Search

ชาวโรฮิงญากว่า 1.4 พันคนที่ถูกส่งกลับจากมาเลเซียยังไม่ถึงบ้าน-เผยถูกทางการพม่าตรวจสอบยิบหวั่นเป็นฝ่ายต่อต้าน-นักกิจกรรมมาเลย์จวก“อันวาร์”โง่มากที่ส่งคนกลับไปตาย-ผิดหวังในตัวนายกรัฐมนตรี

สำนักข่าวท้องถิ่น Network Media Group รายงานเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ว่าชาวพม่าซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์โรฮิงญาหลายร้อยคนที่เพิ่งถูกส่งตัวกลับจากมาเลเซียยังคงไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ และไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับครอบครัวหลังเดินทางถึงพม่า ขณะที่ญาติของชาวพม่าเหล่านี้ได้ออกมาแสดงความกังวลว่า ชาวพม่าที่เพิ่งถูกส่งมาจากมาเลเซียอาจถูกบังคับให้เป็นทหารในกองทัพพม่า ภายใต้ข้อตกลงทวิภาคีระหว่างรัฐบาลทหารพม่าและรัฐบาลมาเลเซีย โดยชาวพม่าชุดแรกจำนวน 1,476 คนได้ถูกส่งตัวกลับประเทศโดยเรือรบของกองทัพพม่าจำนวน 3 ลำ ซึ่งเดินทางมาถึงท่าเรือ “ติละวา”ในย่างกุ้งตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเมื่อเดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่ทางการพม่าได้ย้ายผู้ถูกส่งตัวกลับประเทศไปยังสถานที่กักกันชั่วคราวในเมืองตั่นลิน เมืองหล่ายตะหย่าและเมืองด่อว์โบ่ง เพื่อออกบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งเป็นบัตรสมาร์ทการ์ดไบโอเมตริกที่มีข้อมูลส่วนบุคคล

มีรายงานด้วยว่า ผู้ถูกส่งตัวกลับประเทศถูกห้ามใช้โทรศัพท์มือถือและถูกจำกัดไม่ให้พบปะกับสมาชิกในครอบครัว ทำให้ความกังวลในหมู่ญาติเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลทหารกำลังสอบสวนผู้ถูกส่งตัวกลับประเทศบางรายในข้อกล่าวหาว่า มีความเกี่ยวข้องกับองค์กรต่อต้านรัฐบาล รวมถึงกองกำลังอาระกัน AA (Arakan Army)

“เขาอยู่ในย่างกุ้งมาหลายวันแล้ว แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน รัฐบาลทหารได้เก็บข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาทั้งหมดภายใต้ข้ออ้างในการออกบัตรประจำตัวประชาชน ด้วยสถานการณ์สู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่ เราหวาดกลัวว่าพวกเขาจะถูกเกณฑ์เข้ากองทัพ” สมาชิกในครอบครัวของผู้ที่เดินทางกลับมาคนหนึ่งกล่าว

มีรายงานว่า มีผู้ที่ถูกส่งกลับจำนวน 198 คน ซึ่งมีภูมิลำเนามาจากรัฐมอญ ได้รับอนุญาตให้กลับไปอยู่กับครอบครัวแล้ว แต่ข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาถูกเจ้าหน้าที่บันทึกไว้อย่างครบถ้วนก่อนปล่อยตัว ทำให้พวกเขามีความเสี่ยงต่อการถูกเรียกเกณฑ์ทหารในอนาคต

ด้านนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน สำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติว่าด้วยผู้ลี้ภัย (UNHCR) และสมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน (APHR) ได้เรียกร้องให้มาเลเซียยุติการส่งตัวพลเรือนชาวพม่ากลับประเทศโดยบังคับทันที โดยอ้างถึงความขัดแย้งและอาชญากรรมสงครามที่ยังคงดำเนินอยู่ในพม่า แม้จะมีการเรียกร้องจากนานาชาติ แต่เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซียได้ยืนยันว่า ทางมาเลเซียจะดำเนินการเนรเทศชาวพม่าอีกประมาณ 3,500 คน ซึ่งขณะนี้กำลังถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันของมาเลเซีย

ขณะที่สื่อท้องถิ่น Than Lwin Times รายงานว่า กลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยและผู้สังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์มาเลเซียอย่างรุนแรงสำหรับการเปลี่ยนแปลงท่าทีต่อวิกฤตการณ์ในพม่า หลังจากที่ได้ต้อนรับการมาเยือนของพลเอกมินอ่องหล่ายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นตามคำเชิญของรัฐบาลมาเลเซีย ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากท่าทีที่แข็งกร้าวของรัฐบาลกัวลาลัมเปอร์ก่อนหน้านี้ ซึ่งยึดมั่นในฉันทามติห้าข้อของอาเซียน

ด้านนักวิจารณ์มองว่า การกระทำดังกล่าวบั่นทอนอำนาจต่อรองของกลุ่มภูมิภาค และส่งสัญญาณว่า กรอบการทูตของกลุ่ม ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้ระบอบทหารหรือไม่ก็ตามกำลังสั่นคลอน หลังจากการพบกันของผู้นำมาเลเซียและพลเอกมินอ่องหล่ายในกรุงกัวลาลัมเปอร์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซียกล่าวว่า รัฐบาลของเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้พม่ากลับเข้าสู่อาเซียนอีกครั้ง และให้คำมั่นว่าจะเพิ่มความร่วมมือทวิภาคี

“ทั้งสองฝ่ายต่างกระทำการเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง อันวาร์มุ่งเน้นไปที่การเมืองภายในประเทศและการเลือกตั้งที่จะมาถึง ในขณะที่มินอ่องหล่าย กำลังแสวงหาการยอมรับในอาเซียน แม้จะมีอาชญากรรมสงครามและการทิ้งระเบิดทางอากาศเพิ่มมากขึ้นในประเทศ รัฐบาลทหารก็กำลังค่อยๆได้รับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ”

นายโตส่อแล็ต เลขาธิการสภาสื่ออิสระพม่า ( Independent Press Council Myanmar -IPCM) กล่าวว่ากลุ่ม Justice for Myanmar ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อพม่าได้ออกมาเปิดโปงว่า บริษัทมาเลเซียหลายแห่งที่ให้บริการซ่อมแซมเครื่องบินและการลงทุนด้านพลังงาน ได้ให้ความช่วยเหลือโดยตรงต่อขีดความสามารถทางทหารต่อกองทัพพม่า

ด้านคณะกรรมการอำนวยการเพื่อการก่อตั้งสหภาพประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ(SCEF) ได้ออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรง และเรียกร้องให้มาเลเซียอย่าให้ความชอบธรรมแก่ระบอบทหาร

ขณะที่นักกิจกรรมชาวมาเลเซียรายหนึ่ง กล่าวว่ารัฐบาลมาเลเซียโง่มากที่จะทำแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าการส่งชาวโรฮิงญากลับไปจะเป็นการกลับไปสู่ความตายแน่ๆ น่าผิดหวังอย่างมากที่รัฐบาลพยายามทำตามและเอาใจกระแสสังคม โดยไม่คํานึงถึงหลักการสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน รวมถึงหลักการมุสลิมที่บอกว่ามุสลิมทั้งผองเป็นพี่น้องกัน เรารู้สึกผิดหวังยิ่งขึ้นโดยเฉพาะ เมื่อนายกฯอ้างว่าตัวเองเติบโตมาจากการนักกิจกรรมทางสังคมและนักสิทธิมนุษยชน