Search

ทัพเมียนมาทุบทำลายอาคารกว่า 60 แห่งในชเวโก๊กโก่-แหล่งต้มตุ๋นหลอกลวง

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 Karen News รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวบริเวณชายแดนเปิดเผยว่า กองทัพเมียนมาได้เข้าทุบทำลายอาคารจำนวน 63 แห่ง ในพื้นที่ ชเวโก๊กโก่ (Shwe Kokko) เขตเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง บริเวณชายแดนไทย–เมียนมา(ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก) โดยอ้างว่าอาคารเหล่านี้เคยถูกใช้สำหรับดำเนินธุรกิจหลอกลวงออนไลน์ หรือ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” และกิจการบ่อนการพนัน การรื้อถอนดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลา 2 วัน ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคมจนถึงวันที่ 8 ตุลาคม

สื่อของรัฐเมียนมาซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพรายงานว่า ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กองทัพได้ตรวจพบอาคารที่เคยถูกใช้ดำเนินธุรกิจหลอกลวงออนไลน์ผิดกฎหมายในพื้นที่ชเวโก๊กโก่รวมทั้งหมด 140 แห่ง ขณะนี้กำลังใช้เครื่องจักรเข้ารื้อถอนอาคารที่เหลืออีก 63 แห่ง โดยในจำนวนนี้ กองทัพระบุว่าอาคาร 34 แห่ง ที่ตั้งอยู่ใกล้กับบ้านพักอาศัย จะใช้กำลังคนรื้อถอนเป็นชั้น ๆ แทนการใช้เครื่องจักร

ขณะที่แหล่งข่าวซึ่งใกล้ชิดกับกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ชเวโก๊กโก่กล่าวว่า “ทั้งหมดมี 63 แห่งที่ถูกรื้อถอน เมื่อวานกับวันนี้รื้อถอนต่อเนื่องกันสองวัน มีทั้งอาคารขนาดใหญ่และขนาดเล็ก กองทัพเป็นฝ่ายเข้าไปรื้อถอนเอง แม้แต่เช้าวันนี้ก็ยังได้ยินเสียงระเบิดดังตลอดทั้งเช้า”

ทั้งนี้พื้นที่ชเวโก๊กโก่ ตั้งอยู่ทางเหนือของเมืองเมียวดี อยู่ภายใต้การควบคุมหลักของ กองทัพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Army-KNA-KNA) ซึ่งพัฒนามาจาก กองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (Karen Border Guard Force-Karen -BGF) โดยก่อนหน้านี้กองทัพเมียนมาและ BGF/KNA เคยร่วมกันดำเนินการรื้อถอนอาคารที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลอกลวงออนไลน์ในพื้นที่ดังกล่าว

ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ประชาคมระหว่างประเทศเพิ่มการจับตาและวิพากษ์วิจารณ์ปัญหา อาชญากรรมข้ามชาติและธุรกิจหลอกลวงออนไลน์ตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา กองทัพเมียนมาก็เคยแสดงปฏิบัติการรื้อทำลายอาคารที่ใช้ดำเนินธุรกิจหลอกลวงออนไลน์ภายในพื้นที่ KK Park ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชื่อเสียงด้านอาชญากรรมข้ามชาติ

อย่างไรก็ตาม ผู้ติดตามและศึกษาปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดนในขณะนั้นวิพากษ์วิจารณ์ว่า การรื้อถอนดังกล่าวอาจเป็นเพียง “ปฏิบัติการสร้างภาพ” ของกองทัพเมียนมาและกลุ่มที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการปราบปรามธุรกิจหลอกลวงออนไลน์ ทั้งที่กลุ่มเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวเอง