Search

กรมชลประทานรื้อฟื้นโครงการ “เขื่อนคลองชมพู” วงเงิน 1,400 ล้านบาท เร่งทำ EIA ใหม่หลังหมดอายุ-ชาวบ้านบุกที่ว่าการอำเภอค้าน-จี้รัฐหยุดอ้างชื่อประชาชนหนุนโครงการ-หวั่นกระทบผืนป่าต้นน้ำทุ่งแสลงหลวง

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ณ ที่ว่าการอำเภอเนินมะปราง จ.พิษณุโลก เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู พร้อมด้วยชาวบ้านตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง กว่า 60 คน ได้เดินรทางเข้ายื่นหนังสือต่อ น.ส.มนัส สิงหเดช นายอำเภอเนินมะปราง เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองชมพู (เขื่อนคลองชมพู) ที่หน่วยงานรัฐเตรียมรื้อฟื้นโครงการกลับมาอีกครั้ง

นายเชาว์ เย็นช่ำ เลขาธิการเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา อำเภอเนินมะปรางได้จัดการประชุมสภาเกษตรจังหวัดพิษณุโลก มีการออกหนังสือเชิญกำนันและผู้ใหญ่บ้านในทุกอำเภอเข้าร่วม โดยระบุว่า เป็นการประชุมเพื่อเลือกสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก อย่างไรก็ตามในการประชุมดังกล่าวกลับมีการเชิญตัวแทนกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม และได้นำเสนอข้อมูลโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองชมพู หรือเขื่อนคลองชมพู เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม พร้อมทั้งมีการเกณฑ์คนจาก 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เนินมะปราง อ.วังทอง และ อ.บางกระทุ่ม โดยอ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชนในพื้นที่โครงการ และมีการยื่นหนังสือสนับสนุนการก่อสร้างเขื่อนคลองชมพูต่อประธานสภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก

นายเชาว์ กล่าวอีกว่า ชาวบ้านจึงเดินทางมายื่นหนังสือคัดค้านต่อนายอำเภอเนินมะปราง เพื่อคัดค้านกระบวนการจัดประชุมเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา และยืนยันว่าการประชุมดังกล่าวไม่ใช่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่เป็นกระบวนการที่ชาวบ้านมองว่าเป็นการแอบอ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชนในพื้นที่ หากหน่วยงานต้องการรับฟังความคิดเห็นชาวบ้าน ควรไปจัดเวทีในพื้นที่ตำบลชมพู ไม่ใช่ไปจัดนอกพื้นที่และปล่อยให้มีการจัดตั้งคนเข้าไปแสดงความคิดเห็น

“ชาวบ้านที่ไปยื่นหนังสือสนับสนุนไม่ใช่คนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ และยังแอบอ้างว่าเป็นตัวแทนชาวบ้านชมพู ประเด็นนี้นายอำเภอต้องชี้แจงให้ชัดเจน เพราะเป็นผู้ออกหนังสือเชิญเข้าร่วมการประชุม แต่ไม่บอกว่าจะมีการพูดคุยเรื่องเขื่อน และไม่ได้เชิญชาวบ้านในพื้นที่ไปร่วมเวที ชาวบ้านเพิ่งมาทราบเรื่องในภายหลังจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนในท้องถิ่น” นายเชาว์กล่าว

นายเชาว์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้ยื่นเรื่องต่อผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ เพื่อติดตามคดีความกรณี นายวรชัย เที่ยงไธสง กำนันตำบลชมพู กรณีลักลอบตัดไม้หวงห้ามในเขตป่าอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงเมื่อปี 2562 ซึ่งคดีอยู่ในชั้นศาลฎีกา ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงยังไม่มีการสั่งพักราชการหรือตัดสิทธิ์กำนันคนดังกล่าว เพราถือเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ทั้งนี้ทางตำรวจได้รับเรื่องไว้ โดยชาวบ้านขอให้เร่งตรวจสอบคดีภายใน 15 วัน โดยหากไม่มีความคืบหน้า ชาวบ้านจะรวมตัวกันมาติดตามเรื่องอีกครั้ง

ด้าน น.ส.มนัส สิงหเดช นายอำเภอเนินมะปราง กล่าวว่า ได้รับหนังสือจากตัวแทนชาวบ้านเครือข่ายลุ่มน้ำชมพูแล้ว โดยจะรับเรื่องไว้และส่งต่อให้กรมชลประทานที่เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ พร้อมรายงานข้อเรียกร้องของชาวบ้านให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกได้รับทราบ อย่างไรก็ตามหากมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ขอให้ชาวบ้านเข้าร่วมทุกครั้ง เพื่อแสดงจุดยืนและข้อคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ เช่นเดียวกับการเดินทางมายื่นหนังสือในวันนี้ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าชาวบ้านไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว ส่วนกรณีการตรวจสอบการดำเนินคดีเกี่ยวกับการลักลอบตัดไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงนั้น จะส่งเรื่องให้ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเนินมะปรางตรวจสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินคดีอีกครั้ง

สำหรับสถานะการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการเขื่อนคลองชมพู เนื่องจากรายงานฉบับเดิมหมดอายุ ประกอบกับสภาพระบบนิเวศและข้อกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป หากจะรื้อฟื้นหรือเดินหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำคลองชมพู จำเป็นต้องจัดทำรายงาน EIA ใหม่ทั้งหมด โดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) มีมติให้กรมชลประทานกลับไปทบทวนและจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมใหม่อีกครั้ง

โดย นายชำนาญ ชูเที่ยง ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพิษณุโลก เปิดเผยในเวทีการประชุมสภาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า พื้นที่ลุ่มน้ำชมพูครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ โดยต้นน้ำอยู่ที่ ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ไหลผ่าน อ.วังทอง และ อ.บางกระทุ่ม ก่อนเข้าสู่พื้นที่ อ.เมือง จ.พิจิตร โดยกรมชลประทานศึกษาลุ่มน้ำชมพูมาตั้งแต่ปี 2535 แต่ EIA เดิมหมดอายุแล้ว จึงขอจัดทำ EIA ใหม่ โดยจะศึกษาให้ครอบคลุมและเป็นระบบมากขึ้น คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง และแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2570 จากนั้นหากประชาชนเห็นด้วยกับโครงการ กรมชลประทานจึงจะพิจารณาศึกษารายละเอียดด้านโครงสร้างของอ่างเก็บน้ำคลองชมพูต่อไป โดยประเมินค่าก่อสร้างไว้ประมาณ 1,400 ล้านบาท

ทั้งนี้ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองชมพูเคยถูกบรรจุในแผนบริหารจัดการน้ำเมื่อปี 2556 ก่อนถูกยกเลิกในปี 2557 หลังเผชิญการคัดค้านจากเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพูและประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงประมาณ 2,700-3,000 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำชั้น 1 เอ มีความสมบูรณ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าหายาก อาทิ จระเข้น้ำจืดสายพันธุ์แท้ และศิลาวารีหรือดอกไม้น้ำ ที่เป็นพันธุ์พืชหายาก