
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ได้มีการเปิดนิทรรศการ “ศิลปะแสดงสดนานาชาติ เชียงราย 2026 : การต่อต้านเพื่อแม่น้ำ” เพื่อเรียกร้องให้สังคมร่วมติดตามปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน และให้รัฐบาลเร่งแก้ไขผลกระทบที่ประชาชนในลุ่มน้ำต่างๆ ของ จ.เชียงราย กำลังเผชิญ พร้อมทั้งมีนิทรรศการภาพถ่าย “เขื่อนปากมูล : จดหมายเหตุการต่อสู้ของประชาชน” ซึ่งนำเสนอประวัติศาสตร์การเรียกร้องความเป็นธรรมของผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนที่สนับสนุนโดยธนาคารโลกเมื่อปี 2533 ในวาระที่มีการประชุมของธนาคารโลกและ IMF ในกรุงเทพมหานครในสัปดาห์นี้
ดร.จักรกริช ฉิมนอก ภัณฑารักษ์ร่วม กล่าวว่า โครงการนี้ศิลปินต้องการสร้างการรับรู้ต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมปนเปื้อน ที่อาจต้องใช้เวลากว่าผลกระทบทางสุขภาพของประชาชนจะปรากฏชัด งานนี้มีศิลปะแสดงสด performance art ดนตรี และภาพวาด โดยชักชวนศิลปินจากประเทศต่างๆ มาร่วมเรียนรู้และนำเรื่องราวไปถ่ายทอด
“เกิดปัญหาแม่น้ำเป็นพิษเพราะเหมืองแร่ พูดในบ้านไม่มีใครได้ยิน เราก็ชวนเพื่อนมา ให้ช่วยไปบอก” ดร.จักรกริชกล่าว พร้อมระบุว่าปัญหาของแม่น้ำไม่ใช่เรื่องของคนในพื้นที่เพียงกลุ่มเดียว เพราะแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน เชื่อมโยงชุมชนและระบบนิเวศไปจนถึงทะเล สองปีที่ผ่านมาการดำเนินงานของรัฐบาลยังไม่ตอบสนองต่อความรุนแรงของปัญหา ขอเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่รับฟังประชาชนและเห็นสภาพแม่น้ำด้วยตนเอง รัฐบาลต้องทบทวนบทบาทของประเทศไทยในการนำเข้าและส่งออกแร่ เครื่องจักร และสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน” ดร.จักกริชกล่าว
นายธวัชชัย ดวงนภา ผู้ก่อตั้งเพจ “เชียงราย สนทนา” กล่าวว่าคนเชียงรายกำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายด้าน ทั้งฝุ่น PM2.5 น้ำท่วม และสารปนเปื้อนในแม่น้ำ ขณะที่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการใช้เทคโนโลยีใหม่มีต้นทุนที่ชุมชนบางแห่งต้องแบกรับ จึงต้องตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของบริษัทในห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก และแรร์เอิร์ธด้วย
นายธวัชชัยกล่าวว่า ผลงานศิลปะ “Arsenic Bomb” ที่นำมาจัดแสดงร่วม สื่อถึงสารพิษที่ค่อย ๆ กัดกร่อนสิ่งแวดล้อมและชีวิตผู้คน รวมถึงความรู้สึกของคนในพื้นที่ที่ตั้งคำถามว่า ตนเองจะทำอะไรได้บ้างเมื่อเผชิญปัญหาขนาดใหญ่ การทำงานของเชียงรายสนทนา มุ่งเก็บข้อมูล อธิบายปัญหา และส่งต่อข้อมูลให้ศิลปินนำไปสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อให้เรื่องราวของชุมชนยังคงอยู่ในพื้นที่สาธารณะ แม้กระแสข่าวจะลดลง ตนคิดว่าศิลปะช่วยรักษาความต่อเนื่องของการสื่อสารและการเคลื่อนไหวได้
นายธวัชชัยยังยกตัวอย่าง การคัดค้านฝายดักตะกอนและการผลักดันให้เปลี่ยนแหล่งน้ำดิบว่า เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของประชาชน แม้ยังต้องติดตามว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้มากน้อยเพียงใด
“วันนี้ผมแค่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เห็นความไม่เป็นธรรมและไม่นั่งอยู่เฉย ๆ” นายธวัชชัยกล่าว พร้อมสะท้อนว่า แม้คนในพื้นที่จะกลัวผลกระทบต่อสุขภาพและอาชีพ แต่หลายคนยังเลือกที่จะลุกขึ้นสื่อสารถึงปัญหาและเรียกร้อง เพราะหากไม่ทำอะไร ปัญหาอาจจะยิ่งรุนแรงขึ้น
นายวสันต์ สิทธิเขตต์ ศิลปินผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มอุกาบาต กล่าวว่าศิลปินสามารถมีส่วนร่วมได้ทั้งการวาดภาพ เขียนบทกวี และลงพื้นที่เรียนรู้ความทุกข์ของชาวบ้าน ก่อนนำเรื่องราวมาถ่ายทอดให้คนในเมืองรับรู้ การทำงานจึงควรเชื่อมโยงกับชุมชนและสนับสนุนการแก้ปัญหา ไม่จบลงเพียงการสร้างผลงาน
นายวสันต์กล่าวว่า ประสบการณ์จากหลายพื้นที่แสดงให้เห็นว่า ความเข้มแข็งและความเป็นเอกภาพของชุมชนเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อสู้ แต่ต้องไม่มองข้ามความเสี่ยงของชาวบ้านและผู้นำชุมชน ซึ่งยังต้องอยู่ในพื้นที่หลังจากศิลปิน นักกิจกรรม หรือสื่อมวลชนเดินทางกลับแล้ว โดยยกกรณีนายเจริญ วัดอักษร นักต่อสู้คัดค้านโรงไฟฟ้าบ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ถูกสังหาร เพื่อชี้ให้เห็นต้นทุนของการปกป้องทรัพยากร พร้อมระบุว่า การเคลื่อนไหวจำเป็นต้องมีทั้งข้อมูล เหตุผล นักกฎหมาย และเครือข่ายที่เข้ามาสนับสนุนกันอย่างต่อเนื่อง
นายวสันต์กล่าวถึงความผูกพันกับแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงว่า แม่น้ำเป็นทั้งพื้นที่ชีวิตและความทรงจำ การปนเปื้อนจึงสร้างความเจ็บปวดให้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะคนจนที่ไม่มีทางเลือกซื้ออาหารปลอดภัย หรือย้ายไปอาศัยที่อื่นเมื่อเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม
ด้านนายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ จากโครงการความทรงจำสามัญชน และกลุ่มเพื่อนประชาชน กล่าวว่า การต่อสู้กรณีเขื่อนปากมูลเป็นพื้นที่เรียนรู้สำคัญของนักกิจกรรมทางสังคม และเป็นจุดที่ศิลปิน ชุมชน และภาคประชาสังคมได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทำให้เห็นโครงสร้างความเหลื่อมล้ำและคำถามว่า ใครเป็นผู้แบกรับต้นทุนของการพัฒนา
นายนิติรัตน์กล่าวว่า ในช่วงที่มีการผลักดันสร้างเขื่อนปากมูล ด้วยเงินกู้จากธนาคารโลก 6,600 ล้านบาท ประเทศไทยมุ่งสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ เป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย ในขณะที่ชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติถูกคาดหวังให้เสียสละเพื่อการพัฒนาประเทศ ขณะที่ชาวบ้านปากมูลต้องเผชิญผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการประมง การต่อสู้จึงมีความหมายมากกว่าการคัดค้านเขื่อนเพียงแห่งเดียว
“ในหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ตอนนั้นเขาบอกว่าเราสอนปลาให้ว่ายน้ำ แก้ปัญหาปลาอพยพผ่านเขื่อนด้วยบันไดปลาโจน แต่ผู้ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียทรัพยากรประมงมีจวนมาก จึงมีการเริ่มก่อตั้งสมัชชาคนจน สมัชชาชาวนาชาวไร่ ชาวบ้านคือเหยื่อของการพัฒนา ผ่านไปเกือบ 30 ปี เราเห็นแล้วว่าเขื่อนปากมูลไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามที่ระบุไว้ ในขณะที่ผลกระทบยังคงดำเนินมาจนถึงวันนี้”
เขาระบุว่า โครงการความทรงจำสามัญชนได้รวบรวมสไลด์และฟิล์มเนกาทีฟประมาณ 50,000 ภาพ รวมถึงวิดีโอความยาวประมาณ 300 ชั่วโมง และนำส่วนหนึ่งไปเก็บรักษาที่องค์กรในประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อรักษาหลักฐานการเคลื่อนไหวของประชาชน โดยยังรวบรวมเรื่องราวจากพื้นที่อื่น เช่น แก่งเสือเต้น จ.แพร่ รับร่อ จ.ชุมพร และบ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์
นายนิติรัตน์กล่าวถึงบทบาทของวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ หรือนักกิจกรรมที่รู้จักกันในชื่อ “มด” ว่า เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการทำให้ปากมูลกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ของขบวนการประชาชนในระดับนานาชาติ พร้อมระบุว่าภาพถ่ายเหล่านี้บันทึกทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้ที่ไม่ควรถูกลืม
เมื่อรับฟังประสบการณ์จากเชียงราย นายนิติรัตน์เห็นว่า งานศิลปะสามารถเชื่อมผู้คนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ให้ร่วมรับรู้และส่งต่อเรื่องราวได้ และศิลปะไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งสูงส่งที่แยกออกจากชีวิต แต่สามารถแสดงเจตจำนงของคนธรรมดาที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น
ด้าน Jeramy ภัณฑารักษ์ร่วมจากสิงคโปร์ กล่าวว่า ปัญหาแม่น้ำไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องของประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ที่เชื่อมโยงกัน จึงต้องช่วยกันสื่อสารและรับผิดชอบต่อผลกระทบที่อาจส่งต่อไปถึงคนรุ่นต่อไป “แม่น้ำโขงก็ไหลลงสู่ทะเล มาถึงประเทศอื่นๆ แม่น้ำใดก็ตามย่อมเป็นแม่น้ำของโลกใบนี้ ปัญหาของแม่น้ำกก เป็นปัญหาของผมด้วยเช่นกัน”
ทั้งนี้ นิทรรศการ “ศิลปะแสดงสดนานาชาติ เชียงราย 2026 : การต่อต้านเพื่อแม่น้ำ” และนิทรรศการภาพถ่าย “เขื่อนปากมูล : จดหมายเหตุการต่อสู้ของประชาชน” ร่วมสนับสนุนโดยมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ Hard Stories จัดแสดงระหว่างวันที่ 13–25 ตุลาคม 2569 ณ ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เวลา 10.00–20.00 น. หยุดวันจันทร์