เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ภายในงานสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน 2026 (MAEW 2026)ได้มีการจัดเวทีเสวนา “วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดน จากเหมืองแร่หายากและแร่สำคัญในภูมิภาคแม่น้ำโขง : ความท้าทายต่อสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และความรับผิดชอบของรัฐและธุรกิจ” ซึ่งดำเนินรายการโดย ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง โดย น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ กล่าวว่า 2 ปีที่ผ่านมา ในลุ่มน้ำสาละวิน โขง กก สาย รวก และกระบุรี พบการขยายตัวของเหมืองแร่ไร้การควบคุม จากตอนเหนือของพม่าในรัฐคะฉิ่น รัฐฉาน สู่ ภาคใต้ ทวาย และมะริด สอดคล้องกับความต้องการแร่หายากและแร่สำคัญในตลาดโลก ท่ามกลางช่องโหว่ทางกฎหมายของพม่า เอื้อต่อการแสวงหาผลประโยชน์และการละเมิดสิทธิมนุษยชน
“ที่เชียงราย ประชาชนได้รับผลกระทบข้ามพรมแดนตลอด 24 ชั่วโมง จากเหมืองแร่ฝั่งพม่า แม่น้ำมีตะกอนปนเปื้อนโลหะหนักและสารเคมีอันตราย ในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังสหรัฐว้า (UWSA) และกองทัพพม่า ผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำและตะกอนดินโดยกรมควบคุมมลพิษ พบสารหนูสูงเกินมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และไทยถึง 28 เท่า น่าเสียใจที่ประเทศไทยถูกใช้เป็นศูนย์กลางที่เอื้อให้กลุ่มธุรกิจผิดกฎหมายดำเนินกิจการได้” ผู้แทนมูลนิธิแม่น้ำฯ กล่าว
ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ปัญหาชายแดนส่งผลกระทบในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งต้องการความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับนีโอไดเมียม ซึ่งเป็นแร่หายากกลุ่มเบาอันดับ 1 สำหรับใช้ผลิตแม่เหล็กถาวรในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด สหรัฐอเมริกามีการนำเข้าแร่หายากสูงถึง 90% ขณะที่เมียนมาเป็นผู้ผลิตอันดับ 3 ของโลก รองจากจีนและสหรัฐอเมริกา โดยมีการขนส่งแร่ผ่านไทยเพื่อส่งต่อไปจีน ไทยเป็นตัวละครสำคัญในห่วงโซ่อุปทานแร่ต้นน้ำ ทั้งเส้นทางที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เช่น แร่พลวง แร่นิเกิล แร่ดีบุก และแร่พลวง
นายพอล Kachin Center for Environmental Justice กล่าวว่ารัฐคะฉิ่นเคยอุดมสมบูรณ์ แต่หลังปี 2010 เหมืองแร่ได้เริ่มต้น แร่หายาก (Rare Earth) กลายเป็นที่ต้องการของโลก บริษัทจีนได้หลั่งไหลเข้ามาตั้งแต่ปี 2016 หลังจากที่จีนเริ่มคุมเข้มเหมืองของตนเอง หลังรัฐประหารในปี 2021 จนถึงปี 2025 การทำเหมืองพุ่งสูงขึ้นถึง 357% มีการออกใบอนุญาตมากกว่า 2,500 ราย มูลค่าการส่งออกแร่ไปจีนสูงถึง 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจากยุคก่อนรัฐประหารอย่างเทียบกันไม่ได้
“การทำเหมือง ถางป่าบนภูเขา ฉีดสารเคมีจำพวกกรดออกซาลิกและแอมโมเนียไบคาร์บอเนตลงไป เพื่อให้แร่ไหลลงท่อและบ่อพัก ต้นน้ำลำธารที่ไหลลงสู่แม่น้ำอิรวดีเปลี่ยนเป็นสีขาวข้น ปลาตายทั้งหมดเพราะพิษสารเคมี ประชาชนยากจนลงและต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ มีเพียงกลุ่มติดอาวุธบางกลุ่มและนายทุนจีนเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ ด้านสิทธิมนุษยชนถูกละเมิดอย่างหนัก”
ขณะที่ ส.รัตนมณี พลกล้า นักกฏหมายและผู้ก่อตั้งมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่าปัญหาผลกระทบและมลพิษข้ามแดนจากการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ชายแดนกำลังกลายเป็นประเด็นท้าทายครั้งใหญ่ ประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งไทย พม่า ซึ่งกำลังลงไปถึงลาวผ่านแม่น้ำโขง เนื่องจากพื้นที่ตั้งของเหมืองส่วนใหญ่อยู่ประชิดแม่น้ำ ทำให้สารพิษปนเปื้อนไหลลงสู่แม่น้ำ รัฐต้นน้ำคือเมียนมา มีหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลการทำเหมืองให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีกระบวนการจัดทำรายงาน EIA มีมาตรการป้องกันไม่ให้มลพิษรั่วไหลออกนอกพื้นที่ พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลและแจ้งเตือนความเสี่ยงให้ชุมชนและประเทศปลายน้ำทราบล่วงหน้า แต่เหมืองตั้งอยู่ในเขตสู้รบ ทำให้กลไกการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายทำได้ยาก
“สำหรับประเทศไทยในฐานะประเทศปลายน้ำ ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้และต้องเข้ามาปกป้องคุ้มครองประชาชนอย่างจริงจัง หน่วยงานภาครัฐ เช่น อัยการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องหาแนวทางทางกฎหมาย เช่น การพิจารณาใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 ในกรณีที่มีการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักรแต่มีผลกระทบ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ก่อความเสียหาย ซึ่งในมิติของภาคธุรกิจและการขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) การแก้ปัญหาต้องครอบคลุม ทั้งบริษัทแม่ของผู้ประกอบการเหมือง นักลงทุน ผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้ขนส่งสินค้า ต้องร่วมรับผิดชอบ” ทนายความสิทธิมนุษยชนกล่าว
