนาต้องมาจากประชาชน” และ “หยุดการพัฒนาบนคราบน้ำตาของประชาชน” ชี้ให้เห็นว่าการสร้างเขื่อนเป็นตัวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ้ำซาก เพราะผู้ดำเนินโครงการจงใจละเลยการคำนวณ ต้นทุนที่แท้จริง ทั้งด้านระบบนิเวศและสิทธิมนุษยชน การรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายอย่างสมัชชาคนจนและการดึงภาควิชาการมาร่วมขบวน จึงเป็นเครื่องมือจำเป็นในการทวงถามความเป็นธรรม
รศ. ดร.พีระ เจริญวัฒนนุกูล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในมิติมลพิษและผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามชาติ (Transboundary Environmental Issues) พบว่า กลไกตรวจสอบแบบเดิม เช่น ศาลปกครองในประเทศ ไม่สามารถจัดการปัญหาได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับรัฐเพื่อนบ้านที่ขาดความเป็นประชาธิปไตยและพื้นที่ภาคประชาสังคมอ่อนแอ การต่อสู้จึงไม่อาจจำกัดอยู่ภายในเส้นเขตแดนประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ต้องขับเคลื่อนผ่าน “ภราดรภาพข้ามพรมแดน” (Transnational Solidarity) เพื่อผนึกกำลังภาคประชาชนให้มีอำนาจต่อรองในระดับภูมิภาค
ผศ. ดร.วีรบูรณ์ วิสารทสกุล คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ความล้มเหลวของการพัฒนาสายหลัก โดยระบุว่า 35 ปีหลังธนาคารโลกตั้งเป้าขจัดความยากจนในไทย แต่ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนกลับพุ่งสูงถึง 88% ยืนยันว่าการเติบโตของ GDP ไม่ได้การันตีคุณภาพชีวิต ขณะเดียวกัน กระแสความยั่งยืนในปัจจุบันมักถูกชี้นำโดยกลุ่มทุน เช่น โครงการปลูกป่าคาร์บอนเครดิตในต่างประเทศ (ยูกันดา) ที่บริษัทรายงานตัวเลขสวยหรู แต่ชาวบ้านในพื้นที่จริงกลับถูกตัดสิทธิ์การเข้าถึงทรัพยากรดำรงชีพ
ผศ. ดร.วีรบูรณ์ กล่าวว่า ดังนั้นจึงมี 3 คำถามสำคัญ สำหรับตรวจสอบโครงการพัฒนาทุกรูปแบบ 1.ใครได้ประโยชน์ และใครเสียประโยชน์ 2.ใครมีอำนาจตอบคำถามว่าอนาคตจะเดินไปทางไหน และ 3.เมื่อโครงการสิ้นสุดลง ใครยังมีอำนาจควบคุมชีวิตและฐานทรัพยากรของตนเอง
ขณะที่แม่ผา กองธรรม แกนนำชาวบ้านลุ่มน้ำราษีไศล วัย 75 ปี กล่าวว่า บทเรียนความเจ็บปวด 32 ปีที่ไร้ข้อยุติ จากปัญหารัฐบาลเปลี่ยนขั้วบ่อยจนกลไกแก้ไขปัญหาต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ซ้ำซาก ซ้ำยังเกิดความขัดแย้งจนชุมชนแตกแยกเป็น 16 กลุ่ม พร้อมส่งเสียงเตือนถึงโครงการสร้างเขื่อนใหม่บนแม่น้ำโขง:
“ปัญหาเดิมของเขื่อนราษีไศลและเขื่อนปากมูนยังสะสางไม่เสร็จสิ้น เหตุใดจึงไม่แก้ปัญหาเก่าให้จบก่อน
“ฉันอยากเห็นเหมือนปี 2540 หลายแม่น้ำมารวมกัน ให้ลุ่มน้ำโขง ชี มูล ประสานพลังกับนักกฎหมายและนักวิชาการ ตราบใดที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ภาคประชาชนก็ไม่อาจหยุดการเคลื่อนไหว” แม่ผา กล่าว
นายสิงห์คาร เรือนหอม ตัวแทนเครือข่ายลุ่มน้ำสาละวินและลุ่มน้ำเงา จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า 2 อุปสรรคใหญ่ในการต่อสู้กับโครงการผันน้ำยวม–เงา สู่เขื่อนภูมิพล คือ อคติของระบบราชการ และ การขาดการบันทึกภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นเอกสารทางการ ซึ่งประสบการณ์ตรงเมื่อทักท้วงผู้ศึกษา EIA เรื่องพฤติกรรม “ปลาน้ำไหล” ที่ไม่อาจอยู่ในอ่างเก็บน้ำได้ แต่กลับถูกสวนกลับด้วยคำถามว่า “แล้วลุงจบอะไรมา?”
นายสิงห์คารระบุว่า ทางออกคือการทำงานร่วมกับนักวิชาการในฐานะพี่เลี้ยง ให้ชาวบ้านเป็นผู้เก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ และนักวิชาการช่วยบันทึกเป็นเอกสารงานวิจัย เพื่อแปรเปลี่ยนภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็น “อาวุธทางข้อมูล” ที่มีน้ำหนักในการเจรจาต่อรองกับรัฐ
Mr. Hendro Sangkoyo (Yoyok) ผู้ร่วมก่อตั้ง School of Democratic Economics (SDE) ประเทศอินโดนีเซีย เผยผลสำรวจแม่น้ำกกในภาคเหนือของไทยที่ตรวจพบการปนเปื้อนสารหนู ชี้ว่าแม่น้ำสายหลักทั่วเอเชียกำลังถูกผลักให้กลายเป็น “พรมแดนคู่ขนาน” (Dual Frontier) ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและแหล่งทิ้งกากแร่ราคาถูกเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Transition Minerals) โดยนโยบาย Net Zero และการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเป็นเพียงภาพลวงตาทางสิ่งแวดล้อมว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจินตนาการว่า มือคู่เดิมที่ยังคงสูบ ขุด และเผาน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน จะหันมารักษาโลกใบนี้ได้เพียงแค่การซื้อตราสารทางการเงินชดเชยคาร์บอน… การแปลงป่าเป็นคาร์บอนสต็อกไม่มีวันช่วยให้ประชาชนที่อยู่แนวหน้ารับมือวิกฤตได้จริง
Mr. Hendro ยังหยิบยกแนวคิดเรื่อง เส้นเขตแดนรัฐชาติ มาเตือนสติว่า เป็นมรดกตกทอดที่แบ่งแยกประชาชนออกจากกัน และการรวมพลังของชุมชนพื้นเมืองข้ามพรมแดนคือหัวใจสำคัญในการต่อสู้กับลัทธิล่าอาณานิคมแย่งชิงทรัพยากรรูปแบบใหม่
ด้านนางสาวนุชสวรรค์ ตัวแทนเยาวชนลุ่มน้ำโขงจาก สปป.ลาว กล่าวว่า ข้อจำกัดด้านการแสดงออกและการเข้าถึงข้อมูลในลาว และจุดเชื่อมต่อที่ขาดหายไปคือการร้อยเรียงเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงของคนรุ่นก่อนมาสู่คนรุ่นใหม่ การเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ฟังเรื่องราวของผืนป่าและสายน้ำจากครอบครัว จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างจิตสำนึกปกป้องธรรมชาติ พร้อมย้ำว่าแม่น้ำโขงคือสายเลือดใหญ่ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ
