
วันที่ 11 ตุลาคม 2569 พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทฺโธ (วงใส) ผู้ช่วยศาตราจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจฬ.) วิทยาเขตเชียงใหม่ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเจ้าหน้าที่กรมการปกครองและตำรวจตรวจสอบวัดแห่งหนึ่งใน อ.แม่สาย พบพระภิกษุและสามเณรต่างชาติจำนวนหนึ่งอยู่แบบไม่ถูกกฎหมายว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลพระภิกษุและสามเณรข้ามชาติให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบที่มา สถานะบุคคล และวัตถุประสงค์การเข้ามาพำนักในประเทศไทยได้ แต่ไม่ควรเหมารวมพระภิกษุและสามเณรต่างชาติทั้งหมดว่าเป็นผู้ที่ทำผิดกฎหมาย
พระวิสิทธิ์กล่าวว่า ปัจจุบันมีพระภิกษุและสามเณรต่างชาติจำนวนหนึ่งเข้ามาศึกษาในประเทศไทย โดยระบบการศึกษามีแนวทางและระเบียบในการรับเด็กข้ามชาติที่ค่อนข้างชัดเจน แต่ในส่วนของคณะสงฆ์ยังขาดระบบคัดกรองและกลไกดูแลพระภิกษุและสามเณรต่างชาติอย่างเป็นระบบ ทำให้ทั้งผู้ให้เอกสารและพระอุปัชฌาย์เกิดความกังวลว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
“การเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะการเข้ามาศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงควรมีระบบจัดทำประวัติและยืนยันอัตลักษณ์บุคคลสำหรับพระภิกษุและสามเณรต่างชาติ เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าแต่ละคนเดินทางเข้ามาเมื่อใด สังกัดวัดใด และมีวัตถุประสงค์ในการพำนักอย่างไร เมื่อไหร่ก็ตามที่เราสามารถจัดทำอัตลักษณ์ให้กับคนกลุ่มเหล่านี้ได้ก็จะเป็นการแยกแยะเพื่อความปลอดภัย” พระวิสิทธิ์กล่าว
ผศ.ประจำบัณฑิตวิทยาลัยฯกล่าวว่า ผู้ที่เดินทางเข้ามาเพื่อศึกษาพระพุทธศาสนาควรเข้าสู่ระบบการศึกษาที่ถูกต้อง มีเอกสารแสดงที่มาและวัตถุประสงค์การเดินทาง ตลอดจนมีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ โดยรัฐสามารถพัฒนาระบบทะเบียนประวัติและการจัดทำอัตลักษณ์ให้ครอบคลุมพระภิกษุและสามเณรชาวต่างชาติ เช่น การจัดทำบัตรชั่วคราวที่ระบุชัดเจนว่าเข้ามาเพื่อการศึกษา เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถแยกแยะสถานะของบุคคลแต่ละกลุ่มได้
“การบวชเป็นพระภิกษุไม่ได้ขัดต่อพระธรรมวินัยเพียงเพราะบุคคลนั้นเป็นชาวต่างชาติ แต่เมื่อเดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศไทยก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศ โดยผู้ที่มีหนังสือเดินทางและเดินทางเข้ามาอย่างถูกต้องสามารถเข้าสู่กระบวนการบรรพชาอุปสมบทได้ หากผ่านการตรวจสอบและมีพระอุปัชฌาย์ดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อ”พระวิสิทธิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากพระภิกษุชาวต่างชาติอยู่ในประเทศไทยเกินกำหนดวีซ่าหรือระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต โดยยังพำนักอยู่ในวัด กรณีดังกล่าวถือว่าผิดพระธรรมวินัยหรือผิดกฎหมายไทยหรือไม่ พระอาจารย์จาก มจฬ. เชียงใหม่ อธิบายว่า ต้องแยกเรื่องพระธรรมวินัยออกจากเรื่องสถานะบุคคลและกฎหมายการเข้าเมือง โดยการอยู่เกินกำหนดอนุญาตถือเป็นการผิดกฎหมายของบ้านเมือง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดพระธรรมวินัยโดยอัตโนมัติ
“ในทางพระธรรมวินัย พระภิกษุสามารถไปจำพรรษาหรือพำนักในวัดที่ได้รับนิมนต์ได้ แต่ต้องมีวัดต้นสังกัดที่ชัดเจน ขณะที่การอยู่ในประเทศไทยต้องเป็นไปตามกฎหมาย หากเดินทางเข้ามาด้วยหนังสือเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวและได้รับอนุญาตให้อยู่เพียงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อครบกำหนดก็ต้องเดินทางกลับ หรือดำเนินการตามช่องทางที่กฎหมายกำหนด ไม่สามารถอาศัยการเป็นพระภิกษุเพื่อให้พำนักอยู่ต่อได้โดยไม่มีสถานะการเข้าเมืองที่ถูกต้อง”พระวิสิทธิ์ กล่าว
พระวิสิทธิ์ยังกล่าวว่า ปัญหาสำคัญอีกประการคือพระภิกษุและสามเณรบางส่วนเดินทางเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่มีเอกสารครบถ้วน ทำให้วัดและพระอุปัชฌาย์เกิดความกังวลว่าจะสามารถรับบรรพชาอุปสมบทได้อย่างถูกต้องหรือไม่ ขณะที่คณะสงฆ์เองยังขาดเจ้าหน้าที่และองค์ความรู้ที่จะช่วยตรวจสอบสถานะบุคคลและแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นระบบ
“ถ้าเราไม่อยากให้เกิดปัญหา เราก็ต้องทำอัตลักษณ์ให้ชัดเจน มีฐานข้อมูล ตรวจสอบให้เรียบร้อย แล้วก็อยากให้แยกแยะ ไม่อยากให้เอามารวมกัน” พระวิสิทธิ์กล่าวและว่าการจัดการปัญหาไม่ควรใช้การกวาดล้างหรือดำเนินคดีเป็นคำตอบเพียงอย่างเดียว แต่ควรมีพื้นที่กลางให้หน่วยงานด้านการศึกษา คณะสงฆ์ ฝ่ายความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดแนวทาง โดยเฉพาะการสร้างระบบรองรับผู้ที่ต้องการเข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ช่องว่างของระบบกลายเป็นอุปสรรคต่อผู้ที่ต้องการปฏิบัติตามกฎหมาย
“ทั้งหมดทั้งมวลนี้มันต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ผลักไปว่าจะเป็นภาระหรือเป็นปัญหาของใครคนหนึ่ง บางทีเขามา เขาก็อยากมาถูกต้องเหมือนกัน แต่พื้นที่ไม่มีให้เขาอยู่ หรือไม่มีแนวทางรองรับ ก็อาจทำให้เกิดการผิดกฎหมายได้” พระอาจารย์จาก มจฬ.เชียงใหม่ กล่าว
—————-