
วันที่ 23 กันยายน 2569 ที่บริเวณสามแยกสายลมจอย ริมแม่น้ำสาย ต.เวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประชาชนริมแม่น้ำสาย จัดกิจกรรม “แม่สาย (หยุดเหมืองแร่) – โคลนพิษเต็มบ้าน สารพิษเต็มเมือง” พร้อมอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมาหยุดกิจกรรมเหมืองแร่ที่ส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำสายและแม่น้ำรวก และร่วมกันแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน
แถลงการณ์ระบุว่า แม้สถานการณ์ในแม่สายจะคลี่คลายลงจากเหตุการณ์น้ำท่วม แต่ผลกระทบที่หลงเหลือกลับกลายเป็นภัยเงียบที่ประชาชนไม่สามารถมองเห็นได้ โดยเฉพาะสารพิษที่มากับแม่น้ำ ซึ่งกำลังสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตและชุมชนในพื้นที่ เนื่องจากกำลังเผชิญภัยจากสารพิษที่ปนเปื้อนแม่น้ำ จึงต้องการสื่อสารข้อเท็จจริงและความเดือดร้อนจากประชาชนในพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้หยุดการทำลายแม่น้ำสายและหยุดเหมืองแร่ทันที ก่อนที่ชีวิตของประชาชนและชุมชนจะได้รับผลกระทบรุนแรงมากขึ้น
“แม่น้ำสายและแม่น้ำรวกไม่ใช่เพียงเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างประเทศ แต่เป็นเส้นเลือดและแหล่งดำรงชีวิตของผู้คนทั้งสองฝั่งที่พึ่งพาแม่น้ำมาหลายชั่วอายุคน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมื่อเกิดภัยธรรมชาติและน้ำท่วม ประชาชนไม่ได้เผชิญเพียงมวลน้ำ แต่ยังต้องเผชิญกับดินโคลนและสิ่งปนเปื้อนที่มากับกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา”แถลงการณ์ระบุ และว่าปัญหาการปนเปื้อนของสารโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ซึ่งมีต้นตอเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งในเมียนมาและประเทศไทย และมีแนวโน้มส่งผลต่อเนื่องไปยังลุ่มน้ำโขง
“วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขจากผู้มีอำนาจโดยตรง พวกเราเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจลงพื้นที่มารับฟังปัญหาจากประชาชนด้วยตนเอง ไม่ควรให้มีเพียงตัวแทนหรือหน่วยงานลงมารับฟังแทน เพราะประชาชนต้องการให้ผู้มีอำนาจรับรู้ถึงสภาพปัญหาและความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่” แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ระบุว่า เกษตรกรในแม่สายได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาการปนเปื้อน โดยพืชผักและผลผลิตทางการเกษตรที่ประชาชนปลูกเพื่อจำหน่ายเริ่มได้รับผลกระทบด้านการตลาด เนื่องจากความกังวลเรื่องสารพิษที่อาจปนเปื้อนในผลผลิต และส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร โดยทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม มวลดินตะกอนและโคลนจากพื้นที่ต้นน้ำจะถูกพัดเข้ามาทับถมบ้านเรือนและพื้นที่ทำกิน ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเสียหายซ้ำแล้วซ้ำเล่า และบางครัวเรือนต้องสูญเสียทรัพย์สินและต้นทุนในการประกอบอาชีพ น้ำดิบที่ประชาชนใช้ในการอุปโภค บริโภค และการเกษตร มีความกังวลเรื่องการปนเปื้อนของสารเคมีและโลหะหนักที่ไหลลงสู่แม่น้ำสาย จนส่งผลต่อความมั่นใจในการใช้น้ำและเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
แถลงการณ์ระบุว่า ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งผลต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของเมืองแม่สาย ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่เคยมีความคึกคักทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะพื้นที่ตลาดสายลมจอยและพื้นที่การค้า รวมถึงพื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและการปนเปื้อน ทำให้การประกอบอาชีพและการค้าขายได้รับความเสียหาย
“การเรียกร้องของประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงความช่วยเหลือเฉพาะหน้าในช่วงเกิดน้ำท่วม เช่น การนำถุงยังชีพมาแจก แต่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะปัญหากิจกรรมเหมืองแร่ที่ส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำสายและแม่น้ำรวก ประชาชนขอเรียกร้องไปยังประชาชนชาวเมียนมา รัฐบาลเมียนมา และรัฐบาลไทย ให้ดำเนินการหยุดและปิดเหมืองแร่ที่ส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำสายและแม่น้ำรวกโดยทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนขยายตัวมากขึ้น” แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลไทยควรยกระดับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนดังกล่าวเป็นวาระแห่งชาติ และใช้ช่องทางทางการทูตเจรจากับรัฐบาลเมียนมา เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของลุ่มแม่น้ำชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ควรปล่อยให้ประชาชนในพื้นที่ต้องรับภาระจากปัญหาข้ามพรมแดนเพียงฝ่ายเดียว
“ประชาชนอำเภอแม่สายต้องการให้ผู้นำรัฐบาลไทยและผู้นำรัฐบาลเมียนมาลงพื้นที่พบปะประชาชนด้วยตนเอง เพื่อรับทราบปัญหาและความเดือดร้อนจากประชาชนในพื้นที่โดยตรง รวมทั้งร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และชุมชนชายแดน” แถลงการณ์ระบุ
ขณะที่ นายทองคำ อินพรหม ประธานกรรมการกลุ่มผู้ใช้น้ำบ้านเมืองชุม อ.แม่สาย จ.เชียงราย กล่าวว่า ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากตะกอนที่ไหลเข้ามาสะสมในคลองเป็นจำนวนมาก ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการส่งน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ เนื่องจากปริมาณตะกอนที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ปริมาณน้ำลดลง ขณะที่การขุดลอกคลองก็ทำได้ยาก เพราะไม่มีพื้นที่สำหรับนำตะกอนไปทิ้ง สิ่งที่กังวลมากที่สุดในขณะนี้คือพืชผักและพืชผลทางการเกษตรที่เกษตรกรปลูก เพราะเกรงว่าอาจมีสารพิษปนเปื้อน หากผลผลิตทางการเกษตรมีสารพิษก็จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรในอำเภอแม่สาย เนื่องจากหากไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ เกษตรกรก็จะขาดรายได้และไม่รู้ว่าจะประกอบอาชีพอะไรเพื่อดำรงชีวิต
“อีกสิ่งที่น่าห่วงคือถึงยุคนี้ยังไม่เกิดเหตุอะไรขึ้น แต่ยุคของลูกหลานของเราก็น่าเป็นห่วง อาจจะมีคนพิการเพิ่มขึ้น อันนี้เราไม่อาจจะรู้ได้ ถ้าสารโลหะสะสมทุกปี ทุกปี ทุกวัน ทุกวัน วันข้างหน้าประชากรของเราอาจเป็นคนพิการเยอะ อันนี้น่าเป็นห่วงเป็นที่สุดครับ” นายทองคำกล่าว
ด้าน นงนุช สิงห์แก้ว ประชาชนชุมชนสายลมจอย อ.แม่สาย จ.เชียงราย กล่าวว่า ต้องการสะท้อนผลกระทบด้านน้ำบริโภค โดยเฉพาะแหล่งน้ำดิบที่นำมาใช้ผลิตน้ำประปาสำหรับประชาชนในพื้นที่แม่สาย ซึ่งปัจจุบันมีการนำน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้เป็นแหล่งน้ำดิบ จากการตรวจสอบในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามีสารปนเปื้อนในแม่น้ำโขงในระดับที่น่าเป็นห่วง จึงต้องการฝากให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำเข้ามาดูแลและหาแนวทางแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำดิบและน้ำบริโภคสำหรับประชาชนในชุมชนแม่สาย
“ถ้าขนาดนี้การตรวจสอบน้ำประปาแม่สาย เราไม่สามารถทราบได้เลยว่าค่าของแม่น้ำของน้ำประปามันอยู่ในระดับไหน อยากจะให้หน่วยงานราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยมาดูแลตรงนี้ด้วย” นงนุชกล่าว
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 กรมควบคุมมลพิษ รายงานผลตรวจคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายครั้งที่ 22 พบสารหนูสูงสุดอยู่ที่ 0.284 มก./ล.(มาตรฐานอยู่ที่ 0.01 มก./ล.) เกินค่ามาตรฐานไป 28.4 เท่า และสารตะกั่ว 0.266 มก./ล.(มาตรฐานอยู่ที่ 0.05 มก./ล.) เกินมาตรฐานกว่า 5 เท่า ซึ่งเป็นสถิติใหม่เมื่อเทียบกับผลตรวจ 21 ครั้งที่ผ่านมา
———