Search

หลายบาดแผลร่วมสะท้อน “ชุมชนฟื้นฟูตัวเอง”หลังถูกการแย่งชิงทรัพยากร-ชาวบ้านคลิตี้เผยไม่เคยได้รับการเยียวยาจริงจังแม้ชนะคดี-เหมืองทองเลยยังคงเป็นภัยกับชุมชนแม้เลิกกิจการแล้ว 20ปี-นักวิชาการแนะทำฐานข้อมูลเบื้องต้นไว้

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ภายในงานสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่น้ำโขง-อาเซียน 2026 วันที่สอง ได้มีเวทีเสวนาในหัวข้อ “Healing the Mekong: ปฏิบัติการฟื้นฟูโดยผู้คนแห่งลุ่มน้ำโขง” เพื่อสะท้อนบาดแผลจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมเหมืองแร่ พร้อมชูแนวทางที่ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง

น.ส.เปรมฤดี ดาวเรือง ผู้ประสานงานโครงการเสวนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Rivers Network – SEARIN) กล่าวว่า จากที่มีการพูดคุยถึงความพยายามในการเยียวยาแม่น้ำโขง เช่น การจัดงาน ข้าวหอมดอกฮัง ที่จังหวัดสกลนคร สร้างความตื้นตันและความสามัคคี สิ่งสำคัญคือการตั้งคำถามถึงสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ว่าจะนำมาต่อยอดอย่างไรโดยไม่ได้หมายถึงการฟื้นฟูสิ่งที่สูญเสียไปจากการสร้างเขื่อนทั้งหมด แต่เป็นการดูว่าสิ่งที่ยังเหลืออยู่จะสามารถก้าวต่อไปได้อย่างไร เพราะแม่น้ำโขงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออาหาร ชีวิต วัฒนธรรม และความเชื่อของประชาชนริมฝั่งโขง

น.ส.ไพรินทร์ เสาะสาย จากมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ์ กล่าวถึงบาดแผลของแม่น้ำโขงว่า ภาพในอดีตที่แม่น้ำเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่และชีพจรหล่อเลี้ยงชีวิต ได้ถูกตัดขาดเนื่องจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำหลายแห่ง และถูกผูกมัดด้วยตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจอย่าง GDP นอกจากนี้ยังมีการปนเปื้อนสารเคมีจากการทำเหมืองแร่ทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตของชาวประมง และกลุ่มเปราะบางที่ต้องแบกรับภาระทางสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีทางเลือก

นายชลาลัย นาสวนสุวรรณ ตัวแทนชุมชนคลิตี้ล่าง จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวถึงวิกฤตมลพิษเหมืองตะกั่วว่า กิจการและบ่อกากแร่ได้ปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำห้วยคลิตี้ ส่งผลให้ชาวบ้านตรวจพบสารตะกั่วในเลือดสูง มีผู้ป่วยเรื้อรัง ระบบประสาทและสมองผิดปกติ และมีผู้เสียชีวิตในช่วงวิกฤต พ.ศ. 2531–2544 กว่า 27 ราย แม้ชุมชนจะต่อสู้ทางกฎหมายจนชนะคดีในศาลฎีกา แต่กลับประสบปัญหาความไม่โปร่งใสและข้อเสนอไม่เคยถูกบรรจุในแผนฟื้นฟูอย่างจริงจัง

นายชลาลัยกล่าวว่า ความล้มเหลวของมาตรการฟื้นฟูเฟสแรกงบประมาณเกือบ 500 ล้านบาทกลับซ้ำเติมความเดือดร้อน ขณะที่คดีแพ่งไม่สามารถเยียวยาได้จริงเพราะบริษัทล้มละลายและเจ้าของเสียชีวิต ปัจจุบันชุมชนกำลังผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อมเฉพาะด้านที่ยึดหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) อย่างเคร่งครัด

ขณะที่ น.ส.รจนา กองแสน ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน จังหวัดเลย กล่าวถึงผลกระทบจากเหมืองทองคำว่า พื้นที่ทำกินถูกปนเปื้อนสารไซยาไนด์และโลหะหนัก จนนำมาสู่การต่อสู้ทางกฎหมาย 27 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท แม้ศาลจะมีคำพิพากษาในปี 2561 ให้เยียวยาครอบครัวละ 140,000 บาท แต่บริษัทกลับประกาศล้มละลายทำให้เงินเยียวยากลายเป็นอากาศ แม้เหมืองจะปิดตัวมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ยังตรวจพบสารพิษตกค้างในร่างกายชาวบ้านในปริมาณที่สูงเกินค่ามาตรฐาน ขณะที่หน่วยงานรัฐไม่มีมาตรการรักษาที่ชัดเจน ทำให้ชาวบ้านต้องรวมตัวขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูชุมชน ด้วยตนเอง เช่น การปลูกป่าบนภูเขา

ด้าน แม่ผา กองธรรม ตัวแทนชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนราษีไศล กล่าวถึงเส้นทางการต่อสู้ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2538–2540 ว่า ประชาชนได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็น “สมาคมคนฮักบ้านเกิด” เพื่อสร้างเสาหลัก 3 ต้น ได้แก่ สมาคม ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง และกองทุนสวัสดิการชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด แนวทางการฟื้นฟูวิถีชีวิตและระบบนิเวศได้ผ่านการพึ่งพาตนเอง การอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน การทำเกษตรปลอดภัย และการสร้างตลาดสีเขียว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารจากภายในชุมชน

น.ส.ฉันชนก พุทธิไสย เยาวชนตัวแทนจากวิสาหกิจชุมชนข้าวหอมดอกฮัง จ.สกลนคร หรือกิจการ “บ้านข้าวแสงชะนก” กล่าวว่า กิจการดำเนินงานมากว่า 5 ปี ผ่านแนวคิดที่มุ่งเยียวยาระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตควบคู่กันไป แนวทางสำคัญของกลุ่มคือการฟื้นฟูนาโคกและป่าโคกผ่านการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองมากกว่า 300 สายพันธุ์ เพื่อคืนความหลากหลายทางชีวภาพให้กับผืนดิน พร้อมกันนี้ยังให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเปราะบางในชุมชนที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง ซึ่งต้องแบกรับภาระหนักจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง

ศ.ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้นำเสนอมุมมองและข้อเสนอเชิงระบบ โดยกล่าวว่าการเยียวยาผลกระทบจากโครงการพัฒนาไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจบ แต่เป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านระยะยาวที่ต้องอาศัยภูมิปัญญาชุมชนและเครื่องมือทางวิชาการมารองรับ ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจไม่สามารถทำให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ 100% แต่เป็นกระบวนการที่บีบให้ชุมชนต้องปรับตัว สร้างพลัง และสร้างกลไกรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร โดยหยิบยกกรอบคิด “ทฤษฎี 3 เสา” มาใช้ในการวิเคราะห์ ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือการดึงเอาข้อมูล ความรู้ และเสียงของชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจโดยตรง

ศ.ดร.กนกวรรณ กล่าวว่า การเยียวยาในอนาคตต้องอาศัยข้อมูลที่ชัดเจนและการคาดการณ์ที่แม่นยำ โดยต้องมีการบันทึกฐานข้อมูลตั้งต้น (Baseline) ล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตเกิดขึ้นซ้ำซ้อนโดยไม่มีการเตรียมพร้อม และปัญหาช่องว่างของการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ ที่ยังมีส่วนร่วมน้อยและถูกละเลยเมื่อเทียบกับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

“เพื่อให้มิติทางจิตวิญญาณและคุณค่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมเป็นที่เข้าใจง่ายต่อผู้กำหนดนโยบายและนักวิทยาศาสตร์ ควรใช้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ผ่านข้อมูลเชิงเทียบเคียง (Proxy) เพื่อสะท้อนความทุกข์หรือผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงพยาบาลหรือความถี่ในการเจ็บป่วย ความทรงจำเรื่องสิ่งแวดล้อม” (Environmental Memory) ในฐานะเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยรักษาและสืบทอดคุณค่าความสัมพันธ์เชิงลึกระหว่างชุมชนและธรรมชาติในระยะยาว”ศ.กนกวรรณ กล่าว

—————