วันที่ 24 กันยายน 2569 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้เผยแพร่รายงานความก้าวหน้าการเฝ้าระวังสุขภาพประชาชน กรณีการปนเปื้อนสารหนูในแหล่งน้ำผิวดิน (แม่น้ำกก ลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง) ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งลงวันที่ 21 กันยายน 2569 โดยรายงานดังกล่าวได้สะท้อนตัวเลขที่มีนัยสำคัญว่า ประชาชนกลุ่มเสี่ยงมีแนวโน้มการสะสมของสารหนูในร่างกายสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในรายงานของกรมควบคุมโรคระบุว่า จากการดำเนินงานคัดกรองและประเมินความเสี่ยงทางสุขภาพในพื้นที่ 16 อำเภอของจังหวัดเชียงราย มีประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่ผ่านการซักประวัติและได้รับการเก็บตัวอย่างปัสสาวะเพื่อตรวจวิเคราะห์หาค่าสารหนูรวม (Total Arsenic) จำนวน 549 คน พบประเด็นตัวเลขสำคัญที่สะท้อนการปนเปื้อนในร่างกาย ดังนี้
1.อัตราการพบสารหนูเกินเกณฑ์พุ่งสูงขึ้น จากผลตรวจวิเคราะห์พบว่ามีประชาชนที่มีระดับสารหนูรวมในปัสสาวะเกินค่าอ้างอิงมาตรฐานความปลอดภัย (>100 ไมโครกรัมต่อลิตร) จำนวน 31 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 5.65 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผลการตรวจในปีงบประมาณ 2568 ที่เคยตรวจพบเพียงร้อยละ 2.17 (จากกลุ่มตัวอย่าง 322 คน) สัดส่วนผู้มีสารหนูเกินเกณฑ์จึงเพิ่มสูงขึ้นกว่าเท่าตัว
2. ค่ามัธยฐาน (Median) และปริมาณสารหนูที่ก้าวกระโดด โดยพบว่า เมื่อนำกลุ่มตัวอย่างเดิมที่ได้รับการตรวจซ้ำจำนวน 241 คน มาเปรียบเทียบระหว่างปี 2568 และ 2569 พบว่าระดับสารหนูรวมในปัสสาวะมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) โดยในปี 2569 มีค่ามัธยฐานอยู่ที่ 30.30 ไมโครกรัมต่อลิตร เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งมีค่ามัธยฐานอยู่ที่ 20.07 ไมโครกรัมต่อลิตร ตลอดจนพบค่าสูงสุดในกลุ่มตัวอย่างพุ่งสูงถึง 4,171.90 ไมโครกรัมต่อลิตร ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการได้รับสัมผัสสะสมที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น
3. สถานการณ์กลุ่มเปราะบาง (เด็กและเยาวชน) ทางกรมควบคุมโรคยังได้ประสานข้อมูลร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง หลังตรวจพบเด็กนักเรียนอายุ 6–14 ปี ใน 3 โรงเรียนพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย คือโรงเรียนบ้านผาเสริฐ โรงเรียนบ้านดอยฮางนอก และโรงเรียนแม่ยาววิทยา รวม 136 คน มีภาวะรับสัมผัสสารหนู โดยพบเด็กที่มีระดับสารหนูในปัสสาวะเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลิตร จำนวนถึง 37 ราย ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่ริมน้ำกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้กรมควบคุมโรคได้ระบุในรายงานสถานการณ์ว่า การปนเปื้อนสารหนูในแหล่งน้ำยังคงขยายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่แม่น้ำกกและลำน้ำสาขา ลามไปยังแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และล่าสุดขยายวงไปยังแม่น้ำสาละวิน โดยที่ผ่านมายังไม่ปรากฏว่ามีมาตรการควบคุมที่ต้นตอหรือแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างเข้มงวดเพียงพอ อีกทั้งผลตรวจวิเคราะห์ในกลุ่มตัวอย่างเดิมที่ได้รับการตรวจซ้ำ ยังพบว่าระดับสารหนูรวมในปัสสาวะของปีงบประมาณ 2569 สูงกว่าปีงบประมาณ 2568 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการได้รับสัมผัสสะสมที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลา
สำหรับทางออกเชิงระบบและมาตรการระยะยาว รายงานฉบับนี้ได้จัดทำข้อเสนอแนะเพื่อผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม 4 ด้านหลัก ดังนี้
1.จัดการที่ต้นตอ ผลักดันให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบดำเนินมาตรการควบคุมและป้องกันการปนเปื้อนสารหนูจากแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างจริงจังและเคร่งครัด เนื่องจากมองว่าการเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
2. วางแผนติดตามระยะยาว ดำเนินการตามกรอบแผนงานระยะยาว 5 ปีที่วางไว้ พร้อมทั้งกำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมายรายปีให้ชัดเจน เพื่อประเมินประสิทธิผลของมาตรการอย่างเป็นระบบ
3. ยกระดับการเฝ้าระวังเชิงรุก เพิ่มความเข้มข้นในการติดตามเฝ้าระวังสุขภาพเชิงรุก พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพและทักษะความชำนาญของบุคลากรสาธารณสุขในระดับจังหวัดให้มีความพร้อม
4. สนับสนุนงบประมาณต่อเนื่อง จัดสรรงบประมาณในการดำเนินงานด้านการเฝ้าระวังและสอบสวนโรคอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การปฏิบัติงานในพื้นที่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(อ่านรายละเอียดรายงานผลการดำเนินงานเฝ้าระวังสุขภาพประชาชน กรณีการปนเปื้อนสารหนูในแหล่งน้ำผิวดิน แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง ของกรมควบคุมโรค ใน https://transbordernews.in.th/home/?p=47821 )
ขณะที่นายอนุรักษ์ ชลัมพุช นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)เชียงราย เปิดเผยว่า ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เตรียมจัดพิธีส่งมอบชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำภาคสนามและอุปกรณ์เฝ้าระวัง ภายใต้ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ Mekong SharedWater ในวันที่ 26 กันยายน 2569 ณ อบต.ท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อบูรณาการข้อมูลดาวเทียมกับการติดตามสิ่งแวดล้อมภาคพื้นดิน
การส่งมอบครั้งนี้มุ่งเน้นเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือและเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ 6 หน่วยงานพันธมิตร รวมถึงชุมชนริมน้ำ 11 หมู่บ้าน โดย อบจ.เชียงราย จะได้รับมอบชุดตรวจวัดคุณภาพน้ำจำนวน 20 ชุด เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ผ่านกองสาธารณสุขในการคัดกรองความปลอดภัยของน้ำ และกองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย
“โครงการถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายเฝ้าระวังคุณภาพน้ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งตามแนวแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง พร้อมทั้งมีการฝึกอบรมภาคปฏิบัติให้แก่เจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร เพื่อให้สามารถเก็บตัวอย่าง อ่านผล และบันทึกข้อมูลเข้าสู่แพลตฟอร์มกลางได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และรับมือกับปัญหาการปนเปื้อนข้ามพรมแดนได้อย่างทันท่วงที โดยในวันที่ 25 กันยายนนี้ จะมีการหารือกับสาธารณสุขจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแนวทางปฏิบัติและการใช้เครื่องมือตรวจฯเฝ้าระวัง”นายอนุรักษ์ กล่าว
