Search

เหตุที่รัฐบาลมินอ่องหล่าย รื้อฟื้นโครงการเขื่อนยักษ์ “มิตซง” ท่ามกลางคำถามมากมาย

เรื่อง/ภาพ โดย Oh Ra Ra นักข่าวคะฉิ่น

မြန်မာဘာသာဖြင့် ဖတ်ရှုရန် အောက်သို့ ဆွဲချပါ။

โครงการเขื่อนมิตซง (Myitsone Dam) ซึ่งหยุดชะงักมานาน 15 ปี ได้กลับมาเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลในหมู่ประชาชนในเมียนมาอีกครั้ง หลังรัฐบาลของมิน อ่อง หล่าย เดินหน้าเตรียมการรื้อฟื้นโครงการอย่างต่อเนื่อง

มิตซงเป็นบริเวณที่แม่น้ำเมขะ (Maykha) และแม่น้ำมาลิขะ (Malikha) ไหลมาบรรจบกัน ถือเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของชาวคะฉิ่น โดยตั้งอยู่ห่างจากเมืองมิตจีนา เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่น ประมาณ 28 ไมล์ หรือ 45 กิโลเมตร

จากจุดบรรจบของแม่น้ำเมขะและมาลิขะ เป็นจุดเริ่มต้นของแม่น้ำอิรวดีจ ก่อนจะไหลจากภาคเหนือผ่านพื้นที่ต่าง ๆ ลงสู่ภาคใต้ของเมียนมา เนื่องจากแม่น้ำอิรวดีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิตของประชาชน จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “เส้นเลือดใหญ่ของเมียนมา”

บริเวณต้นกำเนิดของแม่น้ำอิรวดีแห่งนี้ นายพลของเมียนมาเคยวางแผนก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ โดยในปี 2009 สมัยรัฐบาลของพลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย ได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัท China Power Investment (CPI) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน เพื่อพัฒนาโครงการเขื่อนมิตซง โดยไม่ได้คำนึงถึงเสียงคัดค้านของประชาชน

ตามข้อตกลงไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโครงการประมาณ 90% จะส่งไปยังจีน ขณะที่เมียนมาจะได้รับไฟฟ้าฟรี 10% และกำหนดระยะเวลาสัมปทานโครงการไว้ที่ 50 ปี

ต่อมาในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ท่ามกลางการคัดค้านอย่างรุนแรงจากประชาชน รัฐบาลได้ประกาศระงับโครงการเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2011 นับแต่นั้นโครงการยังคงถูกระงับตลอดช่วงรัฐบาลเต็ง เส่ง และรัฐบาลออง ซาน ซู จี แต่ภายใต้รัฐบาลมิน อ่อง หล่าย มีความพยายามเตรียมการเพื่อรื้อฟื้นโครงการขึ้นมาอีกครั้ง

ความพยายามดังกล่าวทำให้เกิดการวิเคราะห์หลายด้านเกี่ยวกับเหตุผลที่มิน อ่อง หล่าย ต้องการเดินหน้าโครงการอีกครั้ง

บทวิเคราะห์จากสื่อเมียนมาบางแห่งระบุว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่กองทัพเมียนมากำลังเผชิญความสูญเสียในหลายพื้นที่ และรัฐบาลเผชิญความโดดเดี่ยวทางการเมือง จีนได้ให้การสนับสนุนและการยอมรับทางการเมืองแก่มิน อ่อง หล่าย จึงมีการมองว่าการรื้อฟื้นโครงการมิตซงอาจเป็นการตอบแทนจีน

ในเดือนธันวาคม 2025 พลเอกอาวุโสโซ วิน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองผู้นำกองทัพ ได้เดินทางไปยังเมืองมิตจีนาและพบปะกับประชาชนในพื้นที่ โดยกล่าวว่าจำเป็นต้องทบทวน หารือ และดำเนินการโครงการมิตซงต่อไป ซึ่งถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้ประชาชนเริ่มเกิดความกังวลว่า โครงการเขื่อนยักษ์กำลังกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง

ในเดือนมิถุนายน 2026 มิน อ่อง หล่าย เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยสำนักงานประธานาธิบดีเมียนมาระบุว่า ระหว่างการเยือนครั้งนั้นมีการหารือเกี่ยวกับการเริ่มต้นโครงการมิตซงอีกครั้ง หลังจากนั้นมีความพยายามของรัฐบาลในการผลักดันให้โครงการกลับมาเดินหน้าเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น

รัฐบาลมิน อ่อง หล่ายยังได้จัดตั้งคณะกรรมการ 24 คนเมื่อเดือนมกราคม 2026 เพื่อสร้างความเข้าใจและชักจูงประชาชนเกี่ยวกับโครงการมิตซง ตามคำกล่าวของโฆษกรัฐบาล โดยสมาชิกของคณะกรรมการดังกล่าวมีทั้งอดีตสมาชิกพรรคการเมืองชาติพันธุ์ และบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งผู้นำในองค์กรภาคประชาสังคม

คณะกรรมการได้จัดเวทีบรรยายและพบปะประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วรัฐคะฉิ่นอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นนำเสนอประโยชน์ของการสร้างเขื่อนทำให้ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาชนชาวคะฉิ่น

คณะกรรมการระบุว่า ประชาชนสามารถพูดคุยและอภิปรายเกี่ยวกับโครงการมิตซงได้อย่างเปิดเผย แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลมิน อ่อง หล่าย กลับออกคำสั่งเมื่อเดือนธันวาคม 2025 ว่า หากมีการคัดค้านโครงการต่าง ๆ จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่มีอยู่ ทำให้เกิดคำถามว่า ประชาชนจะสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวได้อย่างเสรีมากน้อยเพียงใด

ขณะที่งานวิจัยของ เด็บบี ชาน (Debby Chan) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2024 ระบุว่า รัฐบาลจีนมีความพยายามหลายรูปแบบในการผลักดันให้โครงการมิตซงให้กลับมาเดินหน้าโดยผ่านรัฐบาลเมียนมาในหลายยุคหลายสมัย

ในสมัยรัฐบาลเต็ง เส่ง ฝ่ายจีนใช้ยุทธศาสตร์ด้านประชาสัมพันธ์ (Public Relations) เพื่อเข้าถึงและสร้างความเข้าใจกับองค์กรภาคประชาสังคม นักข่าว และพรรคการเมืองต่าง ๆ นอกจากนี้ จีนยังว่าจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์และล็อบบี้ของอังกฤษชื่อ Bell Pottinger เพื่อดำเนินการรณรงค์สนับสนุนให้โครงการมิตซงสามารถกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง ส่วนในสมัยรัฐบาลออง ซาน ซู จี จีนยังคงใช้ยุทธศาสตร์ประชาสัมพันธ์ควบคู่กับการติดต่อทางการเมืองและการทูต อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลา 5 ปีของรัฐบาลออง ซาน ซู จี โครงการมิตซงไม่ได้ถูกนำกลับมาเริ่มต้นก่อสร้าง แต่รัฐบาลเลือกใช้แนวทางทบทวนโครงการและศึกษาประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

สิ่งที่น่าสนใจคือในสมัยออง ซาน ซู จี มีรายงานว่าฝ่ายจีนเคยพบปะผู้นำทางการเมืองและผู้นำทางศาสนาของชาวคะฉิ่น และมีการกดดันให้บุคคลเหล่านี้ช่วยสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนและสนับสนุนโครงการ แต่ในสมัยรัฐบาลมิน อ่อง หล่าย พบว่าฝ่ายเมียนมาดำเนินการเพื่อรื้อฟื้นโครงการอย่างแข็งขันมากขึ้น ทั้งการจัดตั้งคณะกรรมการในพื้นที่และการพบปะกับประชาชนท้องถิ่น

ขณะเดียวกันสื่อออนไลน์ของจีนบางแห่งที่รายงานเกี่ยวกับโครงการมิตซง มักให้ความสำคัญกับประเด็นความสูญเสียของจีน การละเมิดสัญญาของฝ่ายเมียนมา และปัญหาไฟฟ้าดับในเมียนมา มากกว่าการนำเสนอความคิดเห็นของประชาชน

ด้าน จ้าว จิน (Zhao Jin) ซึ่งเป็นบุคคลที่รู้จักกันในฐานะผู้สนับสนุนจีนและมีความเชี่ยวชาญภาษาเมียนมา ได้โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 15 กันยายนทีผ่านมาว่า ไม่ใช่ฝ่ายจีนที่ต้องการให้โครงการมิตซงกลับมาเริ่มต้น แต่เป็นฝ่ายของมิน อ่อง หล่าย เองที่ต้องการรื้อฟื้นโครงการ

ดังนั้นภายใต้รัฐบาลมิน อ่อง หล่าย สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ แทนที่จะเป็นการรณรงค์โดยตรงจากฝ่ายจีน รัฐบาลเมียนมากลับเป็นฝ่ายจัดตั้งคณะกรรมการท้องถิ่นและดำเนินกิจกรรมสร้างความเข้าใจกับประชาชนโดยตรง เพื่อพยายามทำให้เห็นว่าประชาชนเป็นฝ่ายสนับสนุนโครงการ

ในปี 2026 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลกำลังเตรียมการรื้อฟื้นโครงการ ยังไม่มีผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่สามารถใช้เป็นตัวแทนสะท้อนท่าทีของประชาชนในรัฐคะฉิ่นหรือทั่วประเทศเมียนมาได้อย่างชัดเจน แต่รัฐบาลมิน อ่อง หล่ายได้ออกคำสั่งว่าจะดำเนินคดีกับผู้ที่คัดค้านโครงการตามกฎหมายที่มีอยู่ ทำให้การออกมาแสดงความเห็นคัดค้านต่อสาธารณะยังคงเป็นเรื่องที่มีความท้าทาย

ดังนั้นการที่การประท้วงหรือการแสดงออกคัดค้านในที่สาธารณะมีจำนวนน้อยลง ไม่สามารถนำไปสรุปได้ว่าความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการมิตซงเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ในทางกลับกัน ยังคงพบการคัดค้านผ่านสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการออกแถลงการณ์ต่อต้านโครงการอย่างต่อเนื่อง

ตลอดปี 2026 องค์กรภาคประชาสังคมคะฉิ่น (CSOs) ประชาชนในพื้นที่ และกลุ่มเยาวชน ได้ออกแถลงการณ์ร่วมและจัดกิจกรรมคัดค้านความพยายามรื้อฟื้นโครงการ

ด้าน KIO/KIA ซึ่งมีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับโครงการมิตซงมาตั้งแต่ต้น ก็ยังคงคัดค้านความพยายามที่จะเริ่มโครงการอีกครั้ง โดยพันเอกนอบู (Naw Bu) โฆษก KIO ให้สัมภาษณ์ว่า KIO สนับสนุนจุดยืนของประชาชนที่กำลังคัดค้านความพยายามรื้อฟื้นโครงการในปัจจุบัน

สาเหตุที่ประชาชนคัดค้านการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำอิรวดีมาตลอดหลายยุคหลายสมัย ไม่ได้เกิดจากเหตุผลเพียงประการเดียว แต่เป็นผลจากความกังวลหลายด้านที่ประกอบกัน ได้แก่ ความสำคัญของแม่น้ำอิรวดี ,ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ,ผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในรัฐคะฉิ่น ,ความเสี่ยงจากภัยพิบัติและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ 

หลังจากเกิด แผ่นดินไหวสะกาย (Sagaing earthquake) ในปี 2025 ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับความเสี่ยงจากโครงการมิตซงยิ่งเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพื้นที่โครงการอยู่ใกล้กับแนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหว

ล่าสุด สำนักข่าว Reuters รายงานในเดือนกรกฎาคม 2026 ว่า รัฐบาลเมียนมาชุดใหม่มีแผนที่จะรื้อฟื้นโครงการมิตโซนมูลค่าเดิมราว 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และโครงการอาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่การคัดค้านจากกลุ่มภาคประชาสังคมยังคงดำเนินอยู่ โดยเฉพาะข้อกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม การโยกย้ายประชาชน และความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว 

ขณะเดียวกัน กลุ่มภาคประชาสังคมและชาวคะฉิ่น 49 องค์กรได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2026 เรียกร้องให้ยุติความพยายามรื้อฟื้นโครงการโดยสิ้นเชิง และระบุว่าการคัดค้านโครงการยังคงสะท้อนจุดยืนของประชาชนจำนวนหนึ่งในพื้นที่ 

ในอีกด้านหนึ่งฝ่ายรัฐบาลระบุว่าการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยคณะกรรมการ 24 คนที่ตั้งขึ้นในเดือนมกราคม 2026 ได้ดำเนินการหารือกับชุมชน และเจ้าหน้าที่ระบุว่ามีการรวบรวมผลการหารือแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ 

ขณะที่หนึ่งในประเด็นที่มีการถูดถึงกันอยู่เสมอคือ “ประชาชนในพื้นที่ต้องการเข้าถึงไฟฟ้า” แต่นั้นควรเป็นเหตุผลที่ติดสินสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำอริวดีครั้งนี้หรือไม่ ? 

…..

မြစ်ဆုံရေကာတာစီမံကိန်း ပြန်စဖို့ ပြင်ဆင်နေ၊ လူထုသဘောထားက ဘယ်လိုရှိနေသလဲ


ဆောင်းပါး – Oh Ra Ra


၁၅ နှစ်ကြာ ရပ်ဆိုင်းထားတဲ့ မြစ်ဆုံရေကာတာစီမံကိန်းကို မင်းအောင်လှိုင်အစိုးရက ပြန်လည်အကောင်အထည်ဖော်ဖို့ ဆက်တိုက်ပြင်ဆင်လာတာကြောင့် လူထုအကြား မြစ်ဆုံစီမံကိန်းအရေးဟာ တစ်ကျော့ပြန် စိုးရိမ်စရာဖြစ်လာပါတယ်။

မြစ်ဆုံဆိုတာ မေခနဲ့မလိခမြစ်တို့ ပေါင်းဆုံရာနေရာဖြစ်ပြီး ကချင်လူမျိုးတွေအတွက် အထင်ကရ နေရာတစ်ခုလည်း ဖြစ်ပါတယ်။ မြစ်ဆုံဟာ ကချင်ပြည်နယ်မြို့တော် မြစ်ကြီးနားမြို့ကနေဆိုရင် ၂၈ မိုင် ( ၄၅ ကီလိုမီတာ) ကွာဝေးပါတယ်။
မေခနဲ့မလိခမြစ်တို့ ပေါင်းဆုံရာကနေ ဧရာဝတီမြစ် စတင်ဖြစ်ပေါ်လာပြီး မြန်မာနိုင်ငံရဲ့ မြောက်ပိုင်းကနေ တောင်ပိုင်းကို စီးဆင်းသွားပါတယ်။ ဧရာဝတီမြစ်ဟာ မြန်မာပြည်သူရဲ့လူမူဘဝတွေမှာ အလွန်အရေးပါတဲ့အတွက် မြန်မာနိုင်ငံရဲ့ “အသက်သွေးကြော” လို့ တင်စားခေါ်ဝေါ်နေကြပါတယ်။


ဒီလို ဧရာဝတီမြစ်စတင်ဖြစ်ပေါ်ရာ မြစ်ဆုံမှာ စစ်ဗိုလ်ချုပ်တွေဟာ ရေအားလျှပ်စစ်စီမံကိန်းကြီးတစ်ခု အကောင်အထည်ဖော်ဖို့ စီစဉ်ခဲ့ပါတယ်။ ပြည်သူတွေရဲ့ဆန္ဒကို ထည့်သွင်းစဉ်းစားခြင်းမရှိဘဲ ဗိုလ်ချုပ်မှူးကြီး သန်းရွှေအစိုးရလက်ထက် ၂၀၀၉ ခုနှစ်မှာ တရုတ်အစိုးရပိုင် China Power Investment (CPI) နဲ့ မြစ်ဆုံရေအားလျှပ်စစ်စီမံကိန်း အကောင်အထည်ဖော်ဖို့ သဘောတူညီခဲ့ပါတယ်။


စာချုပ်အရ စီမံကိန်းကနေရရှိမယ့် လျှပ်စစ်ဓာတ်အားရဲ့ ၉၀ ရာခိုင်နှုန်းကို တရုတ်နိုင်ငံဘက်ကို ပို့ဆောင်သွားမှာဖြစ်ပြီး မြန်မာနိုင်ငံဘက်ကတော့ ၁၀ ရာခိုင်နှုန်း အခမဲ့ရရှိမှာပါ။ စီမံကိန်းလုပ်ကိုင်ခွင့် ကာလကိုလည်း နှစ် ၅၀ သတ်မှတ်ထားပါတယ်။
ဦးသိန်းစိန်အစိုးရလက်ထက်မှာတော့ လူထုရဲ့ပြင်းထန်တဲ့ကန့်ကွက်မှုတွေကြောင့် မြစ်ဆုံစီမံကိန်းကို ၂၀၁၁ ခုနှစ် စက်တင်ဘာလ ၃၀ ရက်နေ့မှာ ရပ်ဆိုင်းခဲ့ပါတယ်။ ဒီလိုနဲ့ ဦးသိန်းစိန်အစိုးရနဲ့ ဒေါ်အောင်ဆန်းစုကြည်အစိုးရလက်ထက်မှာ မြစ်ဆုံစီမံကိန်းကို ရပ်ဆိုင်းထားဆဲဖြစ်ပြီး လက်ရှိ မင်းအောင်လှိုင်အစိုးရလက်ထက်မှာတော့ မြစ်ဆုံစီမံကိန်းပြန်စဖို့ ပြင်ဆင်နေတာဖြစ်ပါတယ်။


မင်းအောင်လှိုင်အနေနဲ့ အခုလို မြစ်ဆုံစီမံကိန်းပြန်စဖို့ ပြင်ဆင်လာတဲ့အပေါ် သုံးသပ်ချက်အမျိုးမျိုးရှိနေပါတယ်။ မြန်မာမီဒီယာတွေရဲ့ သုံးသပ်ချက်တွေအရ တစ်နိုင်ငံလုံးမှာ စစ်ရှူံးနေတဲ့အပြင် နိုင်ငံရေးအရ အထီးကျန်နေတဲ့ မင်းအောင်လှိုင်ကို တရုတ်ဘက်က နိုင်ငံရေးအရ ထောက်ခံမှုနဲ့ အသိအမှတ်ပြုမှုတွေ ပေးလာခဲ့တဲ့အတွက် မြစ်ဆုံစီမံကိန်းနဲ့ ကျေးဇူးဆပ်ခဲ့တာဖြစ်တယ်လို့ရေးသားနေကြပါတယ်။
မြစ်ဆုံစီမံကိန်း ပြန်စဖို့ ပြင်ဆင်နေတဲ့ မင်းအောင်လှိုင်အစိုးရ


၂၀၂၅ ခုနှစ် ဒီဇင်ဘာလမှာ အဲ့ဒီအချိန်က ဒုတိယစစ်ခေါင်းဆောင်ဖြစ်တဲ့ ဗိုလ်ချုပ်မှူးကြီး စိုးဝင်းက မြစ်ကြီးနားမြို့ကို ရောက်ရှိလာပြီး ဒေသခံတွေနဲ့ တွေ့ဆုံခဲ့တဲ့အချိန် မြစ်ဆုံစီမံကိန်းကို ပြန်လည်သုံးသပ်၊ ဆွေးနွေးပြီး အကောင်အထည်ဖော်ဖို့ လိုအပ်တယ်လို့ ပြောခဲ့ပါတယ်။ ဒီပြောဆိုမှုက မြစ်ဆုံစီမံကိန်း ပြန်စတော့မလားဆိုပြီး လူထုကြားမှာ စိုးရိမ်စရာဖြစ်လာပါတယ်။
၂၀၂၆ ခုနှစ် ဇွန်လမှာ တရုတ်သမ္မတ ရှီကျင့်ဖျင်ရဲ့ ဖိတ်ကြားချက်နဲ့ မင်းအောင်လှိုင်ဟာ တရုတ်နိုင်ငံကို နိုင်ငံတော်ခရီးစဉ်အဖြစ် သွားရောက်ခဲ့ပါတယ်။ အဲဒီခရီးစဉ်အတွင်း မြစ်ဆုံစီမံကိန်း ပြန်လည်စတင်ရေးကိစ္စကို ဆွေးနွေးခဲ့တယ်လို့ မြန်မာသမ္မတရုံး ပြောရေးဆိုခွင့်ရှိသူကပြောပါတယ်။
မင်းအောင်လှိုင်ရဲ့တရုတ်ခရီးစဉ်နောက်ပိုင်းမှာတော့ မင်းအောင်လှိုင်အစိုးရဟာ မြစ်ဆုံစီမံကိန်း ပြန်လည်အကောင်အထည်ဖော်ရေး ကြိုးပမ်းချက်တွေဟာ ပိုမိုသေချာလာပါတော့တယ်။


မင်းအောင်လှိုင်အစိုးရဟာ မြစ်ဆုံစီမံကိန်းနဲ့ပတ်သက်ပြီး လူထုကို စည်းရုံးဖို့ ၂၀၂၆ ခုနှစ် ဇန်နဝါရီလမှာ ၂၄ ဦးပါ ကော်မတီတစ်ရပ် ဖွဲ့စည်းခဲ့တယ်လို့ သမ္မတရုံး ပြောရေးဆိုခွင့်ရှိသူကဆိုပါတယ်။ အဲ့ဒီကော်မတီဝင်တွေမှာ တိုင်းရင်းသားပါတီဝင်ဟောင်းနဲ့ အရပ်ဘက်လူမှုအဖွဲ့အစည်းမှာ ခေါင်းဆောင်လုပ်ဖူးသူတွေလည်း ပါဝင်နေပါတယ်။


အဲ့ဒီကော်မတီဟာ ကချင်ပြည်နယ်တစ်ခွင်မှာ ဟောပြောပွဲတွေ ဆက်တိုက်လုပ်နေပြီး မြစ်ဆုံစီမံကိန်း ကောင်းကျိုးတွေချည်းပဲ လိုက်လံပြောကြားနေတဲ့အတွက် ကချင်လူထုရဲ့ ဝေဖန်မှုတွေကို အပြင်းအထန်ခံနေရတဲ့ ကာလဖြစ်ပါတယ်။
သူတို့ဘက်က ဟောပြောပွဲတွေမှာ မြစ်ဆုံနဲ့ပတ်သက်ပြီး ပွင့်ပွင့်လင်းလင်း ဆွေးနွေးနိုင်တယ်လို့ဆိုပေမယ့် တစ်ဖက်မှာလည်း မင်းအောင်လှိုင်အစိုးရက စီမံကိန်းတွေကို ကန့်ကွက်ရင် တည်ဆဲဥပဒေတွေနဲ့ အရေးယူမယ်လို့ ၂၀၂၅ ခုနှစ် ဒီဇင်ဘာလက အမိန့်ထုတ်ထားပါတယ်။


ဒီလို အမိန့်ထုတ်ထားတဲ့အတွက် မြစ်ဆုံစီမံကိန်းနဲ့ပတ်သက်ပြီး လူထုအနေနဲ့ လွတ်လပ်စွာ သဘောထားထုတ်ဖော်နိုင်မှုအပေါ် မေးခွန်းထုတ်စရာ ဖြစ်လာပါတယ်။
မြစ်ဆုံပြန်စချင်တာ တရုတ်ဘက်လား၊ မင်းအောင်လှိုင်ဘက်လား
တစ်ဖက်မှာလည်း တရုတ်ဘက်က မြစ်ဆုံစီမံကိန်းပြန်စရေးနဲ့ပတ်သက်ပြီး မြန်မာအစိုးရအဆက်ဆက် ကြိုးပမ်းမှုတွေရှိခဲ့တယ်လို့ ၂၀၂၄ ခုနှစ်က ဩစတြေးလျအမျိုးသားတက္ကသိုလ် (ANU) ကနေ ထုတ်ဝေတဲ့ သုတေသီ ဒက်ဘီချန်း (Debby Chan) ရဲ့ သုတေသနစာအုပ်အရသိရပါတယ်။


ဦးသိန်းစိန်အစိုးရလက်ထက်မှာတော့ တရုတ်ဘက်က ပြည်သူ့ဆက်ဆံရေး (Public Relations) ဗျူဟာနဲ့ အရပ်ဘက်လူမှုအဖွဲ့တွေ၊ မီဒီယာသမားတွေ၊ နိုင်ငံရေးပါတီတွေကို စည်းရုံးခဲ့ပါတယ်။ ဒါ့အပြင် ဗြိတိန်အခြေစိုက် ပြည်သူ့ဆက်ဆံ‌ရေး (PR) နဲ့ လော်ဘီကုမ္ပဏီဖြစ်တဲ့ ဘဲလ် ပေါ့တင်ဂါ (Bell Pottinger) ကို ဌားရမ်းခဲ့ပြီး မြစ်ဆုံစီမံကိန်းပြန်လည်စတင်နိုင်အောင် စည်းရုံးခဲ့တယ်လို့ဆိုပါတယ်။


ဒေါ်အောင်ဆန်းစုကြည်အစိုးရလက်ထက်မှာတော့ တရုတ်ဘက်က ပြည်သူ့ဆက်ဆံရေး(PR) ဗျူဟာတွေအပြင် နိုင်ငံရေးနဲ့ သံတမန်ဆက်ဆံရေးကနေ ဆက်လက်ချဉ်းကပ်လာခဲ့ပါတယ်။ ဒါပေမဲ့ ဒေါ်အောင်ဆန်းစုကြည်အစိုးရသက်တမ်း ၅ နှစ်အတွင်း မြစ်ဆုံစီမံကိန်း ပြန်စရေးကိစ္စကို အကောင်အထည်မဖော်ဘဲ ပြန်လည်သုံးသပ်တဲ့ နည်းလမ်းနဲ့ ဆက်လက်ကိုင်တွယ်ခဲ့ပါတယ်။


ထူးခြားမှုအနေနဲ့ ဒေါ်အောင်ဆန်းစုကြည်လက်ထက်မှာ တရုတ်ဘက်က ကချင်နိုင်ငံရေးနဲ့ ဘာသာရေးခေါင်းဆောင်တွေကို တွေ့ဆုံချိန် လူထုကို စည်းရုံးပေးဖို့နဲ့ မြစ်ဆုံစီမံကိန်းကို ထောက်ခံပေးဖို့ ဖိအားပေးတာတွေ ရှိခဲ့တယ်လို့ သတင်းတွေအရသိရပါတယ်။
မင်းအောင်လှိုင်အစိုးရလက်ထက်မှာတော့ မြစ်ဆုံစီမံကိန်း ပြန်လည်စတင်ရေးအတွက် မြန်မာဘက်က ပိုပြီး တက်တက်ကြွကြွ လုပ်ဆောင်လာတာကို တွေ့ရပါတယ်။ ဒေသခံကော်မတီဖွဲ့စည်းတာ၊ ဒေသခံတွေနဲ့ တွေ့ဆုံတာတွေလည်း ပြုလုပ်လာပါတယ်။
တရုတ်အွန်လိုင်းမီဒီယာတချို့မှာတော့ မြစ်ဆုံနဲ့ပတ်သက်တဲ့ ရေးသားချက်တွေမှာ လူထုသဘောထားထက် တရုတ်ဘက်က နစ်နာဆုံးရှုံးမှု၊ မြန်မာဘက်က စာချုပ်ချိုးဖောက်မှု၊ မြန်မာရဲ့လျှပ်စစ်ပြတ်တောက်မှုတွေကို အဓိက ရေးသားနေကြပါတယ်။
တရုတ်အစိုးရပိုင်မီဒီယာတွေမှာတော့ မြစ်ဆုံစီမံကိန်းနဲ့ပတ်သက်ပြီး သတင်းဖော်ပြမှုနည်းပါးခဲ့ပြီး တရုတ်-မြန်မာဆက်ဆံရေး၊ ဖွံဖြိုးရေးနဲ့ စီးပွားရေးပူးပေါင်းဆောင်ရွက်မှုတွေကို အဓိကအလေးထားဖော်ပြနေပါတယ်။


မြန်မာစာ ကျွမ်းကျင်ပြီး တရုတ်လော်ဘီလို့ လူသိများတဲ့ ကျောက်ကျင်း (Zhao Jin) က မြစ်ဆုံစီမံကိန်းကို တရုတ်ဘက်က ပြန်စချင်နေတာမဟုတ်ဘဲ မင်းအောင်လှိုင်တို့ ဘက်ကသာ ပြန်စချင်နေတာလို့ အခုလ ၁၅ ရက်နေ့က သူ့ရဲ့ လူမှုကွန်ယက်ကနေ ထုတ်ပြောဆိုထားပါတယ်။


မင်းအောင်လှိုင်လက်ထက်မှာတော့ တရုတ်ဘက်က တိုက်ရိုက်စည်းရုံးနေတာထက် မင်းအောင်လှိုင်အစိုးရဘက်က မြစ်ဆုံပြန်စတင်နိုင်ရေးအတွက် ဒေသခံကော်မတီကို ဖွဲ့စည်းတာ၊ လူထုကို တိုက်ရိုက်စည်းရုံးရေးတွေ လုပ်ပြပြီး လူထုကပဲ စီမံကိန်းကိုထောက်ခံနေသယောင် ကြိုးပမ်းနေပါတယ်။
မြစ်ဆုံစီမံကိန်းပြန်စမယ့်အပေါ် လူထုသဘောထားက ဘယ်လိုလဲ
မြစ်ဆုံစီမံကိန်းပြန်စဖို့ ပြင်ဆင်နေတဲ့ ၂၀၂၆ ခုနှစ်အတွင်း ကချင်ပြည်နယ်နဲ့ မြန်မာနိုင်ငံတစ်ဝန်းက လူထုရဲ့ ဆန္ဒသဘောထား ဘယ်လိုရှိနေသလဲဆိုတာကို ကိုယ်စားပြုနိုင်တဲ့ လူထုစစ်တမ်းတွေ ထွက်ပေါ်လာခြင်း မရှိသေးပါဘူး။


တစ်ဖက်မှာလည်း မင်းအောင်လှိုင်အစိုးရက စီမံကိန်းကို ကန့်ကွက်ရင် တည်ဆဲဥပဒေနဲ့ အရေးယူသွားမယ်လို့ အမိန့်ထုတ်ထားလို့ လူသိရှင်ကြား ကန့်ကွက်ပြောဆိုဖို့ စိန်ခေါ်မှုတွေရှိနေတဲ့အချိန်ကာလ ဖြစ်နေပါတယ်။
ဆန္ဒပြပွဲတွေနဲ့ ကန့်ကွက်ဆန့်ကျင်မှုတွေ နည်းပါးနေတာက မြစ်ဆုံစီမံကိန်းအပေါ် လူထုသဘောထား ပြောင်းလဲသွားပြီလို့ သတ်မှတ်လို့ မရပါဘူး။ ဆိုရှယ်မီဒီယာတွေကနေ ကန့်ကွက်တာတွေ၊ စာထုတ်ကန့်ကွက်တာတွေကတော့ ဆက်တိုက်လုပ်ဆောင်နေတာကိုတွေ့ရပါတယ်။


၂၀၂၆ ခုနှစ်အတွင်း ကချင်အရပ်ဘက်လူမှုအဖွဲ့တွေ(CSOs)၊ ဒေသခံတွေနဲ့ လူငယ်အဖွဲ့တွေက စီမံကိန်းပြန်စရေးကို ဆန့်ကျင်တဲ့ ပူးတွဲကြေညာချက်တွေ၊ ကန့်ကွက်လှုပ်ရှားမှုတွေ ပြုလုပ်ခဲ့ပါတယ်။


တစ်ဖက်မှာလည်း မြစ်ဆုံစီမံကိန်းနဲ့ပတ်သက်ပြီး KIO/KIA ရဲ့ သဘောထားကတော့ အရင်ကတည်းက သဘောမတူခဲ့တဲ့အပြင် လက်ရှိ ပြန်စတင်ဖို့ ကြိုးပမ်းမှုကို ကန့်ကွက်နေတဲ့ လူထုရဲ့ သဘောထားကို ထောက်ခံတယ်လို့ KIO ပြောရေးဆိုခွင့်ရှိသူ ဗိုလ်မှူးကြီး နော်ဘူက သတင်းမီဒီယာတွေကိုဖြေဆိုထားပါတယ်။


မြစ်ဆုံစီမံကိန်းကို လူထုက ခေတ်အဆက်ဆက် ကန့်ကွက်ရတဲ့အကြောင်းကတော့ အကြောင်းအရင်း တစ်ချက်တည်းကြောင့် မဟုတ်ဘဲ ဧရာဝတီမြစ်ရဲ့ အရေးပါမှု၊ သဘာဝပတ်ဝန်းကျင်ဆိုင်ရာ စိုးရိမ်မှုတွေ၊ ကချင်ဒေသခံတွေရဲ့ လူမှုဘဝအပေါ် သက်ရောက်နိုင်မှုနဲ့ သဘာဝဘေးအန္တရာယ်ဆိုင်ရာ စိုးရိမ်မှုတွေ ပေါင်းစပ်ပြီး ဖြစ်ပေါ်လာတာပါ။


၂၀၂၅ ခုနှစ်က လှုပ်ခတ်ခဲ့တဲ့ စစ်ကိုင်းငလျင်ကြောင့် လူပေါင်းများစွာသေဆုံးခဲ့ပြီးနောက် မြစ်ဆုံစီမံကိန်းဟာ ငလျင်ကြောနဲ့နီးကပ်နေတဲ့အတွက် ဖြစ်ပေါ်လာနိုင်တဲ့ နောက်ဆက်တွဲအန္တရာယ်တွေဟာ လူထုကို အရင်ကထက် ပိုပြီး စိုးရိမ်မှုကိုဖြစ်စေပါတယ်။


မြစ်ဆုံစီမံကိန်းနဲ့ပတ်သက်ပြီး မြန်မာအစိုးရ ဘယ်နှစ်ဆက်ပြောင်းပြောင်း၊ တရုတ်ဘက်က ဘယ်လိုနည်းလမ်းတွေနဲ့ ချဉ်းကပ်လာလာ စီမံကိန်းအပေါ် ကန့်ကွက်တဲ့ လူထုအသံတွေကတော့ ၁၅ နှစ်ကြာပြီးတဲ့အထိ တိတ်ဆိတ်သွားခြင်းမရှိသေးပါဘူး။