Search

สำรวจเหมืองแร่ต้นน้ำแหล่งสารพิษทำแม่น้ำสายวิกฤต-พบขยายตัวอย่างรวดเร็วทำงานทั้งกลางวัน/กลางคืนในเขตพื้นที่ทหารว้า/ทหารพม่า-เผยเหมืองเมืองกาน/พญาไพรมี 4 กองกำลังตั้งประจัญหน้า-ทหารไทยเคยประท้วงผ่านกลไกลท้องถิ่นแต่ทหารพม่าไม่สน

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าว “สำนักข่าวชายขอบ” ได้ลงพื้นที่สำรวจการทำเหมืองแร่บริเวณชายแดนไทย-พม่า ด้าน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ภายหลังจากที่จังหวัดเชียงรายประกาศห้ามใช้น้ำในแม่น้ำสายเนื่องจากกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ตรวจพบว่ามีสารหนู (As) ปนเปื้อนสูงถึง 0.284 มก./ล.ซึ่งเกินมาตรฐานถึง 28 เท่า และยังพบสารตะกั่ว (Pb) สูงถึง 0.266 มก./ล. เกินมาตรฐานถึงกว่า 5 เท่า


ทั้งนี้จุดแรกที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่คือชายแดนบริเวณบ้านม้งแปดหลัง ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง โดยบริเวณชายแดนฝั่งตรงข้ามคือบ้านแม่โจ๊ก เขตเมืองสาด มีเหมืองทองขนาดใหญ่ซึ่งทหารพม่าและทหารว้าอนุญาตให้นักธุรกิจจีนเข้ามาทำเหมืองทองคำเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้เหมืองทองคำได้ขยายพื้นที่อย่างรวดเร็วจากการสังเกตด้วยตาโดยก่อนหน้านี้ผู้สื่อข่าวได้เคยลงพื้นที่บริเวณนี้แล้วหลายครั้ง ซึ่งมีการเปิดหน้าดินขึ้นไปยังภูเขาในหลายจุด ที่สำคัญได้มีการเปิดหน้าดินเข้ามาทางฝั่งไทยจนประชิดติดชายแดนไทย จนน่าหวั่นใจว่าได้ล้ำแดนเข้ามาในประเทศไทยแล้วหรือไม่ เนื่องจากบริเวณนี้ยังไม่มีการปักเส้นแบ่งแดนที่ชัดเจน


ชาวบ้านในพื้นที่รายหนึ่งกล่าวว่า ประชาชนหลายคนต่างวิตกกังวลว่าเหมืองแร่ดังกล่าวจะเป็นสาเหตุทำให้พื้นดินบริเวณพื้นที่ทางการเกษตรของชาวบ้านพังทลายหรือไม่ โดยในบริเวณดังกล่าวเดิมทีเคยมีเส้นทางสัญจรของชาวบ้านระหว่างหมู่บ้านม้งแปดหลังและบ้านแม่โจ๊ก แต่ภายหลังที่มีการทำเหมืองแร่ ทหารว้าและทหารพม่าได้สั่งห้ามคนจากฝั่งไทยข้ามไปยังบ้านแม่โจ๊กพร้อมห้ามไม่ให้เข้าสู่บริเวณเหมืองเด็ดขาด ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ พื้นที่ป่าเขาบริเวณที่ทำเหมืองแร่เป็นที่ดินที่ชาวบ้านฝั่งไทยเดินทางไปทำไร่


ชาวบ้านกล่าวว่า เดิมทีชาวบ้านฝั่งไทยในหลายพื้นที่ได้เข้าไปทำไร่ในฝั่งบ้านแม่โจ๊ก เพราะประชาชนทั้งสองฝั่งต่างเป็นเครือญาติกัน โดยดินบริเวณฝั่งบ้านแม่โจ๊กมีความอุดมสมบูรณ์และได้ผลผลิตที่สูงกว่าผืนดินในฝั่งไทย และบริเวณดังกล่าวมีลำห้วยแม่โจ๊กซึ่งมีน้ำตลอดปี แต่ภายหลังจากมีการทำเหมืองแร่ ได้มีการเปิดหน้าดินและตัดไม้ทำลายป่าเป็นบริเวณกว้าง แม้แต่พื้นที่ที่เคยเป็นสุสานฝังศพของชุมชนดั้งเดิมก็ถูกบุกรุก โดยลำห้วยแม่โจ๊กเป็นต้นน้ำแม่สาย-แม่น้ำรวก ดังนั้นเมื่อฝนตกหนักทำให้หน้าดินที่ถูกเปิดเพื่อทำเหมืองแร่ได้ไหลลงลำห้วยแม่โจ๊กและไหลลงแม่น้ำสาย


“ดินฝั่งโน้นมีอุดมสมบูรณ์ มีการทำไร่ ดินดีกว่า ปลูกอะไรก็ดี ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเลย สมัยก่อนเราไปเที่ยวหาญาติพี่น้องฝั่งนู้นกันเสมอ มีทั้งม้ง อาข่า มูเซอ (ลาหู่) ไทใหญ่ แต่ก่อนเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่ตอนนี้มีหมู่บ้านใหญ่ ตอนหลังไม่ได้ไปแล้วเพราะว่าถนนไม่ดี และมีคนว้าเข้ามาเยอะ พวกเราคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง” ชาวบ้านอีกรายหนึ่ง กล่าว


ชาวบ้านกล่าวว่า ตั้งแต่มีการทำเหมือง ทำให้ชาวบ้านแม่โจ๊กหลายครอบครัวต้องอพยพไปอยู่ที่อื่นเนื่องจากที่ดินทำกินถูกแย่งชิงไปทำเหมืองแร่ เพราะในฝั่งพม่าไม่ได้มีเอกสารครอบครองเหมืองฝั่งไทย แค่เพียงขออนุญาตจากผู้นำหมู่บ้าน ดังนั้นเมื่อผู้นำอนุญาตแล้วก็ไม่ได้มาแจ้งลูกบ้าน ปล่อยให้มีการทำเหมืองไปเรื่อยๆ


หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวได้เดินทางต่อไปยังบ้านพญาไพร ต.เทอดไทย ซึ่งบริเวณชายแดนฝั่งตรงข้ามมีการทำเหมืองแร่ขนาดใหญ่ พื้นที่เมืองกาน เขตเมืองสาด รัฐฉานใต้ โดยเหมืองแห่งนี้เกิดขึ้นภายหลังเหมืองแม่โจ๊กและยังไม่ค่อยเป็นข่าว โดยชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่ามีการขยายพื้นที่อย่างรวดเร็ว และเหมืองแห่งนี้เป็นป่าต้นน้ำแม่น้ำสายเช่นเดียวกับเหมืองแม่โจ๊ก


“บริเวณนี้เป็นพื้นที่เผชิญหน้าของ 4 กองกำลัง คือทหารไทย ทหารไทใหญ่(Restoration Council of Shan State/Shan State Army- RCSS/SSA ) ทหารว้า(United Wa State Army -UWSA) และทหารของกองทัพพม่า จุดที่ทำเหมืองเป็นของทหารว้าและทหารพม่า พวกเขาขนแร่จากเหมืองไปเส้นทางฝั่งนู้น ฝั่งไทยเองก็รู้อยู่ว่ามันทำลายต้นแม่น้ำสาย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะทหารไทยเคยประท้วงผ่าน TBC ไปหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ” แหล่งข่าวในพื้นที่ กล่าว


แหล่งข่าวกล่าวว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเหมืองแร่เมืองกานได้ขยายพื้นที่อย่างรวดเร็ว และคนงานทำงานกันทั้งกลางวันและกลางคืน แต่พวกเขาไม่ยอมให้ชาวบ้านแถวนี้เข้าไปในเหมืองโดยมีทหารว้าและพม่าคอยดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด


นส.เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหาร Rivers and Rights และมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่าการขยายตัวของเหมืองแร่เหล่านี้มีนัยยะสำคัญอย่างยิ่งต่อปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำและตะกอนดินในแม่น้ำสาย แม่น้ำโขง แต่กลับยังไม่พบว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับต้นเหตุของสารพิษ


“แหล่งมลพิษเหล่านี้ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาประชาชนและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เครื่องจักรดำเนินการตลอด 24 ชม. ได้ยินเสียงตลอดทั้งคืน เหมืองแร่นี้ตั้งอยู่ประชิดชายแดนไทย และยังมีเหมืองในลักษณะนี้อีกกว่า 850 แห่งในลุ่มน้ำโขง ที่ไม่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมใดๆ ประชาชนลุ่มน้ำสาย ลุ่มน้ำโขง ต่างกังวลใจว่าแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษ เป็นความวังเวงใจอย่างยิ่งที่ประชาชนต้องถูกทอดทิ้งแบบนี้” น.ส.เพียรพร กล่าว