
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 องค์กรภาคประชาสังคมไทใหญ่และกลุ่มเครือข่ายเยาวชนไทใหญ่ทั้งในและนอกต่างประเทศ 8 กลุ่ม ร่วมกันออกแถลงการณ์ 4 ภาษา คือภาษาไทใหญ่ พม่า จีนและอังกฤษ เรียกร้องให้กองกำลังโกก้าง MNDAA (Myanmar National Democratic Alliance Army) เคารพการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายในรัฐฉาน และเคารพวัฒนธรรม ภาษาท้องถิ่น หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่กองกำลังโกก้าง MNDAA ทำลายป้ายภาษาไทใหญ่ บริเวณทางเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตเมืองแสนหวี และสร้างป้ายใหม่เขียนทับขึ้นเป็นภาษาจีน สร้างความไม่พอใจให้กับชาวไทใหญ่
ในแถลงการณ์ระบุว่า การเข้ามาควบคุมเมืองแสนหวี เมืองโก้ดข่ายและเมืองล่าเสี้ยว (ปัจจุบัน กองกำลังโกก้างยังคงเคลื่อนไหวบริเวณรอบนอกของเมืองล่าเสี้ยว) ทางตอนเหนือของรัฐฉาน กำลังสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกัน เนื่องจากพฤติกรรมของกองกำลังโกก้างไม่เคารพวัฒนธรรมและชาวบ้านท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ แม้ในตอนแรกประชาชนจะให้การสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธในการปฏิวัติต่อสู้กับกองทัพพม่า ปลดปล่อยประชาชน และยึดหลักตามแนวทางประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐก็ตาม โดยพฤติกรรมที่ทางเครือข่ายภาคประชาสังคมไทใหญ่ไม่เห็นด้วย เช่นการทำลายป้ายชื่อทางเข้าเมืองต่างๆทางเหนือรัฐฉาน ซึ่งเขียนในภาษาท้องถิ่นอย่างภาษาไทใหญ่ ภาษาดาระอั้ง (ปะหล่อง) ภาษาพม่า และทาง MNDAA ได้เขียนขึ้นใหม่โดยใช้ภาษาจีนเป็นหลัก
แถลงการณ์ระบุว่าเป็นการตัดสินใจฝ่ายเดียวของกองกำลังโกก้างที่ไม่ฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้กำลังโกก้างยังไม่อนุรักษ์หรือรักษาพื้นที่หรือสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และเป็นที่เคารพของชาวบ้านท้องถิ่น โดยเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์สถานที่สำคัญเหล่านั้น เช่นเหมือนที่เกิดขึ้นในเมืองแสนหวี เมืองของเจ้าฟ้าไทใหญ่ในอดีต การกระทำเช่นนี้ อาจสร้างความบาดหมางใจกับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ไทใหญ่อย่างกองกำลังรัฐฉานเหนือ SSPP/SSA และกองกำลังรัฐฉานใต้ RCSS/SSA ของเจ้ายอดศึกได้ และจะทำให้เป็นศัตรูกับชาวไทใหญ่ ซึ่งมีประชากรหลายล้านคน
ในแถลงการณ์ยังได้วิพากษ์วิจารณ์กองกำลังโกก้างที่ทำลายวัฒนธรรมอันดีงามในพื้นที่และนำเอาวัฒนธรรมจีนเข้ามาแทน รวมไปถึงกฎหมายและรูปแบบการปกครองบริหาร
“หากกลุ่มติดอาวุธที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่นและแทนที่ด้วยระบบการปกครองของจีน อาจทำให้โลกเข้าใจผิดว่าเป็นการยึดครองดินแดนต่างชาติ และอาจนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองได้” องค์กรเยาวชนไทใหญ่ระบุ เช่นเดียวกัน โครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-พม่า (CMEC) ซึ่งเป็นโครงการสร้างเส้นทางให้เชื่อมจีนไปสู่มหาสมุทรอินเดียที่มาลงทุนในพม่า
ในแถลงการณ์ระบุว่า หากมีการกดขี่ประชาชนในพื้นที่ อาจเป็นชนวนเหตุให้ประชาชนในพม่าออกมาต่อต้าน และทำให้โครงการของจีนตกอยู่ในอันตรายได้ การกดขี่ชาวบ้านท้องถิ่นของกองกำลังโกก้างอาจทำลายความเชื่อใจระหว่างกัน และกระทบกับการอยู่ร่วมกันในระยะยาวอีกด้วย
ทั้งนี้เขตปกครองพิเศษโกก้าง ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐฉานติดกับประเทศจีน โดยมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวจีนโกก้าง (ชาวฮั่นที่พูดภาษาจีนกลาง) โดยมีประวัติศาสตร์สำคัญยุคต้นปกครองโดยตระกูลหยาง แต่ภายหลังจากอังกฤษยึดครองประเทศพม่าและได้ผนวกเอาโกก้างเป็นส่วนหนึ่งของรัฐฉาน และต่อมาโกก้างได้ตกอยู่ภายติอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า และพ.ศ. 2532 บางส่วนได้แยกตัวจัดตั้งเป็น กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมาร์ (MNDAA) และได้รับสิทธิจัดตั้งเป็น เขตปกครองพิเศษที่ 1 โดยโดยมีเมืองเล่าก์ก่ายเป็นเมืองหลวง อย่างไรก็ตามต่อมาได้เกิดการสู้รบกันอย่างรุนแรงระหว่างทหารพม่ากับ MNDAA จนรัฐธรรมนูญเมียนมา พ.ศ. 2551 ประกาศจัดตั้งอย่างเป็นทางการในชื่อ พื้นที่ปกครองตนเองโกก้าง เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553ต่อมาเล่าก์ก่ายกลายเป็นแหล่งรวมบ่อนกาสิโน ค้าประเวณี และศูนย์กลางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในเดือนตุลาคม 2566 กองกำลัง MNDAA ร่วมกับพันธมิตร (กลุ่มสามพี่น้อง) เปิดยุทธการ 1027 โจมตีฐานที่มั่นของกองทัพเมียนมา และสามารถยึดพึ้นที่ในหลายเมืองในรัฐฉานเหนือไว้ได้
ต่อมาเล่าก์ก่ายกลายเป็นแหล่งรวมบ่อนกาสิโน ค้าประเวณี และศูนย์กลางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในเดือนตุลาคม 2566 กองกำลัง MNDAA ร่วมกับพันธมิตร (กลุ่มสามพี่น้อง) เปิดยุทธการ 1027 โจมตีฐานที่มั่นของกองทัพเมียนมา และสามารถยึดพึ้นที่ในหลายเมืองในรัฐฉานเหนือไว้ได้