กิตติธัช สิงห์เสนา
ในยามเช้า สาย และบ่ายแก่ๆ ที่แม่น้ำกก หมู่บ้านสบงาม ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ หมู่บ้านเล็กๆยังคงเห็นภาพแปลงเกษตรและเกษตรกรบางคนยังออกมาทำสวนทำไร่เป็นกิจวัตร แม้ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา แม่น้ำกกจะเผชิญปัญหาการปนเปื้อนที่ขยายวงมาถึงพื้นที่เกษตรและพืชผักที่พวกเขาปลูกแล้วก็ตาม
จากข้อมูลผลตรวจที่ทยอยออกมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงเมษายน 2569 สะท้อนการปนเปื้อนของโลหะหนักในพืชผลทางการเกษตรริมแม่น้ำกกอย่างต่อเนื่อง โดยพบทั้งแคดเมียม ตะกั่ว และสารหนูในพืชหลายชนิด ในบางรอบตรวจพบพืชที่มีสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานครอบคลุมเกือบทั้งหมดของตัวอย่างที่ตรวจ ยิ่งไปกว่านั้น ผลตรวจในแต่ละช่วงยังสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เกิดขึ้นซ้ำในพื้นที่เกษตรที่ประชาชนยังต้องพึ่งพาเพื่อดำรงชีวิต
ท่ามกลางข้อมูลเหล่านี้ เรายังคงเห็นความนิ่งเงียบของภาครัฐในการจัดการปัญหาอย่างจริงจังต่อการรับผิดชอบคุณภาพชีวิตของประชาชนในสภาวะวิกฤต กลายเป็นความตระหนกซ้ำซ้อนจากสารปนเปื้อน และเพิ่มเติมด้วยความเสียหายจากผลผลิตที่ขายไม่ได้ และรายได้ที่ค่อย ๆ หายไปจากมือของเกษตรกรเอง
“ที่ข้างล่างติดแม่น้ำกกเราทำไม่ได้แล้วตอนนี้ ต้องเสียพื้นที่นั้นไป เพราะเราปลูกไม่ได้ ถ้าปลูกแล้วเกิดไปตรวจเจอสารโน้นสารนี้อีก เราก็ขาดทุนหนักเลย ไม่กล้าทำ” สันติ แซ่ซั่ว เกษตรกรเชื้อสายชาติพันธุ์อิ้วเมี่ยนจากบ้านสบงาม ริมแม่น้ำกก เล่าถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ทำให้เขาจำใจต้องสละพื้นที่ทำกินริมแม่น้ำกว่า 2 ไร่ ที่เคยใช้ปลูกฟักทองสร้างรายได้เกือบ 200,000 บาทต่อรอบ โดยใน 1 ปีปลูก 3 รอบ แต่ตอนนี้ต้องทิ้งไว้เฉย ๆ เพราะความหวาดกลัวว่าหากลงทุนลงแรงไปแล้ว ผลผลิตอาจตรวจพบสารปนเปื้อนจากเหตุน้ำท่วม จนกลายเป็นความสูญเปล่าที่เขาแบกรับไม่ไหว
จากเดิมที่เคยปลูกฟักทองได้ถึง 3 รอบต่อปี วันนี้สันติเหลือรอบการผลิตเพียง 1 รอบเท่านั้น เพราะปัญหาขาดแคลนน้ำ แถมพื้นที่ปลูกใหม่ที่ขยับขึ้นมาสูงขึ้นก็เหลือเพียง 1 ไร่ 1 งาน รายได้ที่เคยงดงามจึงฮวบฮวบเหลือสุทธิเพียง 7,000-8,000 บาทต่อรอบ หลังหักต้นทุนค่าปุ๋ยและค่ายา
อีกสาเหตุที่ต้องสละพื้นที่นั้นคือคำถามซ้ำๆจากพ่อค้าที่เข้ามารับซื้อผลผลิต ว่าพื้นที่อยู่ใกล้แม่น้ำกกแล้วเคยถูกน้ำท่วมหรือไม่ แม้สันติจะยอมเสียเงินจ้างรถไถมาดันหน้าดินที่เสียหายออกไปแล้ว การลดพื้นที่ของสันติจึงเป็นการดิ้นรนสุดท้ายท่ามกลางความไม่แน่นอน ที่เกษตรกรต้องกลายมาเป็นผู้แบกรับต้นทุนความเสียหายทั้งหมดไว้บนบ่าเพียงลำพัง
ในยามที่ยังไม่มีมาตรการเยียวยาใด ๆ เข้ามารองรับ เกษตรกรตัวเล็ก ๆ อย่างสันติจึงต้องเลือกลดพื้นที่เพาะปลูกเพื่อลดความเสี่ยงด้วยตัวเอง
ชะตากรรมของสันติไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง หากมองไปรอบ ๆ หมู่บ้านสบงามชุมชนเล็ก ๆ บริเวณปากน้ำที่ไหลออกสู่แม่น้ำกก จะเห็นร่องรอยของมหาอุทกภัย ทั้งเศษไม้และวัสดุตกค้างปกคลุมด้วยหญ้ารกชัด ในแปลงเกษตรที่ถูกทิ้งร้าง เกษตรกรหลายคนที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำและไม่มีทางเลือกอื่น จำเป็นต้องแบกหนี้ไปเช่าที่ดินแปลงใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
เวลากว่า 2 ปีวิกฤตพืชผักปนเปื้อนในพื้นที่ท่ตอน สะท้อนอีกด้านของปัญหาว่า นอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพื้นที่เพาะปลูกและรายได้ของเกษตรกรแล้ว ยังมีคำถามต่อกลไกของรัฐในการรับมือกับวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดน โดยเฉพาะการดูแลภาคการเกษตรตั้งแต่พื้นที่เพาะปลูก แหล่งน้ำ ดิน ไปจนถึงผลผลิตที่จะเข้าสู่ตลาด
หากมองขึ้นไปในระดับนโยบาย ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งติดตามปัญหามลพิษข้ามพรมแดน กล่าวว่า หากเปรียบเทียบการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังมีกรมควบคุมมลพิษที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและเฝ้าระวัง โดยมีการตรวจน้ำทุกเดือนและตรวจตะกอนดินทุก 2 เดือน ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขมีแผนเฝ้าระวังและตรวจสุขภาพประชาชนกลุ่มเสี่ยงเป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา แต่การตรวจสอบและเฝ้าระวังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการจัดการปัญหา เพราะข้อมูลที่ได้ควรถูกนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและการกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบ ขณะที่ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังไม่เห็นแนวทางและมาตรการในลักษณะเดียวกันอย่างเป็นระบบ
“ไม่เห็นแนวทางและมาตรการของกระทรวงเกษตรเลย ยกเว้นกรมพัฒนาที่ดินที่เข้าไปตรวจดินเพาะปลูก ตรวจน้ำ ตรวจผลผลิตการเกษตร พร้อมมีแนวทางในการฟื้นฟูดิน แต่กรมพัฒนาที่ดินก็เป็นเพียงแค่หน่วยงานเดียว ยังไม่เห็นแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนจากหน่วยงานด้านการส่งเสริมการเกษตร วิชาการเกษตร การดูแลข้าว หรือการจัดการน้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะมาตรการเฝ้าระวังและการจัดหาแหล่งน้ำสำรองสำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ”
ดร.สืบสกุลชี้ว่า การตรวจสารปนเปื้อนที่ผ่านมามักเกิดขึ้นเฉพาะกิจตามคำสั่งหรือคำขอของเกษตรกร มากกว่าจะเป็นระบบเฝ้าระวังที่มีงบประมาณและเป้าหมายต่อเนื่อง รัฐควรเริ่มต้นด้วยการทำ “แผนที่ความเสี่ยงพื้นที่เกษตร” แบ่งพื้นที่ออกเป็นเขตชลประทาน และนอกเขตชลประทาน โดยจำแนกพื้นที่นอกเขตชลประทานเป็น 3 โซน คือพื้นที่ริมแม่น้ำที่ท่วมประจำ พื้นที่เคยถูกน้ำท่วม และพื้นที่ในลุ่มน้ำที่ไม่เคยท่วม เพื่อให้การตรวจสอบตรงจุด นำไปสู่การฟื้นฟู เลือกชนิดพืชที่เหมาะสม และใช้เป็นฐานข้อมูลในการเจรจาแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน
“การปฏิบัติการระยะสั้น รัฐต้องมีห้องปฏิบัติการระดับจังหวัด เพื่อให้การตรวจวิเคราะห์ผลผลิตใช้เวลาสอดคล้องกับธรรมชาติของพืชผัก เช่น ผักชี กะหล่ำปลี ไม่สามารถรอผลตรวจนานนับเดือนได้เพราะจะแก่เกินเก็บเกี่ยว ไม่ใช่ผลักภาระให้เกษตรกรต้องแบกรับความเสี่ยงและรอคอยอย่างไร้จุดหมาย”
ข้อเสนอทสะท้อนว่า การรับมือวิกฤตมลพิษที่กระทบภาคการเกษตรไม่ควรจบเพียงการตรวจพบสารปนเปื้อน แต่ต้องมีการจัดการหลายๆอย่างเพิ่มเติมเป็นกระบวนการ ไปจนถึงมาตรการคุ้มครองเกษตรกรและผู้บริโภค ที่เมื่อมองปัจจุบันแล้วเกษตรกรในพื้นที่ยังต้องตัดสินใจและปรับตัวต่อความเสี่ยงด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์น้ำท่วมและดินโคลนถล่มที่เชื่อมโยงกับวิกฤตแม่น้ำปนเปื้อน และสถานการณ์ดำเนินต่อเนื่องผ่านการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลมาแล้ว 3 ครั้ง กลไกของกระทรวงเกษตรฯยังไม่ปรากฏแผนรับมือปัญหาในภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ และยังไม่มีมาตรการที่ลงมารองรับความเสียหายของเกษตรกรอย่างจริงจัง อีกทั้งตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ยังไม่ปรากฏว่ามีการหยิบยกปัญหานี้ขึ้นมาพูดถึงเลย “แม้แต่ครั้งเดียว”
สุดท้ายถึงแม้ร่องรอยของมหาอุทกภัยและสารพิษอาจเจือจางไปแล้ว แต่ความเปราะบางของเกษตรกรกลับชัดเจนขึ้นทุกวัน แต่ภาครัฐยังคงเลือกที่จะนิ่งเฉย การดิ้นรนของประชาชน จึงเป็นเพียงเสียงสะท้อนแผ่วเบาจากชายขอบ ที่ยังคงรอคอยวันซึ่งความรับผิดชอบจากส่วนกลางจะเดินทางมาถึง ก่อนที่ผืนแผ่นดินทำกินผืนสุดท้ายกลายเป็นสีแดง และวิถีชีวิตของชาวบ้านต้องแตกสลาย
//////////////////
