Search

ราคาสินค้าในพม่าพุ่งกระฉูด “โมฮิงงา”อาหารเช้ายอดนิยมเพิ่มจากชามละ 8 บาทเป็น 35 บาทตั้งแต่รัฐประหาร-ขาดแคลนยาอย่างหนัก “มินอ่องหล่าย”อ้างความผิดของฝ่ายต่อต้านทำลายเศรษฐกิจชาติ

สำนักข่าว Irrawaddy รายงานเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ว่า ราคาสินค้าจำเป็นขั้นพื้นฐาน เช่น ข้าว น้ำมันพืชและไข่ พุ่งสูงขึ้นถึง 3-8 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การรัฐประหารในพม่า เนื่องจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาดเรื้อรังของระบอบการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจทางทหาร ซึ่งความพยายามลดการใช้จ่ายเงินตราต่างประเทศ การจำกัดการนำเข้าสินค้าจำเป็น รวมถึงยาอย่างเข้มงวดของรัฐบาลทหารพม่านำโดยพลเอกมินอ่องหล่ายที่กำลังขาดแคลนเงินสด เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการขาดแคลนและราคาสินค้าจำเป็นได้พุ่งสูงขึ้น ยกตัวอย่างอาหารเช้าประจำชาติของพม่าคือโมฮิงงา (คล้ายขนมจีนน้ำยาปลา) ราคาได้พุ่งสูงขึ้นกว่าถึง 4 เท่า จากประมาณ 1,000 จั๊ต (ประมาณ 8 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินในตลาดมืด)ในปี 2564 เพิ่มเป็น 4,500 จั๊ต (35 บาท) ทำให้ชาวพม่าหลายคนไม่สามารถซื้อได้

ในขณะเดียวกันค่าแรงขั้นต่ำถูกตรึงไว้ที่วันละ 4,800 จั๊ต (ประมาณ 37 บาท) ตั้งแต่ปี 2561 โดยมีค่าเบี้ยเลี้ยงรายวันเพิ่มเติมอีก 3,000 จั๊ต (ประมาณ 23 บาท) หลังการรัฐประหาร การสูญเสียความเชื่อมั่นทำให้ค่าเงินจั๊ตอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐและทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากผู้มีฐานะดีจำนวนมากนำเงินไปฝากไว้ที่ต่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนในตลาดดอลลาร์พุ่งสูงกว่า 4,500 จั๊ต แม้ว่ารัฐบาลจะตรึงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ระดับ 3,360 จั๊ต ซึ่งเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรมชาติ โดยราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นถึง 10 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน

ขณะที่พลเอกมินอ่องหล่าย ผู้นำรัฐประหาร เคยให้คำมั่นว่าจะพัฒนาเศรษฐกิจภายใน 100 วัน หลังจากแต่งตั้งตนเองเป็นประธานาธิบดีเมื่อต้นปีนี้ แต่กลับยอมรับความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้

“ใช่แล้ว ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นจริง ๆ” เขากล่าวในการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการพัฒนาการเกษตรที่กรุงเนปีดอว์เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่า พลเอกมินอ่องหล่ายจะโทษผู้ผลิตว่าเกียจคร้านและเป็นสาเหตุของการขาดแคลนสินค้า

“ราคาสินค้าประเภทเนื้อสัตว์และปลาสูงขึ้นเนื่องจากการผลิตไม่เพียงพอ” เขากล่าวอ้าง และในขณะที่เขายอมรับว่าต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากค่าขนส่ง ค่าเชื้อเพลิงและค่าแรงที่สูงขึ้น เขากลับโทษด่านตรวจบนถนนที่ตั้งขึ้นโดยกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ และการต่อต้านในพื้นที่ห่างไกลว่าเป็นสาเหตุของการหยุดชะงักของระบบการผลิตและการดำเนินงานได้อย่างปกติ

“มีประตูผิดกฎหมายจำนวนมากทั่วประเทศ และนั่นทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น” พลเอกมินอ่องหล่ายกล่าว แต่ในความเป็นจริง คนขับรถบรรทุกรายงานว่ามีด่านตรวจของรัฐบาลทหารพม่าไม่ต่ำกว่า 70 แห่ง ตามทางหลวงย่างกุ้ง-มัณฑะเลย์ทั้งสายเก่าและสายใหม่ และยังมีอีกหลายแห่งตามเส้นทางการค้าเมืองเมียวดี ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญจากประเทศไทย แต่ละด่านเรียกเก็บเงินจากคนขับรถที่ผ่านไปมาหลายหมื่นถึงหลายล้านจั๊ต

ทั้งนี้มีรายงานว่า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ราคาข้าว น้ำมันปาล์ม ไข่ และผักบุ้งเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า ทำให้ความยากลำบากของประชาชนทั่วไปทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเองก็พุ่งสูงขึ้นถึง 6 เท่าตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร สถานการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้นกับยาพื้นฐานท่ามกลางมาตรการจำกัดการนำเข้าที่รัฐบาลกำหนด ทำให้ยาที่ผลิตจากต่างประเทศหลายชนิดหาซื้อไม่ได้
ขณะที่มินอ่องหล่ายยืนยันว่าความผิดอยู่ที่ประชาชนชาวพม่าเอง “ถ้าประเทศไม่มีรายได้ เราก็ไม่สามารถนำเข้าจากต่างประเทศได้ คุณจะเอาแต่ตะโกนโดยไม่ลงมือทำงานไม่ได้” มินอ่องหล่ายกล่าว

อีกด้านหนึ่ง สื่อท้องถิ่น Network Media Group รายงานว่า ยาต้านไวรัส ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยับยั้งเชื้อ HIV และป้องกันโรคเอดส์ได้ขาดแคลนอย่างหนักในรัฐคะฉิ่นเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา แม้ทางโรงพยายาลรัฐจะสามารถแจกจ่ายให้กับผู้ป่วยในเมืองมิตจีนาและเมืองไวหม่อได้อีกครั้งเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปริมาณยายังคงมีจำกัดอย่างมาก ทำให้ผู้ป่วยวิตกกังวลถึงการขาดแคลนยาในอนาคตอันใกล้ การขาดแคลนยาต้านไวรัสนี้สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางอาวุธที่ยังคงดำเนินอยู่ การปิดล้อมทางทหาร และการหยุดชะงักด้านโลจิสติกส์อย่างรุนแรง โดยในรัฐคะฉิ่น มีประชาชนเกือบ 28,000 คนที่ต้องพึ่งพาการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี (ART)