
เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กทม. ในงานสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่น้ำโขง-อาเซียน 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นวันที่สอง เครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง จัดเสวนาหัวข้อ “36 ปีเขื่อนปากมูล : บทเรียนสู่อนาคตของแม่น้ำโขงที่ยังถูกกั้น” ดำเนินการโดย ไพรินทร์ เสาะสาย จากมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ์
นางสมปอง เวียงจันทร์ หรือ “แม่สมปอง”แกนนำสมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูน จ.อุบลราชธานี กล่าวถึงการต่อสู้ว่า จุดเริ่มต้นเครือข่ายคนหาปลากว่าหมื่นคนในอดีตคัดค้านเขื่อนกั้นลำน้ำมูนและแม่น้ำโขง โดยเฉพาะปัญหาเขื่อนสูงที่ขวางเส้นทางของปลา ชาวบ้านจึงรวมตัวกันกว่า 5 พันคนปักหลักชุมนุมกดดันที่ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี และผลักดันให้รัฐยอมจ่ายค่าชดเชยบ้านและทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจากหลักหมื่นเป็น 155,000 บาท รวมถึงเรียกร้องให้ใช้เอกสารข้อตกลงเป็น “ภาษาไทย” เพื่อให้ชาวบ้านตรวจสอบและเข้าใจสิทธิ์ของตนเองได้อย่างแท้จริง จากความสำเร็จในการต่อสู้เป็นระยะ ๆ นำไปสู่การรวมตัวขยายเครือข่ายครั้งใหญ่และก่อตั้งสมัชชาคนจน ในปี พ.ศ. 2538
นางสมปองกล่าวว่า ช่วงเวลาดังกล่าวมีการใช้พลังมวลชนเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้น ปักหลักชุมนุมยาวนานถึง 99 วัน จนผลักดันให้เกิดมติคณะรัฐมนตรีเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งการชดเชยที่ดินรายละ 15 ไร่ และการเยียวยากรณีเขื่อนปากมูน เขื่อนสิรินธร ตลอดจนเขื่อนขนาดเล็กอื่น ๆ
“คนหาปลาว่าไม่ได้จำกัดแค่สมาชิกสมาคม แต่หมายถึงผู้ที่ทำอาชีพและร่วมขับเคลื่อนจริง มีความเชี่ยวชาญทั้งการพายเรือ รู้จักชื่อปลา และใช้เครื่องมือหาปลา นักวิชาการหรือบุคคลภายนอกที่เข้ามาทำงานร่วมกัน จะต้องเรียนรู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวบ้าน ไม่ใช่การวางแผนแทน เนื่องจากวิถีชีวิตในสายน้ำคือสิ่งที่คนหาปลาเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่สุด” นางสมปอง กล่าว
นางสมปอง กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเป้าหมายสของเครือข่ายคือการผลักดันนโยบาย เปิดเขื่อนตลอดไป เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและวิถีชีวิตอาชีพหาปลาให้กลับคืนมา พวกตนคัดค้านการสร้างเขื่อนใหม่เพิ่มทั้งในแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูล โดยนำองค์ความรู้และประสบการณ์จริงจากการต่อสู้ยาวนานมาเป็นเกราะป้องกันปัญหาผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนในอนาคต
น.ส.สดใส สร่างโศรก ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง กล่าวว่า บทเรียนครบรอบ 36 ปี ของผลกระทบจากเขื่อนปากมูน ได้สะท้อนความล้มเหลวของการพัฒนาพลังงานที่ซ่อนต้นทุนความสูญเสียทางระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชนไว้เบื้องหลัง โครงการเขื่อนใหม่ในอนาคตที่อาจซ้ำรอยหายนะให้แก่คนอีสาน คนในพื้นที่ลุ่มน้ำมูนต้องกลางเป็นเครื่องสังเวยให้กับพัฒนาพลังงานของประเทศ ทั้งการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูลไม่มีความเป็นธรรมและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่น การจ่ายค่าชดเชยในช่วง 3 ปีของการก่อสร้างเพียงปีละ 30,000 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการชดเชยรายได้ที่สูญเสียไป ขณะที่ตลาดปลาท้องถิ่นและปริมาณปลาในแม่น้ำลดลงฮวบกว่าร้อยละ 50 สะท้อนให้เห็นว่าภาพฝันของพลังงานสะอาด ได้สร้างความยากลำบากและความเหลื่อมล้ำให้แก่ชาวบ้านมากกว่าเดิม
น.ส.สดใส กล่าวว่า นอกจากนี้ ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่เขื่อนปากมูล แต่ได้เชื่อมโยงกับระบบนิเวศขนาดใหญ่ทั้งแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา ส่งผลกระทบจากโครงการเขื่อนในอนาคต เช่น เขื่อนภูงอย ในประเทศลาว ที่ห่างจากปากมูลราว 50-60 กิโลเมตร ซึ่งมีแผนกักเก็บน้ำระยะทางกว่า 90 กิโลเมตร และอาจส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมถาวรในพื้นที่รับน้ำคือจังหวัดอุบลราชธานี ทำให้น้ำจากแม่น้ำมูนและแม่น้ำชีไม่สามารถระบายลงสู่แม่น้ำโขงได้
นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายพลังงานและลุ่มน้ำโขง กล่าวว่า จุดเปลี่ยนสำคัญในการลงทุนสร้างเขื่อนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งเริ่มต้นจากบทเรียนจากเขื่อนปากมูนที่มีการต่อต้านอย่างรุนแรงจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ทำให้ธนาคารโลก (World Bank) ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์โดยข้ามไปผลักดันให้ สปป. ลาว ซึ่งมีศักยภาพสูงในการสร้างเขื่อนกลายเป็นฐานการผลิตไฟฟ้าเพื่อส่งออกได้หลายหมื่นเมกะวัตต์ แม้ในขณะนั้นลาวจะไม่ได้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงและไม่มีเครดิตเพียงพอ เพื่อข้ามข้อจำกัดนี้ ธนาคารโลกได้สร้างระบบตลาดและการลงทุนขึ้นมาใหม่ โดยผลักดันให้ลาวออกกฎหมายเปิดรับสัมปทานจากเอกชนต่างชาติเป็นระยะเวลา 25-30 ปี พร้อมกับสร้างกลไกการรับซื้อไฟฟ้าผ่านสัญญา Power Purchase Agreement (PPA) และดึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้ามาเป็นผู้ซื้อไฟฟ้ารายใหญ่ เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้ในประเทศที่ไม่มีเครดิต ธนาคารโลกจึงใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น กลไก MIGA เพื่อค้ำประกันความเสี่ยงจากการที่รัฐบาลลาวอาจเข้ายึดกิจการ
นายวิฑูรย์กล่าวว่า ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ผู้ให้กู้ยังได้รับหลักประกันผ่านระบบบัญชีตัวแทนหรือ Escrow Account ซึ่งกำหนดให้ กฟผ. ต้องโอนเงินค่าไฟฟ้าเข้าบัญชีดังกล่าวเพื่อหักชำระหนี้และดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารก่อนจะส่งเงินส่วนที่เหลือไปยังรัฐบาลลาว โดยมีโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 ขนาด 1,775 เมกะวัตต์ บนพื้นที่ราบสูงบอละเวนเป็นโครงการนำร่อง (Sandbox) แม้โครงการนี้จะมีความพยายามสร้างกลไกที่ซับซ้อน เช่น คณะกรรมการตรวจสอบอิสระ (Inspection Panel) และมาตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ในทางปฏิบัติกลับยังคงประสบปัญหาทั้งเรื่องการลักลอบตัดไม้พยุงและการบริหารจัดการน้ำที่ต้องสร้างเขื่อนย่อยเพิ่มเติม
“เมื่อโครงการเขื่อนอื่นๆ ในลุ่มน้ำโขงทยอยตามมา กลุ่มทุนไทยและธนาคารพาณิชย์กลับมองว่ามาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการตรวจสอบของธนาคารโลกเป็นเรื่องที่เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น ส่งผลให้โครงการในระยะหลังพากันตัดขั้นตอนตรวจสอบเหล่านี้ทิ้ง เหลือไว้เพียงกลไกการประกันความเสี่ยงและการันตีรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ Take-or-Pay ที่ทำให้กลุ่มทุนและธนาคารได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ท่ามกลางเสียงสะท้อนว่ากระบวนการเหล่านี้ท้ายที่สุดแล้วกลับกลายเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนจนทำให้เขื่อนในแม่น้ำโขงขยายตัวอย่างก้าวกระโดด”ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ กล่าว
————-