วันที่ 25 กันยายน 2569 ณ วิทยาลัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในงาน MAEW 2026 ได้มีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและอนาคตของทรัพยากร: ประเทศไทยและภูมิภาคแม่น้ำโขง” โดยรศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเมืองไทยภายใต้ระบอบปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยกระแสชาตินิยมและความขัดแย้ง ได้ส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมนโยบายสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการป่าไม้ และอากาศสะอาด
รศ.ดร.นฤมลกล่าวว่า สถานการณ์ที่ผ่านมา พบว่าสิทธิชุมชนที่ถดถอย แม้จะมีกฎหมายรองรับ แต่ในทางปฏิบัติสิทธิชุมชนกลับลดลง มีคดีความด้านป่าไม้เพิ่มขึ้น ขณะที่ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดมักตกอยู่ในวังวนของการกล่าวโทษวิถีชีวิตชาวบ้านว่าเป็นผู้ก่อปัญหาหมอกควัน แทนที่จะมองภาพรวมในระดับห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค และมีทุนจากไทยและประเทศเพื่อนบ้านเข้าไปลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนและพลังงาน ขณะที่ความขัดแย้งในเมียนมาสร้าง เศรษฐกิจสงคราม ที่แสวงหาทรัพยากรและแร่หายากเพื่อหล่อเลี้ยงความขัดแย้ง โดยมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนนโยบายการทูตทางเศรษฐกิจ
นักวิชาการผู้นี้กล่าวด้วยว่า วิกฤตความต้องการพลังงาน เห็นได้ว่าสังคมมักไม่เคยตั้งคำถามต่ออุปสงค์การใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างอิสระ แต่กลับฝากความหวังไว้กับเทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ เพื่อแก้ปัญหาปลายเหตุ จึงเสนอฉากทัศน์อนาคต 4 ประการ ได้แก่ 1. กระแสอนุรักษ์นิยมต่อเนื่อง 2. พื้นที่ประชาธิปไตยที่กว้างขึ้น 3.ความเป็นภูมิภาคนิยมแทนที่ชาตินิยมคับแคบ และ 4. ชาตินิยมที่มีความมั่นคงเป็นฐาน
ด้าน ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ นักวิชาการสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ระบุว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากวิถีชีวิตชุมชน แต่เป็นผลพวงจากโครงสร้างอำนาจ กฎหมาย และนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางนิเวศวิทยา ผ่าน 3 มิติสำคัญ 1. การเข้าถึงสิทธิและภูมิปัญญา: ชุมชนถูกจำกัดสิทธิ์ในการใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมในการดูแล ดิน น้ำ ป่า 2. การตกเป็นจำเลยของสังคม มักถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สร้างปัญหาไฟป่าและหมอกควัน โดยเสียงของคนในพื้นที่ถูกลดทอนความชอบธรรมผ่าน “การเมืองของความรู้” ที่อิงวิทยาศาสตร์กระแสหลัก
และ 3. การผูกขาดการกำหนดทางออก รัฐใช้วิธีการแบบจำยอม เช่น การห้าม การจับกุม และการลงโทษโดยไม่เปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วม ดังนั้นการต่อสู้ของกลุ่มชาติพันธุ์ได้พัฒนาจากการปกป้องพื้นที่ สู่การสร้างพื้นที่ต้นแบบและการผลักดันกฎหมาย เช่น ร่าง พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ การเผชิญหน้ากับนโยบายที่กระทบ การนิยามปัญหาใหม่ การสร้างพื้นที่ต้นแบบ และการสร้างความเข้มแข็งภายใน เพื่อมุ่งสู่การสร้าง ประชาธิปไตยทางสิ่งแวดล้อม ที่คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ขณะที่ ธารา บัวคำศรี กล่าวว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อมในไทยถูกผูกขาดภายใต้กลไกผลประโยชน์ทับซ้อน ผ่าน 6 รูปแบบ เช่น การทำให้ชุมชนเป็นเครื่องสังเวย, การล็อกนโยบายเอื้อทุน, การสร้างภาพลักษณ์สีเขียว และการใช้กฎหมายฟ้องปิดปาก นักปกป้องสิทธิ
“ยกตัวอย่างกรณีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ที่ประชาชนกว่า 30,000 ชีวิตต้องย้ายถิ่นฐานหลายครั้ง แผนการยุติการใช้ถ่านหินถูกเลื่อนออกไป รวมถึงแผนพลังงานนิวเคลียร์ที่เพิ่มขึ้น 15 เท่าโดยขาดการมีส่วนร่วม และปัญหาโครงการปลูกป่าเชิงพาณิชย์ที่ล้มเหลว” ธารากล่าว
ตัวแทนจากกลุ่ม Blood Money Campaign(เงินเปื้อนเลือด) จากเมียนมา กล่าวว่าทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกดึงข้ามพรมแดนเชื่อมโยงกับความรับผิดชอบของบริษัทผู้ลงทุน โดยเฉพาะกรณีโครงการก๊าซธรรมชาติ เช่น Yadanar และ Yetagun และเหมืองแร่ในเมียนมา ที่ยังคงดำเนินการโดยทุนพลังงานไทย เช่น PTTEP รายได้มหาศาลจากโครงการเหล่านี้ ซึ่งคิดเป็นราว 50% ของรายได้จากการส่งออกของเมียนมา ถูกส่งตรงไปยังกองทัพเพื่อจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ปราบปรามประชาชน
ดังนั้นทางกลุ่มฯ เห็นว่า ภาคธุรกิจควรทำ Due Diligence(การตรวจสอบอย่างรอบคอบ) อย่างแท้จริง จัดตั้งบัญชีพักเงิน (Escrow Account) เพื่อไม่ให้รายได้ตกเป็นของรัฐบาลทหารพม่า และผลักดันกลไกความรับผิดชอบระดับภูมิภาค เพราะทรัพยากรธรรมชาติไม่ควรถูกใช้สร้างความมั่งคั่งบนความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ การขับเคลื่อนทั้งหมดนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของสังคมไทยและภูมิภาค ในการก้าวข้ามผลประโยชน์ทางธุรกิจระยะสั้น และหันมาสร้าง ความเป็นธรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
