Search

นักวิชาการหวั่นกระทบนโยบายจ้างแรงงานข้ามชาติหลังรัฐบาลมินอ่องหล่ายกดดันหนักคนหนุ่มสาวพม่าในไทย-งดต่อหนังสือเดินทางให้ประชาชน 8 เมืองรัฐชาติพันธุ์-เปิดใจนักศึกษาพม่าในไทยเผยเครียดหนัก

สืบเนื่องจากกรณีที่สถานทูตและสถานกงสุลพม่าประจำประเทศได้มีมาตรการงดต่ออายุหนังสือเดินทางให้กับประชาชนเมียนมาใน 8 เมืองของรัฐชาติพันธุ์ประกอบด้วย เมืองตองจี เมืองล่าเสี้ยว (รัฐฉาน) เมืองมิตจีนา (รัฐคะฉิ่น) เมืองมงหย่า (เขตสะกาย) เขตมะโกย เมืองเมียวดี เมืองผาอัน (รัฐกะเหรี่ยง) และเมืองพะโคหรือเมืองหงสาวดี (เขตพะโค) รวมถึงจากรัฐมอญด้วยซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวเมียนมาในประเทศไทย ทั้งนักศึกษา เยาวชนโดยเฉพาะกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลทหาร และแรงงานข้ามชาติ ที่เสี่ยงสูญเสียสถานะทางกฎหมาย หากไม่สามารถต่ออายุเอกสารได้ มาตรการดังกล่าวจึงไม่เพียงจำกัดทางเลือกในการเดินทาง แต่ยังอาจเป็นเครื่องมือกดดันประชาชนท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในเมียนมา และส่งผลต่อการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ดร.ศิรดา เขมานิฏฐาไท อาจารย์ประจำสำนักวิชาการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่า ภายหลังการรัฐประหารในเมียนมา รัฐบาลทหารเนปิดอว์ได้เผชิญกับการต่อต้านอย่างกว้างขวางและการไหลออกของประชากร โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน คนรุ่นใหม่ และแรงงาน ฝ่ายอำนาจนิยมจึงเริ่มนำกลไกการควบคุมทางเอกสารมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างเข้มข้น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ การระงับการต่ออายุหนังสือเดินทางอย่างไม่เป็นทางการ โดยข้อมูลจากกลุ่มนายหน้าและบริษัทจัดหาทำพาสปอร์ตระบุว่า หนังสือเดินทางที่ออกโดยเมืองนอกส่วนกลาง เช่น ตองยี ในรัฐฉาน จะไม่สามารถทำการต่ออายุ ณ สถานทูตเมียนมาในประเทศไทย หรือสำนักงานท้องถิ่นได้ทันที หากต้องการต่ออายุ ประชาชนจำเป็นต้องเดินทางกลับไปยังย่างกุ้งหรือส่วนกลางเท่านั้น ทำให้รัฐบาลเมียนมาสามารถกวาดต้อนเยาวชนกลับไปเติมกำลังพลในกองทัพที่กำลังขาดแคลน

นักวิชาการรายนี้กล่าวว่า มาตรการเข้มงวดด้านพาสปอร์ตไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเท่านั้น แต่กำลังลามไปถึงประชากรทั่วไปที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย กลุ่มคนที่กระทบหลักๆ ก็คือ กลุ่มนักศึกษาและเยาวชน เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดต่อการถูกเกณฑ์ทหาร หลายคนเลือกเข้ามาศึกษาต่อในไทยเพื่อความปลอดภัย หากต้องกลับไปต่อพาสปอร์ตในเขตควบคุมของเนปิดอว์จะเสี่ยงต่อการถูกลงบัญชีเกณฑ์ทหารทันที กลุ่มข้าราชการและประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลทหาร เสี่ยงต่อการถูกจับกุมทางการเมืองเมื่อเดินทางกลับ และแรงงานระบบ MOU และผู้ถือหนังสือเดินทางประเภท PV / PJ หากพาสปอร์ตหมดอายุและไม่สามารถเปลี่ยนประเภทหรือต่ออายุได้ จะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกผลักให้หลุดออกจากระบบกฎหมายและกลายเป็นคนไร้สถานะในประเทศไทยทันที

“เมื่อแรงงานชาวเมียนมาหลุดออกจากระบบกฎหมาย ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวแรงงาน แต่สะเทือนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ภาคส่วนทางการเศรษฐกิจที่เราขาดแคลนแรงงาน ไม่ใช่ว่าไม่มีแรงงาน แต่เราไม่มีแรงงานที่ถูกกฎหมายมากเพียงพอ หากแรงงานหลุดออกนอกระบบ รัฐก็จะไม่สามารถจัดเก็บภาษี ค่าธรรมเนียม หรือเงินสมทบประกันสังคมได้ จะได้เพียงแค่ภาษี VAT จากการบริโภคเท่านั้น ขณะที่ประชากรนอกระบบยังคงต้องใช้บริการสวัสดิการขั้นพื้นฐาน แต่รัฐบาลไทยจะสูญเสียรายได้จากค่าธรรมเนียมบัตรสุขภาพและเงินสมทบในการอุดหนุนระบบ”ดร.ศิรดา กล่าว

นักวิชาการจากสำนักวิชาการระหว่างประเทศ มช.กล่าวว่า อีกทั้งการไม่สามารถติดตามหรือระบุตัวตนของประชากรข้ามชาติจำนวนมหาศาลที่ตกไปสู่นอกระบบ จะกลายเป็นปัญหาท้าทายมิติความมั่นคงของประเทศไทยเองด้วย ซึ่งการบริหารจัดการปัญหานี้ จำเป็นต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายของรัฐบาลไทยอย่างเท่าทันสถานการณ์การเมืองในประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาจพิจารณาใช้การจัดการแรงงานแบบเอกภาคี เพื่อดึงแรงงานให้อยู่ในระบบและรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ขณะที่ซอทู(นามสมมุติ)นักศึกษาและนักกิจกรรมชาวเมียนมาซึ่งเคยเข้าร่วมขบวนการ CDM (Civil Disobedience Movement) ต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา ให้สัมภาษณ์ว่า เธอเดินทางมาจากพื้นที่ภาคกลางของภูมิภาคมาเกวย์ (Magway Region) ประเทศเมียนมา ในปี 2564 เมื่อเกิดการรัฐประหารในเมียนมา ตอนนั้นเธออายุ 19 ปี และกำลังเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในมหาวิทยาลัย จึงตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่ม CDM โดยปฏิเสธที่จะไปเรียนต่อในระบบมหาวิทยาลัยภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหารตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ซอทูกล่าวว่า เหตุผลหลักที่ทำให้เธอต้องย้ายมาประเทศไทย คือผลกระทบจากกฎหมายบังคับเกณฑ์ทหารของรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งมุ่งเป้าเกณฑ์เยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าเป็นทหาร ทำให้มีความกังวลเรื่องความปลอดภัยส่วนตัวสูงมาก หากพาสปอร์ตหมดอายุเธอไม่แน่ใจว่าจะมีทางเลือกอย่างไร และไม่สามารถเดินทางกลับประเทศเมียนมาได้ เนื่องจากมีประวัติการเข้าร่วม CDM และหยุดเรียนประท้วงรัฐบาลทหาร

ซอทูกล่าวว่า ในการย้ายมาศึกษาต่อหรือทำงานในประเทศไทย คนชาติพม่าจำเป็นต้องถือหนังสือเดินทางประเภทต่างๆ ทว่านโยบายใหม่ของรัฐบาลทหารพม่าได้เพิ่มเงื่อนไขที่ทำให้การต่ออายุหรือเปลี่ยนประเภทหนังสือเดินทางทำได้ยากลำบากอย่างยิ่ง ในกรณีของเธอ หากนักศึกษาถือหนังสือเดินทางประเภทท่องเที่ยว (PV) แต่อยากเปลี่ยนเป็นประเภทการศึกษา (PE) จะต้องผ่านกระบวนการยื่นเรื่องส่งตรงไปยังกรุงเนปิดอว์ ซึ่งต้องใช้เวลารอการอนุมัตินานกว่า 3 เดือน และมีความเสี่ยงจะถูกปฏิเสธสูงมาก หากไม่ได้รับอนุมัติก็จะไม่สามารถทำพาสปอร์ตเล่มใหม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เข้าร่วม CDM หรือขบวนการภาคประชาสังคมที่ปฏิเสธการทำงานให้รัฐบาลทหาร รวมถึงนักศึกษาที่หยุดเรียนเพื่อประท้วง ต่างถูกจัดอยู่ในบัญชีดำ ซึ่งทำให้การทำพาสปอร์ตเล่มใหม่ในต่างแดนแทบเป็นไปไม่ได้เลย

“ตอนนี้พวกเราต่างรู้สึกเครียด ประเด็นที่น่าจับตามองอีกประการหนึ่งคือ คำสั่งระงับการต่ออายุพาสปอร์ตสำหรับประชาชนที่มาจากพื้นที่รัฐกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่การควบคุมของรัฐบาลทหารยุ่งยากและมีการปะทะกับฝ่ายต่อต้านอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ที่พวกเขาลดหรือระงับการทำวีซ่า/พาสปอร์ต เป็นพื้นที่ที่ทหารไม่ได้ควบคุมได้ทั้งหมด หากคนเหล่านี้ทำพาสปอร์ตใหม่ไม่ได้ ทางเลือกเดียวที่เหลือคือต้องกลับพม่า ฉันคิดว่าวัตถุประสงค์หลักของรัฐบาลทหารคือต้องการบีบให้กลับไป ฉันคิดว่าถ้าผู้คนไม่สามารถกลับพม่าได้ พวกเขาเลือกทำบัตรสีชมพู เพราะบัตรสีชมพูไม่ต้องกังวลเรื่องพาสปอร์ตหรือวีซ่า ฉันจึงหวังว่ารัฐบาลไทยจะไม่เข้มงวดกับนโยบายบัตรสีชมพูมากเกินไป” นักกิจกรรมรายนี้กล่าว