Search

แนะวิธีกำจัดตะกอนพิษในบ่อกักชลประทานแม่สาย-คพ.จับมือ SCG เตรียมนำดินปนเปื้อนโลหะหนักทำผลิตภัณฑ์ผสมซีเมนต์-ลดต้นทำลาย “ผอ.บูรณะนิเวศ”เตือนมีความเสี่ยง-แนะรัฐบาลวางแผน/เตรียมงบทำหลุมฝังกลบอย่างถูกวิธี

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ (สคพ.)ที่ 1 เชียงใหม่ กรมควบคุมมลพิษ(คพ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับบ่อกักตะกอนของกรมชลประทานแม่สายซึ่งคาดว่ามีสารโลหะหนักในปริมาณสูงและยังไม่มีแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในระบบชลประทานที่ใช้น้ำจากแม่สายที่พบสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน ว่าขณะนี้ คพ.มีงานวิจัยร่วมกับบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCG ในการนำตะกอนที่มีสารปนเปื้อนมาใช้ประโยชน์ โดย SCG จะนำมาผสมกับซีเมนต์ทำเป็นผลิตภัณฑ์ แต่ยังอยู่ในช่วงทดลอง โดยมองไปถึงตะกอนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง ตลอดจนตะกอนในระบบประปาซึ่งคาดว่ามีปริมาณสารโลหะหนักสูงเช่นกัน หากได้ผลวิจัยเป็นอย่างไร ก็จะจัดทำเป็นข้อเสนอไปยังหน่วยงานอื่น

“หลักการในการบำบัดของเสียเหล่านี้คือการปรับเสถียรให้มันอยู่นิ่งที่สุดโดยใช้วัสดุ ที่นิยมมากที่สุดคือซีเมนต์ที่ช่วยตรึงไว้ เช่น ทำเป็นเสาเข็ม หรือวัสดุปูพื้นที่ยึดติดเอาไว้เลย เป็นหลักการจัดการทั่วไป ยกเว้นใครจะนำก้อนปูนนั้นไปทุบทำเป็นอย่างอื่น”นายอาวีระ กล่าว และว่าในวันที่ 12 ตุลาคม ทีมงานของ สคพ.ที่ 1 และทีม SCG จะลงพื้นที่แม่สายเพื่อเก็บข้อมูลตะกอนไปทดลอง เพราะวิธีการนี้เป็นความหวังหนึ่งดังนั้นจึงต้องทำให้รัดกุมที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ผ่านมาตะกอนปนเปื้อนสารโลหะหนัก เช่น ตะกอนจากระบบประปา จัดการด้วยวิธีใด ผอ.สคพ.ที่ 1 กล่าวว่า ขณะนี้แม้ตะกอนประปามีปริมาณสารโลหะหนักสูง แต่ยังไม่สูงถึงขนาดเป็นวัตถุอันตรายที่ต้องนำไปกำจัดตามวิธีกำจัดวัตถุอันตราย แต่ก็ควรนำไปไว้ในบ่อเสถียรของการประปา

เมื่อถามว่าในระยะยาวตะกอนพิษเพิ่มขึ้นเรื่อยๆได้วางแผนบริหารจัดการไว้อย่างไร นายอาวีระกล่าวว่า หากเป็นตะกอนจากระบบประปาก็ควรมีพื้นที่สำหรับการสร้างบ่อเสถียรไว้กักเก็บ แต่โชคดีที่ตะกอนของระบบประปาถูกถูกยึดติดไว้ด้วยสารส้มหรือปูนขาวซึ่งช่วยปรับเสถียรทำให้สารโลหะหนักรวมอยู่กันเป็นกลุ่ม อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ได้เสนอการประปาไปแล้วว่า ต้องมีพื้นทีปลอดภัยสำหรับการกักเก็บตะกอนปนเปื้อนสารโลหะหนัก ส่วนประปาหมู่บ้านนั้นก็ใช้หลักการเดียวกันคือตะกอนต้องไม่ถูกน้ำไปทิ้งเรี่ยราดโดยควรถูกนำฝังกลบไว้ในพื้นที่ที่ปลอดภัยเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวถามถึงบ่อกักตะกอนของกรมชลประทานที่มีความเข้มข้นของสารโลหะหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆมีคำแนะนำอย่างไร ผอ.สคพ.ที่ 1 กล่าวว่า เคยหารือกับชลประทานในพื้นที่ว่ากรณีบ่อกักตะกอนหากไม่ได้ไปตีกวนให้น้ำขุ่นและปล่อยให้น้ำใสเข้าสู่พื้นที่การเกษตรก็ไม่มีปัญหา แต่ในส่วนของตะกอนที่สะสมในบ่อนานๆในอนาคตก็ต้องมีการขุดลอกหรือใช้พืชบางตัวมาเปลี่ยนรูปสารโลหะหนักนั้นเพื่อให้หมดฤทธิ์ เช่น พืชตระกูลถั่วและตระกูลหญ้าบางชนิด ซึ่งมีมหาวิทยาลัยบางแห่งในภาคอีสานได้เคยทำการวิจัยเอาไว้

ขณะที่เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวถึงกรณีที่จะมีการนำตะกอนปนเปื้อนสารโลหะหนักมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์ของ SCG ว่านโยบายดังกล่าวเกิดจากแนวคิดของรัฐบาลและภาคเอกชนที่ต้องการลดต้นทุนการกำจัดกากของเสีย โดยนำตะกอนขุดลอกคูคลองและแม่น้ำ รวมถึงขี้เถ้าจากโรงไฟฟ้าและเตาเผาขยะ ไปแปรรูปเป็นอิฐบล็อก อิฐมวลเบา หรือนำไปทำถนน แทนที่จะส่งไปกำจัดในหลุมฝังกลบอันตราย (Secure Landfill) ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในอดีต

เพ็ญโฉมกล่าวว่า มูลนิธิบูรณะนิเวศเคยนำอิฐบล็อกมาตรวจสอบด้วยเครื่อง XRF พบว่ามีโลหะหนักปนเปื้อนอยู่หลายชนิด แม้จะมีความเข้มข้นไม่สูงมากนัก แต่ก็ยังถือเป็นของเสียอันตราย ซึ่งในแง่ความเสี่ยง หากนำอิฐมวลเบามาใช้ในการก่อสร้างและมีการเจาะสว่าน จะทำให้เกิดฝุ่นละอองฟุ้งกระจายและลอยอยู่ในอากาศได้นาน ซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกคัน โดยกลุ่มคนงานก่อสร้างคือผู้ที่จะได้รับผลกระทบและสัมผัสความเสี่ยงเป็นกลุ่มแรก สำหรับอิฐที่นำไปปูถนน แม้ในเบื้องต้นจะมีความเสถียรเพราะผ่านการผสมปูนทำให้โลหะหนักละลายออกมายาก แต่หากในอนาคตเกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้น ก็อาจทำให้โลหะหนักเกิดการชะล้างและรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อมได้

“ที่ผ่านมาเคยหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาทักท้วงหลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีประโยชน์และไม่มีใครรับฟัง เนื่องจากภาครัฐ สายวิชาการ และภาคเอกชน ได้เปิดช่องให้ดำเนินนโยบายนี้ไปหมดแล้ว ปัญหานี้มีความซับซ้อนและคาบเกี่ยวข้อกฎหมายหลายฉบับ” เพ็ญโฉม กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากวิธีการนำตะกอนปนเปื้อนมาทำเป็นผลิตภัณฑ์แล้ว มีทางเลือกในการกำจัดสารโลหะหนักอย่างไรได้อีกหรือไม่ เพ็ญโฉมกล่าวว่า คงต้องสู่ระบบหลุมฝังกลบอย่างเดียว ถ้าปนเปื้อนสารหนูสูงคือของเสียอันตรายแน่ๆซึ่งต้องทำลายด้วยการขุดหลุมฝังอย่างเป็นระบบและครบวงจร ซึ่งเรื่องนี้ภาครัฐควรมีแผนงานออกมาเพื่อให้ประชาชนเชียงรายในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้รับข้อมูลและเกิดความสบายใจขึ้นว่ารัฐได้เข้าไปจัดการแบบนี้โดยหน่วยงานไหนและใช้งบประมาณเท่าไร

ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศกล่าวว่า หากเป็นตะกอนปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมภายนอกเหมืองและโรงงาน จะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อนำเข้าสู่กระบวนการในโรงงานจะอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. โรงงาน แต่หากตรวจสอบพบว่าตะกอนดังกล่าวมีสารหนูหรือโลหะหนักสูง จะเข้าข่ายเป็นของเสียอันตรายนอกโรงงาน ซึ่งต้องควบคุมตาม พ.ร.บ. วัตถุอันตราย

“หากยังไม่ถึงขั้นเป็นของเสียอันตรายและนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตรกรรม เช่น ผสมเป็นดินเพื่อให้ชาวบ้านใช้เพาะปลูกหรือถมดิน ก็จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีระบบและมาตรฐานรองรับที่ชัดเจน ทั้งมาตรฐานการรับรองผลิตภัณฑ์จากหน่วยงาน เช่น SGC เพื่อควบคุมสัดส่วนสารปนเปื้อนและป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรฐานการควบคุมมลพิษในกระบวนการผลิตของโรงงาน”เพ็ญโฉม กล่าว

ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า ได้รับการติดต่อจาก รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และเครือข่ายนักวิจัยที่ทำงานในพื้นที่ ว่าทางจังหวัดไม่ได้ประกาศพื้นที่เสี่ยงภัย และคณะทำงานฯกำลังลงพื้นที่เก็บตัวอย่างดิน แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้ไม่สามารถส่งตัวอย่างดินทั้งหมดเข้าห้องปฏิบัติการ (Lab) ได้เพราะค่าใช้จ่ายสูง จึงได้ประสานขอความร่วมมือให้ทางมูลนิธิฯ นำเครื่อง XRF ไปช่วยวิเคราะห์และสแกนดิน ช่วงวันที่ 16–18 ตุลาคมนี้ หากจุดใดตรวจพบสารโลหะหนักสูง จะถูกส่งเข้าห้องแล็บเพื่อวิเคราะห์ซ้ำ