Search

ตั้งเป้าเร่งลดค่าความขุ่นน้ำแม่น้ำกระบุรี-กำหนด 4 มาตรการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากเหมืองข้ามแดน-ยกระดับเกณฑ์ควบคุมน้ำเข้าแร่-รัฐบาลพม่าอ้างไม่มีนโยบายส่งออกแร่โบ้ยเป็นพื้นที่ชนกลุ่มน้อย

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ปากจั่น อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เป็นประธานการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาน้ำขุ่นในแม่น้ำกระบุรี จังหวัดระนอง ครั้งที่ 1/2569 เพื่อติดตามสถานการณ์และพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำขุ่นในแม่น้ำกระบุรี  โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและตัวแทนภารส่วนต่างๆร่วมประชุม 

ในที่ประชุมนายอรุณ อภิรักษ์วรากร เครือข่ายรักษ์แม่น้ำกระบุรี เสนอให้มีมาตรการตรวจสอบคุณภาพน้ำและสารปนเปื้อนในพื้นที่กลางน้ำและปลายน้ำด้วย เพื่อทราบถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม  อีกทั้ง ได้สอบถามถึงข้อเสนอ 10 ข้อ ที่ทางเครือข่ายได้ยื่นข้อเสนอก่อนหน้านี้ ได้แก่ ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ การเฝ้าระวังตรวจสุขภาพประชาชน 

นายอนันทชัย วงศ์พยัคฆ์ เครือข่ายรักษ์แม่น้ำกระบุรี กล่าวว่า เสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและท้องที่เข้ามาร่วมกำหนดจุดตรวจวัดคุณภาพน้ำ เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วม นอกจากนี้ มีข้อกังวลกรณีสารตกค้าง โลหะหนัก ถึงแม้ผลการตรวจสอบไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการสะสมในสัตว์น้ำ หรืออื่น ๆ 

นายวิรสิงห์ คชสิงห์ นายก อบต.ปากจั่น กล่าวว่า ประชาชนใน ต.ปากจั่น ได้รับผลกระทบจากปัญหาแม่น้ำกระบุรีขุ่นมา 7 ปี ไม่สามารถใช้น้ำจากแม่น้ำกระบุรีได้ ทาง อบต.ปากจั่น ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการและจัดหาน้ำอุปโภคให้ประชาชน จึงขอให้จัดสรรงบประมาณในการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำสำรอง เพื่อผลิตน้ำประปาให้แก่ประชาชน และขออนุญาตใช้พื้นที่จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า  

ด้านตัวแทน สคพ.ที่ 15 ได้นำเสนอข้อมูลการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมแม่น้ำกระบุรี โดยระบุว่าผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำในปีนี้มีความขุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจุดที่แม่น้ำกระบุรีรับน้ำจากคลองยูง ฝั่งประเทศเมียนมา ในช่วงฤดูแล้ง เดือนเมษายน 2569 ค่าความขุ่นพุ่งทะยานถึง 209 NTU น้ำมีสีขุ่นแดง เมื่อเปรียบเทียบกับต้นน้ำฝั่งไทย บริเวณคลองกระนัย มีค่าความขุ่นต่ำเพียง 12-16 NTU โดยค่าความขุ่นสูงเกิน 100 NTU เป็นค่าความขุ่นที่รุนแรง ค่อนข้างวิกฤติต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ แต่อย่างไรก็ตามผลการตรวจวิเคราะห์ค่าโลหะหนักในน้ำ ในตะกอนดิน และในน้ำประปาหมู่บ้าน พบว่ามีค่าเป็นไปตามมาตรฐาน ไม่พบค่าเกินมาตรฐานที่อันตราย 

“ตั้งแต่เราติดตามตรวจสอบมา น้ำของกระบุรีตั้งแต่จุดที่กระนัย และคลองยูงมาเจอกัน ความขุ่นตั้งแต่ 50 NTU จนถึง 200 NTU แล้วแต่ฤดูกาล ระดับความขุ่นเราเทียบกับคลองกระนัย ฝั่งประเทศไทย ซึ่งเราเจอความขุ่น 10 NTU ไม่เกิน 20 NTU น้ำใสมาก ล่าสุดในฤดูฝนความขุ่นอยู่ที่ 89 NTU ก็ยังถือว่าขุ่นสำหรับระบบนิเวศ หรือสัตว์น้ำ ถ้าเราต้องการแก้ปัญหาก็ต้องมองตัวเลขที่ 20-40 NTU แต่ตอนนี้มันเกินกว่าที่เราตั้งเป้าว่าควรจะเป็น” 

ขณะที่ตัวแทนจาก กอ.รมน.จว.ระนอง รายงานการตรวจพบสาเหตุมาจากการทำเหมืองแร่ในกิ่งอำเภอเขม่าจี ประเทศเมียนมา พบแคดเมียมเกินค่ามาตรฐานในตะกอนดิน  

ทั้งนี้ที่ประชุมได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อนจำนวน 4 มาตรการ คือ1.มาตรการต้นทาง ขอความร่วมมือบริษัทผู้นำเข้าแร่ จำนวน 5 บริษัท ประสานเหมืองต้นทางให้จัดทำระบบรวบรวมน้ำเสียและบ่อดักตะกอน เพื่อบำบัดน้ำก่อนปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ 2. มาตรการควบคุมการตรวจสอบ ยกระดับเกณฑ์ควบคุมการนำเข้าแร่ ผ่านกลไกใบรับรองสิ่งแวดล้อม บูรณาการข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมร่วมกับระบบของศุลกากร เพื่อตรวจสอบย้อนกลับไปยังที่มาของแร่ เพื่อจำกัดการนำเข้าแร่ที่ก่อมลพิษ 3. มาตรการระดับพื้นที่ เตรียมจัดตั้งกลไกคณะกรรมการระดับจังหวัด โดยมี ผวจ.ระนอง เป็นประธาน เพื่อติดตามรายงานข้อมูลข้อเท็จจริงแก่ผู้นำชุมชนและประชาชน 4. กรอบเวลาและเป้าหมาย กำหนดการประชุมติดตาม โดยตั้งเป้าหมายเร่งด่วน ลดความขุ่นของน้ำจาก 212 NTU ให้เหลือ 180 NTU ภายใน 2 เดือน พร้อมจัดหาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อบรรเทาทุกข์ของประชาชน 

นอกจากนี้ในส่วนฝ่ายความมั่นคงได้ประสานงานไปยังหน่วยงานในพื้นที่เกาะสอง และกรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมา ซึ่งมีอำนาจตัดสินใจ เพื่อให้ตรวจสอบการขออนุญาตการทำเหมืองแร่ว่าตรงตามมาตรฐานสากลหรือไม่ และให้ประสานไปยังผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องในการทำเหมืองแร่ ในการควบคุมน้ำเสียจากการทำเหมืองแร่ และขอความร่วมมือในการกำกับดูแลการบำบัดน้ำเสียก่อนระบายลงสู่แม่น้ำกระบุรี ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการ  

ในที่ประชุมยังได้รับข้อมูลเบื้องต้นว่ารัฐบาลเมียนมาไม่มีนโยบายส่งออกแร่ ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในพื้นที่ชนกลุ่มน้อย เขตปกครองของรัฐกะเหรี่ยง ในส่วนบริษัทผลิตแร่มีจำนวน 5 บริษัท เส้นทางในการขนส่งแร่ผ่านท่าเรือระนอง ท่าเรือแหลมฉบัง และปลายทางประเทศจีน  

ตัวแทนประมงจังหวัด กล่าวว่า ทางประมงจังหวัดได้เสนอโครงการไปยังกรมประมงในการตรวจสอบสารตกค้าง ปรอท แคดเมี่ยม ตะกั่ว สารหนู ถ้าได้รับงบประมาณจะดำเนินการในปี 2570-2574 โดยดำเนินการทุก 3 เดือน 

นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งแรก จึงมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการ และรายงานให้ทราบ ดังนี้ 1. สคพ.ที่ 15 และประมงจังหวัดระนอง ตรวจวัดคุณภาพน้ำแม่น้ำกระบุรี โดยให้ ทสจ. ติดตามเป็นระยะๆ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ 2. ฝ่ายความมั่นคง หน่วยเฉพาะกิจรัตนรังสรรค์ กองพันทหารราบ ประสานงานกับประเทศเมียนมาในการแก้ไขปัญหา 3. อบต.ปากจั่น จัดหาและจัดการแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคสำรอง เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้ประชาชน 4. สาธารณสุขจังหวัดติดตามสุขภาพ และสุขอนามัยของประชาชน 5. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ในฐานะเลขานุการ เป็นผู้ประสานงานกลาง โดยให้มีการประชุม 4 เดือนครั้ง 

อนึ่งจังหวัดระนองได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานชุดนี้เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2569 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดระนองเป็นประธานคณะทำงาน มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดด้านความมั่นคงเป็นคณะทำงาน รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ ทหาร กอ.รมน. อบจ. อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้แทนภาคประชาชน