ผศ.ดร.เสถียร ฉันทะ
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.ราชภัฏเชียงราย

ผลการตรวจสุขภาพประชาชนกลุ่มเสี่ยงสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำ กก สาย รวก โขง ของกองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ 2569 ที่ผ่านมา ผมเห็นอะไรจากรายงานนี้บ้าง
ประการแรก ต้องขอชื่นชม กระทรวงสาธารณสุขน่าจะเป็นหน่วยงานเดียว (เท่าที่ติดตามและรายงานผล) ที่มีแผนติดตามประเมินเรื่องสุขภาพของประชาชนที่อาจเกิดขึ้นจากการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง 5 ปี หลังจากที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ(สคพ.)ที่ 1 จ.เชียงใหม่ ได้เปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำและตะกอนดิน ซึ่งต้องชื่นชมว่าเป็นหน่วยงานรัฐอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีการทำงานยึดโยงกับความวิตกกังวลของประชาชน ขณะที่หน่วยงานรัฐอื่นที่เกี่ยวข้อง ควรดูเป็นตัวอย่างและนำไปปฏิบัติตามภาระกิจหน้าที่ของตนเอง
ประการที่สอง เมื่อพิจารณาข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์ทางสุขภาพจากรายงานทั้งฉบับแรกปี 2568 และฉบับที่สองปี 2569 ทำให้เห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในทางที่น่าเป็นห่วงและกังวลใจจากจากตัวเลขระดับสารหนูรวมในปัสสาวะของประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเปรียบเทียบปี 2568-2569 นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติดังข้อมูลที่แสดง
ปีงบประมาณ 2568
จำนวนตรวจ 322 คน
เกินค่าอ้างอิง(100 µg/L) 7 คน
ร้อยละ 2.17ปีงบประมาณ 2569
ปีงบประมาณ 2569
จำนวนตรวจ 549 คน
เกินค่าอ้างอิง(100 µg/L) 31 คน
ร้อยละ 5.65
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา โดยการทดสอบการแจกแจงข้อมูลด้วย Wilcoxon Signed Ranks Test (p < 0.001) ระดับสารหนูในคนกลุ่มเดิมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นประเด็นที่สำคัญคือข้อมูลอันเป็นหลักฐานที่สำคัญกว่าการเปรียบเทียบจำนวนผู้เกินค่าอ้างอิง คือการติดตามประชาชนกลุ่มเสี่ยงคนเดิม 241 คน ในปี 2568 และ 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่ตรวจปัสสาวะเมื่อปี 2568 และเมื่อตรวจปัสสาวะซ้ำปี 2569 ครั้งที่สองนั้นชี้ให้เห็นว่า “มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น” แม้ว่าจะมีข้อจำกัดที่อาจกล่าวอ้างได้ในเรื่องแหล่งที่มาของสารหนูในร่างกายของประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่รายงานระบุว่าอาจเกี่ยวข้องกับอาหารทะเลด้วย
จริงๆแล้วตรงนี้ในแง่วิชาการ ตัวแปรเรื่องอาหารทะเลอาจกล่าวอ้างได้แต่ในทางการวิชาการนั้นผู้ดำเนินการที่เก็บรวบรวมข้อมูลก็ควรหาวิธีการที่เหมาะสมจัดการได้ก่อนที่จะเก็บตัวอย่างประชาชนกลุ่มเสี่ยงในช่วงเวลานั้นเพื่อจะได้ควบคุมตัวแปรที่ไม่ต้องการได้ รวมถึงจะได้มิต้องหยิบยกมาเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าสารหนูนั้นมาจากอาหารทะเลที่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงบริโภคด้วยหรือไม่ ซึ่งจะทำให้เกิดความไขว่เขว้ได้ และมิควรนำเอาค่าเฉลี่ยสารหนูในพื้นที่อื่นมาเปรียบเทียบกับพื้นที่เสี่ยงจากสารปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำที่เกิดขึ้นในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขงเพราะบริบทและแหล่งที่มาของสารหนูนั้นแตกต่างกัน
ถ้าพิจารณาจากตัวเลขทางสถิติผลการตรวจปี 2568 และ 2569 ดังนี้
ปี 2568: Median = 20.07 µg/L (12.36-30.29 µg/L)
ปี 2569: Median = 30.30 µg/L (17.97-46.55 µg/L), Median (IQR)=31.60(18.64-51.45 µg/L), Max= 4,171.90 µg/L , Min=7.07 µg/L
เพิ่มขึ้นประมาณ 51%
Wilcoxon Signed Ranks Test: p < 0.001
ผลดังกล่าวสะท้อนว่า “การได้รับสารหนูรวม (Total Arsenic) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเมื่อสัมผัสนานขึ้น” ซึ่งตรงนี้หากนำมาวิเคราะห์เชื่อมโยงกับข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์สภาพแวดล้อมด้วยได้ก็จะยิ่งดีมีประโยชน์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำและตะกอนดินของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ซึ่งจะทำให้ข้อสันนิษฐานว่าสภาพแวดล้อมที่ปนเปื้อนอย่างชุมชนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขงนั้นมีผลอย่างไรต่อปริมาณสารหนูในร่างกายของประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปนเปื้อนดังกล่าว ซึ่งจะต้องออกแบบให้เหมาะสมเพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์ดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่า “การกระจายของระดับสารหนูมีความแปรปรวนสูง” ความหมายคือ แม้ว่าค่ามัธยฐานยังต่ำกว่าค่าอ้างอิง 100 µg/L แต่มีค่าบางรายสูงมากถึง 4,171.90 µg/L จึงสะท้อนว่าความเสี่ยงไม่ได้กระจายอย่างสม่ำเสมอในประชากร แต่อาจมี “กลุ่มสัมผัสสูง” หรือ high-exposure group ที่ต้องค้นหาสาเหตุเป็นรายบุคคลและรายพื้นที่”
ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่สำคัญที่จะต้องดำเนินการจะได้จำแนกได้ถูกว่าผู้สัมผัสสูงและเสี่ยงสูงนั้นมาจากการสัมผัสสสารหนูจากแหล่งใดและจะต้องมีมาตรการดำเนินการรองรับกับกลุ่มประชาชนที่สัมผัสสูงและเสี่ยงสูงที่เหมาะสมได้ ดังนั้นมาตรการรับมือควรเปลี่ยนจาก “เฝ้าระวังปลายเหตุ” เป็น “ควบคุมทั้งระบบ” จาก Environmental monitoring + Health monitoring เป็น Integrated Exposure Surveillance จะช่วยลดผลกระทบทางสุขภาพและช่วยออกแบบระบบการฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพได้อย่างเหมาะสมต่อไป