ผศ.ว่าน วิริยา

สัปดาห์นี้ผมประชุมเรื่องสารพิษในแม่น้ำมาตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ระดับจังหวัด จนถึงระดับประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยังติดใจมาก คือ “วาทกรรม” ที่เราได้ยินคล้ายกัน คือเวลาพบสารหนูสูงในกลุ่มตัวอย่างที่นำมาตรวจ มักได้ยินคำอธิบายว่า “อาจมาจากดินบ้านเราเองก็ได้” หรือ“อาจมาจากสารเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้าก็ได้” หรือ“อาจมาจากอาหารทะเล กะปิ หรืออาหารที่กินมาก็ได้”
บางครั้งก็อธิบายต่อว่า สารหนูที่พบอาจไม่ได้อันตรายอย่างที่คิดเพราะในดินบ้านเรามีสารเหล่านี้มาตั้งนาน สารเคมีก็ใช้กันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ ส่วนอาหารทะเลก็กินกันมานาน แต่ทำไมการปนเปื้อนสารเคมีถึงพึ่งเกิดล่ะ
ในฐานะคนเรียนและทำงานด้านเคมีสิ่งแวดล้อม ผมอยากชวนคุยกันด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ผมไม่ได้บอกว่าเหตุผลเหล่านี้ “เป็นไปไม่ได้” หรือ “เป็นไปได้” แต่คำว่า “เป็นไปได้” กับคำว่า “พิสูจน์แล้วว่าเป็นสาเหตุ” เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ เวลาห้องปฏิบัติการรายงานว่า พบสารหนู หรือ Total Arsenic (Total As) ตัวเลขนั้นเพียงอย่างเดียวยังไม่ได้บอกเราว่า สารหนูที่พบเป็นสารหนูชนิดไหน (เครื่องมือวัดได้แค่นี้)
สารหนูไม่ได้มีรูปเดียวโดยในทางเคมี มีทั้งสารหนูอินทรีย์และอนินทรีย์ กลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญมากคือ สารหนูอนินทรีย์ (Inorganic Arsenic; iAs) ซึ่งในสิ่งแวดล้อมพบได้ ที่สำคัญทั้งสองชนิดมีพิษ
ไม่ใช่ว่า As(V) “ไม่มีพิษ” โดยทั่วไป As(III) มีความเป็นพิษสูงกว่า As(V) ดังนั้นการบอกว่า “อันนี้เป็น As(V) เลยไม่อันตราย” พูดแบบนั้นไม่ได้ คำที่ถูกต้องกว่าคือ As(V) โดยทั่วไปมีพิษต่ำกว่า As(III) แต่ยังเป็น inorganic arsenic และยังต้องนำมาประเมินความเสี่ยง
อีกกลุ่มคือ สารหนูอินทรีย์ (Organic Arsenic)
อาหารทะเลโดยเฉพาะปลาและสัตว์ทะเลหลายชนิด สามารถมีสารหนูรวมค่อนข้างสูงได้จริง และสารหนูส่วนใหญ่อาจอยู่ในรูป arsenobetaine ซึ่งมีความเป็นพิษต่ำมากและถูกขับออกจากร่างกายค่อนข้างรวดเร็ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมการพบ Total As สูงในอาหารทะเล ไม่สามารถเอาไปเทียบตรง ๆ กับการพบ inorganic arsenic ในน้ำได้
แต่ตรงนี้ก็ต้องระวังอีกเหมือนกันเพราะ Organic arsenic ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีพิษทุกชนิด” สารหนูอินทรีย์มีหลายรูปแบบมาก ทั้ง arsenobetaine, arsenosugars, arsenolipids, MMA, DMA ฯลฯ และข้อมูลด้านพิษวิทยาของแต่ละชนิดไม่เหมือนกันทั้งหมด
กลับมาที่คำถามสำคัญที่สุดของพื้นที่เรา ถ้าพบสารหนูสูง แล้วบอกว่า “อาจมาจากดินบ้านเราเอง”
ผมตอบว่า เป็นไปได้ครับ เพราะ arsenic เป็นธาตุที่เกิดตามธรรมชาติในเปลือกโลก แต่ต้องพิสูจน์
ถ้าจะบอกว่ามาจากดินเดิมของพื้นที่ เราควรมีอย่างน้อยข้อมูล background หรือ reference soil ที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากแหล่งปนเปื้อน เปรียบเทียบกับพื้นที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงข้อมูลตะกอนน้ำและถ้าทำได้ควรดู speciation และองค์ประกอบทางธรณีเคมีร่วมด้วย
ถ้าจะบอกว่า “อาจมาจากยาฆ่าแมลงหรือสารเคมี”ก็เป็นสมมติฐานที่ตรวจสอบได้เช่นกัน ต้องดูประวัติการใช้สารเคมี ชนิดสารเคมี พื้นที่ใช้งาน และหลักฐานทางเคมีที่สอดคล้องกัน หรือถ้าบอกว่า“อาจมาจากอาหารทะเลหรือกะปิที่ประชาชนกิน”ก็ต้องพิสูจน์อีกเหมือนกันว่า arsenic ที่ตรวจพบในคนหรือตัวอย่างนั้นเป็น species ใด และสัมพันธ์กับอาหารที่รับประทานจริงหรือไม่
แต่การที่ไม่มีใครบอกว่าสารหนูมาจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้รู้สึกงงหรือผมอยู่คนละประเทศกัน ทั้งๆที่น้ำในแม่น้ำพึ่งขุ่นทั้งปีภายในช่วงไม่กี่ปีมานี้เอง
สิ่งที่ผมห่วงที่สุดจึงไม่ใช่การที่ใครเสนอสมมติฐานว่าสารหนู่มาจากดินหรือมาจากอาหารทะเล หรือมาจากสารเคมี
เสนอได้และควรเสนอด้วย แต่เมื่อมีข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่ผิดปกติ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประชาชนใช้น้ำ ทำการเกษตร จับปลา หรือสัมผัสตะกอนอยู่ทุกวัน การพบสารหนูไม่ได้แปลว่าทุกคนจะได้รับพิษทันที
แต่ในทางกลับกัน การบอกว่า “มันอาจมาจากธรรมชาติ” ก็ไม่ได้ทำให้สารหนูนั้นปลอดภัยขึ้น
สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่ความตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ใช่คำปลอบใจที่ยังไม่มีข้อมูลรองรับ
ประชาชนต้องการข้อมูลที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์ที่อธิบายได้ และการจัดการความเสี่ยงที่รวดเร็วพอ
สำหรับผม เรื่องนี้ไม่ควรเป็นการถกกันว่าใครถูกใครผิด แต่ควรเป็นคำถามเดียวกันว่า “เราจะพิสูจน์ต้นตอและทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับสารหนูน้อยที่สุด?”
ช่วยกันเถอะครับอย่าให้มันยาวไปกว่านี้เลย
————-