
เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ภายในงานสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง–อาเซียน ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้มีเวที “Her Voice, Our Future: เสียงของเธอต้องถูกได้ยิน” โดยผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อม 5 คนจากไทยและลาว ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และข้อเสนอ เพื่อผลักดันให้ผู้หญิงมีสิทธิ มีเสียง และมีอำนาจตัดสินใจเรื่องสิ่งแวดล้อม
ไพเราะ สุจินพรหม จากสมาคมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม และ Nondsavanh จาก Green Community Volunteer ประเทศลาว ต่างสะท้อนประสบการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่า แม้ผู้หญิงจะมีความรู้และประสบการณ์จากการดูแลชุมชนและทรัพยากร แต่การจะเปล่งเสียงและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกลับไม่ใช่เรื่องง่าย โดยไพเราะเล่าถึงการทำงานกับชุมชนในภาคอีสานว่า “เมื่อผู้หญิงลุกขึ้นมาตั้งคำถามว่าโครงการผันน้ำโขงจะกระทบต่อชุมชนและพื้นที่เกษตรอย่างไร ก็ถูกโจมตีจากผู้เห็นต่างว่าเป็นผู้หญิงจะมีความรู้อะไร หรือเอาอะไรมาพูด”
ขณะที่ Nondsavanh ซึ่งทำงานกับกลุ่มผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมืองในลาว พบว่าในบางชุมชน ครอบครัวมักเลือกส่งผู้ชายไปโรงเรียนก่อน ทำให้ผู้หญิงเข้าถึงการศึกษาและข้อมูลได้น้อยกว่า และขาดความมั่นใจในการพูดถึงสิทธิของตนเอง จนเป็นมายาคติที่ว่า “ผู้หญิงควรเป็นผู้ฟัง”
วชิรญาณ์ วิรัชบุญญากร จากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น เล่าถึงชุมชนกะเบอะดินที่ร่วมคัดค้านโครงการเหมืองถ่านหินมานาน 7 ปี โดยทุกคนแบ่งบทบาทตามความถนัด และให้คุณค่ากับความรู้ของผู้หญิงที่มองเห็นผลกระทบต่อชุมชนอย่างรอบด้าน ทั้งอาหาร ที่ดิน น้ำ ความปลอดภัย และอนาคตของลูกหลาน ผู้หญิงจึงมีบทบาทสำคัญในการจัดทำข้อมูลชุมชน ทำ CHIA และตรวจสอบข้อมูล EIA ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ก่อนนำข้อมูลและหลักฐานเข้าสู่เวทีสาธารณะ กรณีนี้สะท้อนว่า เมื่อชุมชนเปิดพื้นที่และยอมรับความรู้ของผู้หญิง เสียงของพวกเธอก็สามารถกลายเป็นพลังในการปกป้องสิทธิและกำหนดอนาคตของชุมชน
ส่วนลาหมึทอ ดั่งแดนวิมาน ประธานเครือข่ายเยาวชนสาละวิน กล่าวว่า ผู้หญิงไม่ควรถูกคาดหวังให้เข้มแข็งเพียงลำพัง ชุมชน เครือข่าย และองค์กรที่ทำงานร่วมกับผู้หญิงควรเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น พร้อมเสริมสร้างศักยภาพและยืนเคียงข้างเมื่อพวกเธอออกมาส่งเสียง โดยเฉพาะเมื่อเผชิญการคุกคาม ต้องมีพื้นที่ปลอดภัยและกลไกที่พร้อมปกป้อง ขณะเดียวกัน กฎหมายและนโยบายควรรับรองให้ผู้หญิงเข้าถึงข้อมูล มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจในเรื่องที่กระทบต่อชีวิตและชุมชน รวมถึงเข้าถึงกลไกในการเรียกร้องและปกป้องสิทธิของตนเอง เพื่อให้เสียงของผู้หญิงนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
อรชา จันทร์เดช จากเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง กล่าวว่า สิทธิของประชาชนต้องได้รับการคุ้มครองตั้งแต่ระดับชุมชนถึงรัฐ โดยเฉพาะเมื่อโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ถูกผลักดันเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ คำถามสำคัญคือ ประชาชนมีทางเลือกอะไร และจะทำอย่างไรให้พวกเขารู้เท่าทันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและชุมชน
ชุมชนที่ได้รับผลกระทบต้องมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลอย่างรอบด้าน และมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจอย่างแท้จริง ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูล ไปจนถึงการแสดงความคิดเห็นและตรวจสอบโครงการ เพราะการพัฒนาที่ดีไม่ควรตั้งอยู่บนการแลกสิทธิของชุมชน แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้เสียงของผู้ได้รับผลกระทบมีความหมายต่ออนาคตของพวกเขาเอง
“เมื่อสิทธิของชุมชนได้รับการคุ้มครอง พื้นที่ของผู้หญิงก็ต้องได้รับการยอมรับเช่นกัน เพราะการปกป้องสิทธิและทรัพยากรของชุมชนไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากเสียงของผู้หญิงยังถูกมองข้าม คนที่พูดถึงปัญหาชุมชนและสิ่งแวดล้อมไม่ควรถูกทำให้เป็นผู้กระทำผิด ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมฯ ควรคุ้มครองผู้คนและชุมชน”อรชา กล่าว