ภาสกร จำลองราช

ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาแม่น้ำสายขุ่นข้นตลอดทั้งปี แตกต่างจากอดีตที่ในฤดูหนาวและฤดูร้อนลำน้ำสายนี้จะใสแจ๋ว สาเหตุสำคัญที่แม่น้ำสายเปลี่ยนแปลงเนื่องจากการทำเหมืองแร่ทองคำและแรร์เอิร์ธบริเวณตอนบนในเขตรัฐฉานใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมของทหารว้า (United Wa State Army -UWSA) และกองทัพพม่า ที่ให้นักธุรกิจจีนเข้ามาดำเนินการขุดแร่
แม้น้ำสายมีความยาวเพียง 30 กิโลเมตร ต้นลำน้ำอยู่ในเขตรัฐฉาน ประเทศพม่า ก่อนไหลเป็นเส้นแบ่งแดนระหว่างไทยด้าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย กับพม่าด้านเมืองท่าขี้เหล็ก เขตรัฐฉานใต้
กว่า 1 ปีที่กรมควบคุมมลพิษได้ตรวจพบอย่างต่อเนื่องว่า น้ำในแม่น้ำสายสารปนเปื้อนด้วยสารโลหะหนักหลายชนิดเกินค่ามาตรฐาน อาทิ สารหนู ตะกั่ว แมงกานีส โดยเฉพาะสารหนูที่ตรวจพบเกินมาตรฐานทุกครั้ง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับแม่น้ำกก แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง แต่ไม่มีครั้งใดที่ผลการตรวจออกมาน่าตกใจเท่ากับครั้งล่าสุด
กรมควบคุมมลพิษได้เก็บตัวอย่างน้ำแม่สายเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 และแจ้งผลตรวจให้สาธารณชนทราบเมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา โดยพบสารหนูสูงถึง 0.284 มก./ล.(มาตรฐานอยู่ที่ 0.01 มก./ล.) เกินค่ามาตรฐานถึง 28.4 เท่า และยังพบสารตะกั่วสูง 0.266 มก./ล.(มาตรฐานอยู่ที่ 0.05 มก./ล.) เกินค่ามาตรฐานกว่า 5 เท่า ซึ่งเป็นสถิติใหม่จากผลการตรวจคุณภาพน้ำสาย 21 ครั้งที่ผ่านมาซึ่งไม่เคยมีครั้งใดพบสารหนูและตะกั่วสูงเท่านี้มาก่อน
สำหรับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามสถานการณ์แม่น้ำปนเปื้อนข้ามแดน อาจไม่แปลกใจเพราะเชื่อว่าปริมาณสารโลหะหนักที่ปนเปื้อนแม่น้ำสายจะสูงขึ้นตามจังหวะเวลา ซึ่งนับวันการสะสมตัวของสารพิษเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นและกระจายตัวออกไปเรื่อยๆตราบใดที่แหล่งผลิตมลพิษคือเหมืองแร่ยังไม่ได้รับการควบคุม
จากข้อมูลของหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย พบว่า บริเวณตอนบนของแม่น้ำสายมีการทำเหมืองแร่ทองคำและแรร์เอิร์ธ 14 แห่ง โดยกว่าครึ่งหนึ่งเป็นการขุดเหมืองกลางและริมลำน้ำแม่สาย ดังนั้นจึงทำให้สารโลหะหนักปนเปื้อนลงแม่น้ำอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในฤดูฝนซึ่งปริมาณฝนที่ตกหนักได้ชะล้างตะกอนดินและสารพิษจากเหมืองแร่ ฉะนั้นยิ่งแม่น้ำสายขุ่นข้นมากเท่าไร การตรวจพบสารโลหะหนักในปริมาณที่สูงขึ้นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ
เพียงแต่ผลตรวจล่าสุดนี้ ปริมาณสารหนูและตะกั่วได้พุ่งกระฉูดแบบก้าวกระโดด ทำให้แม่น้ำสายตกอยู่ในสภาวะวิกฤตทันที
การพุ่งขึ้นของปริมาณสารโลหะหนักในแม่น้ำสายเป็นไปในทิศทางเดียวกับการขยายพื้นที่ของเหมืองขนาดใหญ่ที่อยู่บริเวณหุบเขาต่างๆที่เป็นต้นแม่น้ำสายในเขตเมืองสาด รัฐฉาน ซึ่งจากการที่สำนักข่าวชายขอบได้ลงพื้นที่ พบการเปิดหน้าดินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเหมืองแร่หลายแห่งสามารถยืนสังเกตการณ์ได้จากฝั่งประเทศไทยในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย
เห็นได้ชัดว่าทั้งทหารว้าและนักธุรกิจจีนโดยการรู้เห็นของทหารพม่า กำลังเร่งมือตักตวงแร่ เพราะปัจจุบันบริเวณพื้นที่ทำเหมืองยังเป็นช่องว่างทางกฏหมายไม่มีรัฐบาลประเทศใดเข้าไปกำกับดูแล ขณะที่กองกำลังว้า UWSA เป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งเนื่องจากมีรายได้มหาศาลจากยาเสพติดและธุรกิจผิดกฎหมายมาเสริมสร้างแสนยานุภาพ ทำให้ทั้งรัฐบาลพม่าและรัฐบาลไทยต่างคิดหนัก หากจะเผชิญหน้าหรือแตกหักกับกองกำลังกลุ่มนี้ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน
แม้ว่าเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2569 รัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมาได้ร่วมกันลงนามขอบเขตการดำเนินงาน (TOR) ว่าด้วยการจัดการมลพิษข้ามพรมแดนไทย-เมียนมา ระหว่างการมาเยือนไทยของ พลเอกมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีของเมียนมา แต่ผ่านไปแล้วกว่า 1 เดือนกลับยังไม่มีความคืบหน้าใดๆที่สะท้อนให้เห็นความหวังในควบคุมการทำเหมืองเถื่อนบริเวณต้นแม่น้ำสายเลย
ในทางตรงกันข้ามจากคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่เหมืองแร่ที่บอกกับสำนักข่าวชายขอบ ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงสถานการณ์เหมืองแร่
“รถบรรทุกในเหมืองวิ่งกันทั้งกลางวันและกลางคืน ตอนนี้ทหารว้าขยายพื้นที่มาถึงแปลงเกษตรของคนในหมู่บ้าน บางคนก็ได้ค่าชดเชยราคาถูก บางบ้านที่ไม่ยอมขาย เขาก็มายึดที่ดินเอาไปเลย เราทนอยู่ที่นั่นต่อไปไม่ได้ จึงต้องอพยพข้ามมาอยู่กับญาติพี่น้องฝั่งไทย เข้ามาหางานทำและไม่คิดจะกลับไปอีก”
ปัจจุบันหลายหมู่บ้านในเขตเมืองสาดซึ่งเป็นพื้นที่ทำเหมืองได้กลายเป็นชุมชนร้าง เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าเขาและแม่น้ำถูกทำลายด้วยเหมืองแร่ ทำให้พวกเขาไม่สามารถทำมาหากินเหมือนคนรุ่นบรรพชนได้อีกแล้ว
เช่นเดียวกับประชาชนในอำเภอแม่สาย ปัจจุบันแทบไม่กล้าใช้น้ำประปาเนื่องจากน้ำดิบที่นำมาผลิตต้องสูบมาจากแม่น้ำสาย ดังนั้นหลายคนจึงเลือกที่จะซื้อน้ำบรรจุขวดและถังจากภายนอกมาบริโภคแทน กลายเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในชีวิตประจำวัน ซึ่งจนถึงวันนี้การหาแหล่งน้ำแห่งใหม่ก็ยังไม่มีทางเลือก เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้มีการของบประมาณเพื่อสร้างแหล่งสูบน้ำแห่งใหม่โดยใช้น้ำจากแม่น้ำโขง แต่เมื่อแม่น้ำโขงปนเปื้อนสารโลหะหนักเช่นกัน ทำให้คนแม่สายแทบไม่มีทางออก
ขณะที่พื้นที่เกษตรกรรมลุ่มน้ำสายหลายหมื่นไร่ กำลังได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากระบบชลประทานได้ใช้น้ำจากแม่น้ำสายหล่อเลี้ยงพืชผลทางการเกษตร แม้ที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดินได้ตรวจพบว่าดินในหลายจุดมีค่าสารโลหะหนักเกินมาตรฐาน
แต่ที่น่าประหลาดใจคือบทบาทของรัฐบาลไทยและหน่วยงานราชการ เพราะแทนที่จะรีบปกป้องประชาชนของตัวเองและหาวิธีหยุดสารพิษที่ต้นกำเนิด กลับตั้งคำถามในลักษณะที่ไม่แน่ใจว่า สารโลหะหนักนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ในแม่น้ำสาย และมีความคลาดเคลื่อนจากการตรวจหรือไม่
ทุกวันนี้ประชาชนในลุ่มแม่น้ำสายจึงเปล่าเปลี่ยวและว้าเหว่ขึ้นเรื่อยๆ
หมายเหตุ-ภาพเหมืองทองคำขนาดใหญ่ต้นแม่น้ำสายซึ่งอยู่ชายแดนไทยด้านอำเภอแม่ฟ้าหลวงซึ่งกำลังขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว