Search

มติเอกฉันท์ประชาคมหมู่บ้านทียาเพอ“ไม่เอาเหมืองแร่”หลังเอกชนเตรียมเดินหน้า-ชุมชนหวั่นสารพิษหลังตรวจพบน้ำปนเปื้อนโลหะหนัก-นายอำเภอเห็นชอบตามเสียงส่วนใหญ่-ผู้ประกอบการเหมืองโอดยังลังเลเดินหน้าต่อหรือไม่

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ณ หมู่บ้านทียาเพอ หมู่ 8 ต.สบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน คณะกรรมการหมู่บ้าน ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน คณะครู/นักเรียน ผู้แทนกลุ่มสตรีและเยาวชน และชาวบ้านทียาเพอ ได้ร่วมกันจัดประชุมเรื่องน้ำ สุขภาพและการจัดการความเสี่ยงของชุมชน ซึ่งมีประเด็นสำคัญคือกรณีที่บริษัทเอกชนได้นำรถแบคโฮเข้ามาเกลี่ยพื้นที่เพื่อเตรียมเดินหน้าทำเหมืองแร่วุลแฟรมและซีไลต์ โดยมีนายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย เข้าร่วมด้วย

ทั้งนี้ในที่ประชุมได้มีการให้ความรู้เกี่ยวกับสารหนูรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสารโลหะหนักเนื่องจากลำห้วยที่ชาวบ้านใช้น้ำมีการตรวจพบสารหนูที่เกินค่ามาตรฐานถึง 16 เท่า และเมื่อมีการตรวจปัสสาวะชาวบ้านก็พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานเช่นกัน ชุมชนบ้านทิยาเพอกำลังเจอปัญหาสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำและในร่างกาย และมีการนำรถแบคโฮเข้ามาไถทางและเปิดหน้าดิน โดยที่ชาวบ้านไม่เคยรู้ข้อมูลมาก่อน ไม่มีหน่วยงานไหนลงมาชี้แจงกับชุมชน ทำให้ชาวบ้านกังวลใจและไม่อยากให้มีเหมือง

ขณะที่นายคำผัน นายอำเภอสบเมยและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลสบเมย ได้ชี้แจงถึงการเข้ามาดำเนินกิจกรรมให้มีการรับฟังเสียงประชาชนและทำประชาคมโดยยึดเอาเสียงของประชาชนเป็นหลัก

ในที่ประชุมชาวบ้านยังได้สะท้อนว่า ที่ผ่านมาต้องซื้อน้ำมาดื่มจากในเมือง และหาแหล่งน้ำใหม่ โดยไม่รู้ว่าสาเหตุการปนเปื้อนสารโลหะหนักในลำห้วยมาจากอะไร มีการวางแผนเปลี่ยนสายน้ำที่นำน้ำมาใช้ โดยองค์การบริหารส่วนตำบลสบเมย มูลนิธิด้านศาสนาร่วมกันวางแผนดำเนินการ แต่ชาวบ้านกังวลหากมีการดำเนินกิจการเหมืองแร่จะไม่มีน้ำที่สะอาดใช้

ทั้งนี้จากการหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในที่ประชุม ประชาชนและผู้นำชุมชนในพื้นที่ได้แสดงจุดยืนร่วมกันว่า ไม่เห็นด้วยกับการทำเหมืองแร่ในพื้นที่บ้านทียาเพอ เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อแหล่งน้ำ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในชุมชน 

ภายหลังจากการหารือนายอำเภอสบเมยได้ให้ที่ประชุมทำประชาคม โดยมีมติร่วมกัน 3 ข้อ 1. ไม่เห็นด้วยกับการนำมติหรือแนวทางเดิม(กรณีให้มีการทำเหมืองแร่)ตั้งแต่ปี 2550 มาบังคับใช้เพราะนานแล้วซึ่งไม่เป็นปัจจุบัน 2. เห็นด้วยให้จัดทำกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและทำประชาคมผู้มีส่วนได้เสียใหม่ทั้งหมดให้เป็นปัจจุบัน 3. มีมติเอกฉันท์ “ไม่เห็นด้วย” กับการเข้ามาดำเนินกิจการเหมืองแร่ในพื้นที่และขอให้ยุติและชะลอการดำเนินกิจกรรมโดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ น้ำ สุขภาพของชาวบ้าน

นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้ยื่นหนังสือต่อนายอำเภอเพื่อคัดค้านการดำเนินกิจการเหมืองแร่ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีจุดประสงค์ให้หน่วยงานตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่บางส่วนไม่เคยได้รับข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าวอย่างชัดเจน และไม่เคยมีโอกาสพบหรือพูดคุยกับเจ้าของหรือผู้มีอำนาจของบริษัทโดยตรง อีกทั้งประชาชนเห็นว่าตนเองไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆอย่างเพียงพอ

นายมานพ เพ็ญเดือนงาม นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)สบเมย  กล่าวว่า วันนี้ได้เข้าร่วมประชุมในพื้นที่ซึ่งข้อร้องเรียนของชาวบ้านมีความกังวลเรื่องสารปนเปื้อนอยากให้มีการปิดเหมือง ไม่อยากให้ดำเนินการต่อ การประชุมวันนี้มีมติอย่างไรก็จะได้ส่งหนังสือและบันทึกการประชุมทั้งหมดให้นายอำเภอสบเมย  

เมื่อถามว่าการที่นายก อบต.สบเมย มีรายชื่อเข้าไปเป็นคณะกรรมการมวลชนสัมพันธ์ ทางผู้ประกอบได้แจ้งให้ทราบหรือไม่ นายมานพ กล่าวว่ารายละเอียดทั้งหมดขั้นตอนอะไรเป็นอย่างไรอยู่ในบันทึกการประชุมวันนี้

“ผมเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ยึดผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน การตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่พี่น้องประชาชน ผมได้ให้ข้อมูลมาตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ ผมคิดว่าการประชุมก็มีมติแล้ว ผู้ประกอบการก็คงรับทราบและหวังว่าจะยุติ” นายก อบต.สบเมย กล่าว

ด้านตัวแทนผู้ประกอบการที่ได้รับประทานบัตรเหมืองแร่ ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมของชาวบ้านวันนี้ไม่ทราบสาเหตุที่ชาวบ้านไม่สบายใจเรื่องอะไร ที่ได้ยินมาคือเป็นห่วงสารปนเปื้อนในน้ำ 

“กระบวนการผลิตมันอาจจะต่างจากแร่ประเภทอื่นที่เขาทำกันอยู่ แร่ตัวนี้ใช้น้ำในการแยก ใช้กราวิตี้ความถ่วงจำเพาะของแร่เป็นตัวแยก แร่ที่มันหนักกว่าดินและซัลไฟด์มันจะตกลงมาก่อนในอุปกรณ์ เราไม่ได้ใช้สารเคมีเข้าไปสกัดออกมา โอกาสที่จะมีสารตกค้างตรงนี้ เราก็เลยไม่เข้าใจ ชาวบ้านคงมองว่าแร่มันก็เหมือนๆกันหมด แต่จริงๆขั้นตอนมันต่างกัน เข้าใจว่าเมื่อเช้าตอนประชุม เราให้นักธรณีเข้าร่วมประชุมด้วย เขาก็น่าจะชี้แจงเรื่องนี้ได้” ตัวแทนผู้ประกอบการ กล่าว

เมื่อถามว่าข้อเรียกร้องของชาวบ้านในเวทีประชุมทางผู้ประกอบการจะรับฟังหรือเดินหน้าอย่างไรต่อไป ตัวแทนห้างหุ้นส่วนรายนี้กล่าวว่า ผู้ที่เข้าร่วมประชุมไม่ได้ส่งรายละเอียดมาให้ จึงไม่แน่ใจว่าทางผู้บริหารตัดสินใจอย่างไร

“ผมก็เป็นหุ้นส่วนแต่ผู้ที่ตัดสินใจเป็นอีกคนหนึ่งเพราะถือหุ้นรายใหญ่ ตอนที่ผมลงไปพูดคุยกับในพื้นที่ มีผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ชาวบ้านบางคนที่อยู่ในพื้นที่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ดังนั้นชาวบ้านที่เขาไม่ได้เข้ามาร่วม เขาก็คงไม่เข้าใจ” ตัวแทนผู้ประกอบการ กล่าว

ในขณะที่ตัวแทนหุ้นส่วนผู้จัดการอีกคนหนึ่ง กล่าวว่า กรณีที่ชาวบ้านกังวลเกี่ยวกับสารหนูปนเปื้อนในแหล่งน้ำชุมชนนั้นข้อเท็จจริงคือไม่มี เนื่องจากก่อนจะขอประทานบัตรมีการทำอีเอไอรายงานสิ่งแวดล้อมอย่างครบถ้วน ผ่านเวทีรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านมาตั้งแต่ 9 ปีแล้ว

“การจะได้ประทานบัตรต้องผ่านเวทีรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้าน ผ่านมา 9 ปีแล้ว มันนาน สำคัญที่สุดเลยคือต้องผ่านประชาคมหมู่บ้าน เหมืองนี้ที่ไม่ได้เปิดเพราะทางเข้าเหมืองต้องไปขออนุญาตป่าไม้ ก็ไปขอมาถูกต้องเพื่อที่จะเข้าไปทำ ก็ยังสงสัยว่าประทานบัตรเหลือเวลาอีกไม่ถึงปี สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.)อนุญาตให้เราเข้าไปทำ เราทำเหมืองเพื่อชุมชน ไม่ได้มีเจตนาที่จะลงทุนอะไร ให้ชาวบ้านเข้าไปทำแล้วเราก็ซื้อแร่” ผู้ประกอบการ กล่าว

“กว่าเราจะเปิดได้ต้องใช้เงินตั้ง 3-4 ล้านบาท แล้วเอาไปแสดงให้ สอจ.ดู เขาถึงจะเปิดเหมืองให้ กองทุนชาวบ้านทียาเพอ หากไม่สบายเราจะต้องจ่ายค่ารักษาให้ ถ้าเกิดจากการทำเหมือง เราพร้อมที่หยุดทำเหมืองทันที” ตัวแทนหุ้นส่วนผู้จัดการ กล่าว

เมื่อถามว่าข้อเรียกร้องของชาวบ้านที่ยื่นหนังสือถึงนายอำเภอสบเมย ผู้ประกอบการจะรับฟังหรือเดินหน้าต่อ ผู้ประกอบการเหมืองกล่าวว่า อยากเดินหน้าต่อแต่ก็ต้องปรึกษาหุ้นส่วนที่มอบอำนาจให้ไปจัดการกันก่อน

“ตอนนี้ผมอย่างไรก็ได้เพราะว่าเราก็มีค่าใช้จ่ายอะไรไปแล้ว ขอเวลาเราทำเหมืองอีกแค่ไม่ถึงปี ถ้าชาวบ้านเขาไม่พอใจ เราทำความเดือดร้อนให้ เราก็ไม่ทำ ก็ยังนึกเสียใจอยู่ว่าทำไม เหมืองเราก็จะเอาชาวบ้านเข้าไปทำ ได้แร่มาก็จะเอาเครื่องมือไปขุดให้ คุยกับเขาแล้วก็นึกว่าไม่มีปัญหาแต่พอเข้าไปมันก็มีปัญหาแบบนี้ อาจเพราะเราไม่ได้แจ้ง บอกแต่กำนันคนเดียว เห็นเขาจะขอให้ทำประปาชุมชน 4 แสนบาท เราก็บอกว่าเอาไปได้เลยขอให้ได้เปิดเหมืองเอาไปได้เลย ตอนนี้ก็ขอให้เราได้ปรึกษากันดูก่อน” หุ้นส่วนผู้จัดการกล่าว

————