
เมื่อวันที 23 กันยายน 2569 นายสมพงษ์ สงกูล กรรมการกลุ่มโอโซนรักบ้านเกิด จ.บุรีรัมย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 โครงการสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล จ.บุรีรัมย์ ในวันที่ 25 กันยายนว่า ไม่แน่ใจชาวบ้านผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่จะได้เข้าไปมีส่วนร่วมตามชื่อของเวทีการรับฟังความคิดเห็นจริงหรือไม่ เพราะบทเรียนที่ผ่านมาจากความเป็นจริงในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วมจริง จึงอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าร่วมและการใช้เงินเป็นแรงจูงใจในการจัดเวทีแต่ละครั้งที่ผ่านมาและรวมถึงในวันที่ 25 กันยายนนี้จะมีการใช้เงินจูงใจหรือไม่
“ผมมองว่าการจัดเวทีในแต่ละครั้งเป็นเพียงพิธีกรรม ที่ไม่เคยฟังเสียงของชาวบ้านกลุ่มคัดค้านที่พยายามจะนำเสนอถึงพื้นที่ตั้งไม่เหมาะสม ยังมีการตั้งคำถามและควรตรวจสอบถึงที่มาของโครงการโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ว่าจะมาผุดขึ้นท่ามกลางนาข้าว และแหล่งน้ำลำปะเทียที่ชาวบ้านหลายชุมชนได้พึ่งพาอาศัย ยังเป็นพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร การมีหมุดหมายของโครงการโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ที่กล่าวมานั้น กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมก็เปรียบเสมือนถูกมัดมือชกของคนที่เห็นต่างในพื้นที่ ดังนั้นเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 ของโรงงานน้ำตาลขนาด 20,000 ตันอ้อยต่อวัน และโรงไฟฟ้าชีวมวลเดิม 54 เมกะวัตต์และจะปรับเพิ่มเป็น 65 เมกะวัตต์ ทางชาวบ้านก็จะเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างแน่นอนเพื่อให้ยกเลิกโครงการอุตสาหกรรมโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลออกจากพื้นที่ตั้ง”นายสมพงษ์ กล่าว
นางณัฐธยาณ์ ศิริวัฒน์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 8 บ้านปราสาทพร กล่าวว่า กระบวนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 ต้องโปร่งใสและให้ชาวบ้านผู้มีส่วนได้เสียทุกคนในพื้นที่สามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็นจริง ๆ เพราะที่ผ่านมาเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 นั้น ชาวบ้านในพื้นที่ไม่เคยรับรู้ข้อมูลมาก่อนเลย ตนมองว่าก่อนจะมีเวทีรับฟังความคิดเห็นทั้ง ค.1 ค.2 นั้น จะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลก่อนเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้กลับไปคิดและตัดสินใจก่อน ว่าที่มาของโครงการมีที่มาอย่างไร ทำไมจะต้องมาเลือกสร้างในบริเวณทุ่งนาปลูกข้าวของชาวบ้าน ใกล้ลำห้วยลำปะเทียด้วย
“ฉันมองว่าการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายนนี้ ก็ไม่ต่างอะไรจากเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 ที่ผ่านมา สิ่งที่เราตั้งคำถามถึงที่มาของโครงการและพื้นที่ตั้งไม่เหมาะสมนั้น อยากให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบด้วยเพราะมันย้อนแย้งกับบริบทพื้นที่จริง ถ้ามีการสร้างขึ้นมาจริงก็อาจจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ปลูกข้าวและลำห้วยลำปะเทีย ซึ่งในวันจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 ทางพี่น้องในพื้นที่ก็จะเข้าร่วมแน่นอนเพราะจะต้องไปแสดงจุดยืนว่าไม่เอาอุตสาหกรรมโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล จุดที่จะตั้งเป็นแหล่งความมั่นคงทางด้านอาหารของชุมชน และต้องยกเลิกโครงการอุตสาหกรรมโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่นี้อย่างเด็ดขาด” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 กล่าว
ด้านนายนิรันดร คำนุ หัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของชาวบ้านกลุ่มโอโซนรักบ้านเกิด อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ได้ยืนยันมาโดยตลอดคัดค้านอุตสาหกรรมโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในกระบวนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ที่ชาวบ้านในพื้นที่ในรัศมี 5 กิโลเมตร ไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร อันเป็นเหตุของความกังวลใจต่อการดำเนินการก่อสร้างโรงงานน้ำตาล และโรงไฟฟ้าชีวมวล บริเวณพื้นที่ตำบลหนองปล่อง อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ เนื่องจากพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นนิเวศลำน้ำที่ละเอียดอ่อนสัมพันธ์กับบริบทชีวิต และสิ่งแวดล้อมของชาวบ้านในพื้นที่แถบนั้น
นายนิรันดรกล่าวว่า ทำการเกษตรในระบบไร่นาซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจครัวเรือนสูงเป็นรายได้หล่อเลี้ยงประชาชนมาอย่างเหมาะสมยาวนาน มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผูกพันกับฐานทรัพยากรจึงเป็นมูลเหตุสำคัญของความกังวลใจของประชาชนในพื้นที่ต่อกรณีการดำเนินการก่อสร้างโรงงานน้ำตาล และโรงไฟฟ้าชีวมวล หากแต่เสียงการทัดทาน กลับกลายเป็นเสียงที่หน่วยงานในพื้นที่ไม่ได้ยิน และบริษัทที่ปรึกษาฯยังเดินหน้า เวที ค.2
“ต้องไม่ลืมว่า หากข้อกังวลใจ ณ วันนี้ กลายเป็นปัญหาในอนาคตอันใกล้ คนที่ต้องตกอยู่ในพื้นที่ปัญหาตามข้อกังวลใจ ก็คือประชาชนทุกคน ทุกภาคส่วนที่อยู่ในพื้นที่ขอบเขตของโครงการ โรงงานที่กล่าวถึง ความตระหนักถึงสิทธิชุมชน และข้อกังวลต่อปัญหาที่จะเกิดขึ้น จึงควรต้องคลี่คลายกันโดยให้เกียรติคนในพื้นที่เป็นสำคัญ” อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ กล่าว
นายนิรันดรกล่าวว่า น่าสนใจว่ากระบวนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมาที่ชาวบ้านกลุ่มโอโซนรักบ้านเกิด อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ ยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนร่วม และไม่เคยรับรู้ข้อมูลมาก่อน เพราะโดยกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน ค.1 (การกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมิน) และ ค.2 (การประเมินและจัดทำร่างรายงาน EIA/EHIA) สำหรับกรณีการจัดตั้งโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลประกอบ จะต้องเน้นให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีความโปร่งใส เป็นธรรม และการสร้างส่วนร่วมอย่างแท้จริงในพื้นที่ที่มีความกังวลสูง ซึ่งหากชาวบ้านในพื้นที่รัศมีมาตรฐาน 5 กิโลเมตรได้แสดงตัวตนว่าไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบสาเหตุเชิงกระบวนการมีส่วนร่วมนั้นว่าถูกต้อง เป็นธรรมหรือไม่ อย่างไร
“การศึกษาพบว่ารัศมีมาตรฐาน 5 กิโลเมตร ไม่ครอบคลุมผลกระทบจริงของโรงงานน้ำตาลที่จะดำเนินงานก่อสร้าง ควรขยายพื้นที่การศึกษาตามมิติของผลกระทบ เช่น ในระบบลุ่มน้ำ และลำน้ำสาขาที่อาจได้รับผลกระทบจากการแย่งชิงน้ำหรือการปล่อยน้ำเสีย มิติการคมนาคม ตามเส้นทางหลักขนส่งอ้อยในรัศมี 15–30 กิโลเมตร การนับรวมกลุ่มเปราะบางและผู้เห็นต่าง ประชาชนทุกกลุ่มต้องมีสิทธิเข้าร่วมอย่างเสมอภาค ไม่ควรเลือกเฉพาะกลุ่มที่เห็นด้วย”นักวิชาการผู้นี้กล่าว
อาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหาสารคามกล่าวว่า รูปแบบและบรรยากาศกระบวนการรับฟังความคิดเห็น จะต้องใช้ “คนกลาง” ดำเนินรายการ ไม่ควรให้บริษัทผู้ศึกษา EIA หรือเจ้าของโครงการเป็นผู้ดำเนินรายการฝ่ายเดียว ควรมีสถาบันวิชาการหรือองค์กรภาคประชาสังคมที่เป็นกลางมาช่วยทำหน้าที่การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นธรรม และควรมีการจัดทำการประเมินผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมโดยชุมชน (Community Health Impact Assessment: CHIA) คู่ขนานไปกับรายงาน EIA ของบริษัทด้วย
“ในกรณีนี้ควรจัดให้มีเวทีเสวนาสาธารณะ (Public Forum) เชิญสื่อมวลชน ตัวแทนภาครัฐ และนักวิชาการ มาร่วมรับฟังข้อมูลจากงานวิจัยของชุมชน เพื่อเปลี่ยนข้อ disputing ระหว่างชาวบ้านกับโรงงาน ให้กลายเป็น วาระทางนโยบายสาธารณะของสังคม เพื่อร่วมกันตระหนักถึงการให้ความเคารพถึงสิทธิชุมชนที่ให้เกียรติและศักดิ์ศรีคนในพื้นที่ได้มีสิทธิในการดูแลและปกป้องฐานทรัพยากรให้ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน”นายนิรันดร กล่าว