Search

มช ลุยเก็บข้อมูล-ตรวจสารปนเปื้อนแม่น้ำกกทั้งระบบ-ขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน “นรเศรษฐ์”หารือ “ยศชนัน”สร้างฐานข้อมูลคืนสู่ประชาชน-เป็นหลังพิงไว้เจรจากับพม่า

เมื่อวันที่ 24 กันยายน รศ.ดร.ชิตชล ผลารักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างในลุ่มน้ำกกระหว่างวันที่ 20-22 กันยายน ภายใต้โครงการวิจัย CMU Riverwatch “ขับเคลื่อนงานวิจัยบูรณาการ สู่การจัดการปัญหาสารปนเปื้อนโลหะหนักในลุ่มน้ำกก เชื่อมวิทยาศาสตร์ ชุมชน และนโยบาย เพื่อสร้างทางออกที่ตอบโจทย์พื้นที่อย่างยั่งยืน” โดยระบุว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปสถานการณ์การปนเปื้อนทั้งในภาคเกษตรและประมง เนื่องจากเพิ่งเก็บตัวอย่างและอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ

รศ.ดร.ชิตชล กล่าวว่า การลงพื้นที่รอบล่าสุดเก็บตัวอย่างตั้งแต่บริเวณท่าตอนและ ฝายเชียงราย ไปจนถึงเชียงแสน ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำกกไหลลงสู่แม่น้ำโขง โดยเก็บทั้งน้ำผิวดิน ตะกอน สัตว์น้ำ และพืชน้ำบางชนิด ขณะเดียวกันยังมีการเก็บตัวอย่างจากแม่น้ำสาขา เช่น แม่น้ำลาง เพื่อใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบ สำหรับสัตว์น้ำ ทีมวิจัยเก็บตัวอย่างปลา กุ้ง และหอยในบางพื้นที่ โดยเฉพาะสัตว์น้ำที่อาศัยบริเวณหน้าดิน ซึ่งนักวิจัยให้ความสนใจเนื่องจากมีความใกล้ชิดกับตะกอน ขณะเดียวกันการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการจะพิจารณาทั้งระดับการสะสมของโลหะหนักในสัตว์น้ำ และตรวจสอบความผิดปกติทางกายภาพ เช่น เหงือกหรือเนื้อเยื่อที่อาจสะท้อนผลกระทบจากสภาพแวดล้อม

“จากการสังเกตระหว่างการลงพื้นที่ครั้งล่าสุดยังไม่พบปลาที่มีบาดแผลหรือความผิดปกติทางผิวหนังอย่างที่เคยมีรายงานข่าวก่อนหน้านี้ โดยเราพบทั้งปลาเกล็ด ปลาไม่มีเกล็ด และกุ้ง ไม่พบความผิดปกติภายนอกแต่ไม่ได้หมายความว่าสัตว์น้ำจะไม่มีการสะสมของโลหะหนัก เวลาที่สะสม มันไม่ได้แสดงอาการก็มี คือผิวหนังไม่พุพอง ไม่เป็นแผล แต่สะสม เราจึงจำเป็นต้องรอผลการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการก่อน จึงจะสามารถประเมินได้ว่าสัตว์น้ำแต่ละชนิดมีการสะสมสารปนเปื้อนมากน้อยเพียงใด” อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา กล่าว

รศ.ดร.ชิตชล กล่าวว่า ส่วนในประเด็นพืชริมแม่น้ำกก จากการลงพื้นที่พบแปลงเกษตรหลายแห่งอยู่ติดกับแม่น้ำ และบางพื้นที่มีการสูบน้ำจากแม่น้ำกกขึ้นมาใช้รดพืช ซึ่งความสามารถในการดูดซับและสะสมโลหะหนักของพืชแตกต่างกันไปตามชนิดของพืช จากประสบการณ์การศึกษาการสะสมแคดเมียมในพื้นที่แม่สอดที่ผ่านมา พบการสะสมในเมล็ดข้าวในระดับที่น่าสนใจ ขณะที่พืชผักที่ใช้น้ำจากแหล่งที่อาจมีสารปนเปื้อนสามารถรับสารผ่านทั้งรากและส่วนใบ โดยเฉพาะพืชประเภทหัวที่อาจมีการสะสมในส่วนที่นำมาบริโภค

“หากในอนาคตมีข้อเสนอให้เกษตรกรเปลี่ยนชนิดพืชเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากโลหะหนัก ก็ยังไม่ควรรีบระบุว่าควรปลูกพืชชนิดใด จนกว่าผลวิเคราะห์จะออกมา โดยอาจพิจารณาจำแนกในระดับ ประเภทของพืช เช่น พืชกินใบ พืชกินหัว หรือพืชกินผล ก่อนจะนำข้อมูลไปกำหนดแนวทางที่เหมาะสมกับพื้นที่ ซึ่งจากการสังเกตพื้นที่เกษตรริมแม่น้ำกก หลายแปลงมีการจัดทำเป็นแปลงเพาะปลูกอย่างเป็นระบบ มีการพรวนดินและทำคันแปลง และมีพื้นที่ทอดยาวไปตามแนวแม่น้ำ จึงคาดว่าอาจเป็นพื้นที่เกษตรเพื่อการจำหน่าย แต่ยังไม่ได้พูดคุยกับเกษตรกรเพื่อยืนยันข้อมูลดังกล่าว” รศ.ดร.ชิตชล กล่าว

อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา มช. กล่าวว่า สารเคมีทางการเกษตร เช่น สารกำจัดศัตรูพืช สารกำจัดวัชพืช และสารกำจัดแมลง เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดผลการตรวจคาดเคลื่อน และอาจสะสมในพื้นที่เกษตรและส่งผลต่อการตีความข้อมูลการปนเปื้อน จึงจำเป็นต้องมีพื้นที่เปรียบเทียบที่ไม่ได้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหรืออยู่ในบริบทเดียวกัน

ด้านนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้โพสต์ข้อความว่า ในวันเดียวกันนี้ได้พา กมธ.เข้าพบ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหารือกันคือเรื่อง “แม่น้ำกก”ซึ่งตนและกมธ.ติดตามมานานและยิ่งตาม ยิ่งรู้สึกว่าปัญหาของแม่น้ำกกไม่ได้มีแค่เรื่อง “สารหนู” ที่มาจากเหมืองเถื่อนในประเทศเพื่อนบ้านที่เราพยายามหาทางแก้ปัญหาที่ต้นทางอยู่ แต่มีอีกปัญหาระหว่างเหตุที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “เรื่องข้อมูล”

“วันนี้เรามีข้อมูลจากหลายหน่วยงาน มีนักวิจัยหลายทีมลงพื้นที่ มีการเก็บตัวอย่างน้ำ ดิน ตะกอน และผลผลิตทางการเกษตร แต่สำหรับชาวบ้าน คำถามต่างๆ ยังคงอยู่ว่าน้ำที่อยู่ตรงหน้าปลอดภัยไหม ปลาที่จับมากินได้หรือเปล่า ผลผลิตที่ปลูกอยู่มีความเสี่ยงแค่ไหน แล้วสารที่ตรวจพบในร่างกาย มาจากไหนกันแน่

คำถามเหล่านี้ตอบด้วยความรู้สึกไม่ได้ แต่ต้องตอบด้วยวิทยาศาสตร์”นายนรเศรษฐ์ระบุ

ประธาน กมธ.ฯกล่าวว่า ตนและศ.ยศชนันได้หารือกันว่า งานที่เราควรเดินหน้าต่ออย่างจริงจังคือการสร้าง “ฐานข้อมูล” ที่แม่นยำและเป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะการสร้างแดชบอร์ด(จอแสดงผลข้อมูล)ที่ชาวบ้านสามารถติดตามและประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าได้ด้วยตัวเองเพราะปัจจุบันการตรวจน้ำบอกว่าสารหนู เกินหรือไม่เกินมาตรฐานนั้นไม่เพียงพอ และต้องพยายามสร้างระบบที่เตือนให้ชุมชนรู้ล่วงหน้าว่าช่วงไหนเป็นช่วงอันตรายที่ต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือใช้น้ำจากแม่น้ำกก ที่ผ่านมามีงานศึกษาที่พอจะเห็นความสัมพันธ์ชัดเจนระหว่างความขุ่นของน้ำกับปริมาณสารพิษในแม่น้ำกก จึงทำให้แนวคิดเรื่องการใช้ดาวเทียมมอนิเตอร์เพื่อเตือนความเสี่ยงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

“ศ.ยศชนัน ได้รับเรื่องนี้และยืนยันว่า อว. พร้อมสนับสนุนงานวิจัย รวมถึงสามารถใช้กลไกงบประมาณวิจัยเร่งด่วนของ สกสว. เข้ามาช่วยได้ แต่สิ่งที่ตนชอบในการคุยกันในวันนี้คือเราไม่ได้มองงานวิจัย”เป็นแค่งานของนักวิชาการ แต่ต้องมองเป็นหลังพิงในเวลาที่ประเทศไทยต้องไปคุยกับประเทศต้นทางข้อมูลนั้นต้องหนักแน่นพอ ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มากพอ และได้รับการยอมรับมากพอที่อีกฝ่ายจะปฏิเสธได้ยาก ถ้าเราพิสูจน์ที่มาของสารปนเปื้อนได้ชัดเจน งานวิจัยเหล่านี้ก็จะกลายเป็น หลังพิงให้รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศใช้เจรจากับประเทศต้นทาง รวมถึงยกระดับปัญหานี้ไปสู่เวทีระหว่างประเทศ”นายนรเศรษฐระบุ

ประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯกล่าวว่า อีกด้านหนึ่งคิดว่าสำคัญยิ่งกว่าคือข้อมูลเหล่านี้ต้องกลับมาหาประชาชนเพราะคนที่ต้องอยู่กับแม่น้ำทุกวัน ไม่ใช่ตนหรือนายยศชนัน หรือนักวิจัยในห้องแล็บ หรือข้าราชการในกรุงเทพฯ แต่คือชาวบ้านริมแม่น้ำกก ดังนั้นถ้ามีข้อมูลจากงานวิจัย ข้อมูลคุณภาพน้ำ และข้อมูลจากดาวเทียมอยู่แล้ว น่าจะเอาข้อมูลทั้งหมดนี้มารวมกัน ทำเป็นระบบเตือนภัยหรือ Dashboard ที่ประชาชนเปิดดูเองได้ โดยมีข้อเสนอให้ GISTDA เข้ามาเป็นเจ้าภาพหลัก ทำงานร่วมกับทีมนักวิจัย