Search

ทางการลาวตรวจพบรูรั่วงบประมาณโครงการเขื่อนอื้อ/5 แห่งขายไฟแล้วแต่ยังไม่มีสัญญาสัมปทาน/12 แห่งค้างค่าภาคหลวงกว่า 582 ล้าน/อีกหลายแห่งค้างค่าเช่าสัมปทานที่ดิน

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 เพจข่าวเศรษฐกิจในสื่อสังคมออนไลน์ของลาว รายงานว่า นายเวียงทะวิสอน เทบพะจัน ประธานองค์การตรวจสอบแห่งรัฐ ได้รายงานผลการตรวจสอบประจำปี 2025 (ตรวจสอบในปี 2026) ต่อการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 2 ของสภาแห่งชาติชุดที่ 10 เมื่อเช้าวันที่ 8 ตุลาคม 2026 โดยได้เสนอประเด็นข้อคงค้างสำคัญในการคุ้มครองการจัดเก็บรายรับจากเขื่อนไฟฟ้า โดยผลการตรวจสอบพบว่า มีเขื่อนไฟฟ้าจำนวน 5 เขื่อนที่ได้ดำเนินการผลิตและขายพลังงานไฟฟ้าตลอดทั้งปี 2025 มีมูลค่าจากการขายสูงถึง 5,232.95 พันล้านกีบ (7,828   ล้านบาท) แต่ยังไม่เซ็นสัญญาสัมปทาน ซึ่งทำให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บค่าภาคหลวงและภาษีอื่นๆ เข้างบประมาณของรัฐได้

นอกจากนี้การตรวจสอบการบริหารจัดเก็บรายรับจากเขื่อนไฟฟ้า ยังพบปัญหาเชิงลบและข้อคงค้างอีกหลายประการ เช่น มีเขื่อนไฟฟ้าที่ค้างชำระค่าภาคหลวง ซึ่งเป็นเขื่อนที่อยู่ในการดูแลของส่วนกลาง 12 แห่ง ยังคงค้างการจ่ายค่าภาคหลวงจากการขายพลังงานไฟฟ้าตามใบแจ้งหนี้จำนวน 17.33 ล้านเหรียญสหรัฐ (582.4 ล้านบาท) และ 5,810 พันล้านกีบ (ราว 8,740.7 ล้านบาท)

ส่วนเขื่อนไฟฟ้าที่อยู่ในการดูแลของระดับแขวง 2 แขวง จำนวน 8 เขื่อน ยังคงค้างชำระค่าภาคหลวง จำนวน 3.02 ล้านเหรียญสหรัฐ (101.7 ล้านบาท) การเซ็นสัญญายกเว้นค่าภาคหลวงขัดกับกฎหมาย พบเขื่อนไฟฟ้า 2 แห่ง ที่ดูแลโดยท้องถิ่น ที่ได้ดำเนินการผลิตไฟฟ้าและขายพลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2021-2025 รวมมูลค่า 66.84 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,246 ล้านบาท) แต่ระดับแขวงได้เซ็นสัญญายกเว้นการจัดเก็บภาษีค่าภาคหลวง ทำให้รัฐบาลเสียผลประโยชน์จำนวน 3.34 ล้านเหรียญสหรัฐ (112.47 ล้านบาท)

 นอกจากนี้ยังพบว่า การเก็บค่าเช่าที่ดินไม่ครบถ้วน มีจำนวน 9 เขื่อนไฟฟ้า ยังค้างการจ่ายค่าเช่า -สัมปทานที่ดิน จำนวน 192.075 ล้านเหรียญสหรัฐ (6,468.2 ล้านบาท) และมีอีก 5 เขื่อนที่ยังไม่ได้เซ็นสัญญาเช่าที่ดิน มี 5 เขื่อนที่ได้รับการยกเว้นค่าเช่าที่ดินและอีก 6 เขื่อน ไม่มีข้อมูลการเช่าที่ดิน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 ” นอกจากนี้ยังตรวจพบว่า กรมคุ้มครองวิสาหกิจ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า จัดทำบัญชีรายชื่อเขื่อนไฟฟ้าไม่ครบถ้วน โดยไม่มีการจำแนกจำนวนเขื่อนทั้งหมด รวมถึงขาดข้อมูลตัวเลขอ้างอิงปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้าที่สมบูรณ์ ขณะเดียวกัน กรมคุ้มครองทรัพย์สินแห่งรัฐ กระทรวงการเงิน ก็มีข้อบกพร่องในการรวบรวมและติดตามบัญชีรายได้จากค่าภาคหลวง ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบรายรับที่แท้จริงของแต่ละเขื่อนได้ ทั้งในส่วนของรายได้ทั้งหมด รายได้ค้างชำระ รายได้ล่วงหน้า รวมถึงมาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบการจัดเก็บรายได้ดังกล่าว ยังขาดความทันสมัย” นายเวียงทะวิสอน กล่าว

ประธานองค์การตรวจสอบแห่งรัฐ กล่าวว่า ข้อเสนอแนะต่อปัญหาดังกล่าว องค์การตรวจสอบแห่งรัฐ ได้เสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า โดยกรมครองวิสาหกิจ ประสานงานกับบริษัทผลิตไฟฟ้าลาว (มหาชน) เร่งจัดทำสัญญาสัมปทานเขื่อนไฟฟ้าทั้ง 5 แห่ง เพื่อเป็นหลักฐานในการจัดเก็บค่าภาคหลวง เข้างบประมาณของรัฐให้ครบถ้วน พร้อมทั้งเสนอให้กระทรวงการเงิน(กรมคุ้มครองทรัพย์สินแห่งรัฐ) เร่งทวงค่าภาคหลวง และค่าเช่า-สัมปทานที่ดินที่ยังคงค้างชำระ จากบริษัทเขื่อนไฟฟ้าที่ดูแลโดยศูนย์กลางและท้องถิ่น เข้างบประมาณแห่งรัฐอย่างเร่งด่วน

ขณะที่ผู้ใช้สื่อออนไลน์ต่างแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เช่นบอกว่า กฎหมายมีไว้ทำไม ,มันต้องมีที่ไปที่มา น่,าตลกมากปีที่แล้วรายงานว่าการไฟฟ้าลาวขาดทุนขายใส่กระเป๋าตัวเองแล้วมาดูดเลือดของประชาชนแบบนี้ก็ได้เหรอ ,ไม่แปลกที่บ้านเราไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควรจะเป็น , ถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา การศึกษา สาธารณสุข นี่หรือคำว่าสะอาดส่องใส หรือว่าเป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวงขนาดใหญ่กว่าที่ผ่านมา, หากตรวจพบแล้วก็ควรปฎิบัติตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น, แบบนี้ก็ได้เหรอสร้างไปขายไป แต่ยังไม่มีสัญญาแผนกที่เกี่ยวข้องทำอย่างไร? แล้วมาเก็บค่าไฟจากประชาชนไม่ใช้หนี้ มันไม่สมเหตุสมผล เหตุเกิดจากรัฐบริหาร รัฐควรรับผิดชอบ