Search

เร่งพัฒนาสถานะบุคคล 3,000 สามเณรไร้สัญชาติ-รับรองตัวตนที่มั่นคงยิ่งขึ้น-เผยพระสงฆ์จำนวนมากเรียนจบนักธรรมเอก/มหาเปรียญประโยคสูงแต่ยังไร้บัตรประชาชนทั้งๆที่อยู่มานาน

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ณ ห้องประชุมพระพรหมวัชรธีราจารย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ได้มีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นที่เหมาะสมกับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือสัญชาติไทย สำหรับกลุ่มเด็กที่บรรพชาเป็นสามเณร ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เพื่อหาแนวทางจัดการศึกษาและแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของสามเณรให้สามารถเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาและได้รับการรับรองสถานะทางกฎหมายอย่างเหมาะสม

นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่กล่าวเปิดการประชุมว่า ในการจัดการศึกษาของประเทศไทย กฎหมายและนโยบายด้านการศึกษากำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษา โดยไม่จำกัดสัญชาติหรือสถานะทางทะเบียนราษฎร แม้เด็กคนนั้นจะไม่มีบัตรประชาชนหรือไม่มีหลักฐานทางทะเบียนเลย ก็สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนได้ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงขั้นสูงสุด กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ในรูปแบบ คณะกรรมการ 3 ฝ่าย เพื่อสำรวจจำแนกกลุ่มเด็กนักเรียนที่ไม่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก โดยกำหนดรหัสชั่วคราวที่เรียกว่าเลข G (Generate Code) ขึ้นมาเพื่อใช้ในการจัดเก็บข้อมูลนักเรียนในระบบการศึกษา ปัญหาสถานะบุคคลไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโรงเรียนสายสามัญเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงวงการสงฆ์

“พระสงฆ์และสามเณรจำนวนมากที่บวชเรียนอยู่ในวัด ทั้งทางโลกและทางธรรม ปฏิบัติธรรม สอบได้นักธรรมเอก หรือเป็นมหาเปรียญประโยคสูงๆ แต่กลับไม่มีบัตรประชาชน แม้พระสงฆ์บางรูปจะเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนานมาก ตั้งแต่ก่อนปี 2535 อยู่ตามแผนยุทธศาสตร์การสำรวจ แต่กระบวนการทางกฎหมายสำหรับพระสงฆ์มีความซับซ้อนและมีข้อจำกัดเฉพาะตัวอย่างมาก พระสงฆ์ที่ถือบัตร 089 (เกิดต่างประเทศ) หากต้องการแปลงสัญชาติเป็นไทยตามกฎหมายปกติ มักติดเงื่อนไขเรื่องการเสียภาษี การมีรายได้ หรือการขอสัญชาติตามคู่สมรส ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ขัดกับวิถีแห่งสมณเพศอย่างสิ้นเชิง พระสงฆ์ที่ไม่มีสัญชาติไทย ไม่สามารถได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์ได้ และไม่สามารถเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันหรือสร้างชื่อเสียงในต่างประเทศได้ แม้จะทำคุณประโยชน์มหาศาลก็ตาม”นายชัชวาลย์ กล่าว

ขณะที่พระมหาอินสอน คุณวุฑโฒ ผู้อำนวยการโรงเรียนดอนสะเก็ดผดุงศาสน์ กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ของสามเณรไร้รัฐคือการขาดเอกสารทางทะเบียน แต่ศูนย์การเรียนร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม ได้วางกระบวนการยกระดับสถานะบุคคลอย่างเป็นระบบโดย เริ่มต้นจากการกรอกใบแจ้งประวัติบุคคล หรือ แบบ จ. (แบบสำรวจประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน) เพื่อเก็บข้อมูลพื้นฐาน จากนั้นจึงนำข้อมูลเข้าสู่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อออกรหัสประจำตัวเด็กนักเรียนที่ไม่ใช่สัญชาติไทย (ตัว G) และดำเนินกระบวนการร่วมกับหน่วยงานปกครองเพื่อเปลี่ยนสถานะจากรหัส G ไปเป็น เลขประจำตัว 13 หลักที่ขึ้นต้นด้วยเลข 0 ซึ่งช่วยให้สามเณรได้รับสิทธิทางกฎหมายและการรับรองตัวตนที่มั่นคงยิ่งขึ้น โดยในระดับมัธยม พบสามเณรไร้สัญชาติประมาณ 3,000 รูป ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 10 ของจำนวนสามเณรระดับมัธยมทั้งหมด 30,000 รูป ในอดีตสามเณรรหัส G ในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาไม่เคยได้รับการยกฐานะเป็นเลข 0 แม้แต่รูปเดียว แต่ในปีที่ผ่านมา จากความร่วมมือผ่านเครือข่ายศูนย์การเรียน 4 สาขา 23 ห้องเรียน สามารถยกฐานะสามเณรจากรหัส G เป็นเลข 0 ได้สำเร็จประมาณ 200 รูป

ด้านนายสุรศักดิ์ กัลยาธิ รองศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า กฎหมายการศึกษาของไทยไม่อาจแยกขาดจากกฎหมายระหว่างประเทศได้ โดยเฉพาะ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child – CRC) ซึ่งร่างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2532 และประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกในปี พ.ศ. 2535 ร่วมกับภาคีทั่วโลกกว่า 195 ประเทศ ในการปฏิบัติงานจริง เกิดข้อถกเถียงทางกฎหมายอย่างยาวนานเนื่องจากถ้อยคำที่ปรากฏในกฎหมายสองฉบับมีความยอกย้อนกันคือ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (มาตรา 6) บัญญัติไว้ชัดเจนว่าการจัดการศึกษามุ่งเน้นให้คนไทยได้รับการพัฒนาทั้งทางร่างกายและสติปัญญา และพ.ร.บ. การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 ใช้คำว่า “เด็ก” โดยไม่ได้นิยามจำกัดเฉพาะเด็กสัญชาติไทย ทำให้เกิดมุมมองที่ต่างกันว่าครอบคลุมถึงเด็กไร้สัญชาติหรือเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรด้วยหรือไม่

นายสุรศักดิ์กล่าวว่า การที่ประเทศไทยให้เด็กไม่มีสัญชาติหรือเด็กไม่มีสถานะทางทะเบียน เข้าเรียนในระบบได้นั้น ไม่ใช่เพราะบทบังคับตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติโดยตรง แต่เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศและมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ตลอดจนคู่มือการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ

ด้านนางสาวธนาภา ผู้แทนกรมการปกครองจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อเด็กนักเรียนที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนเข้ารับการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจะกำหนดรหัสขึ้นต้นด้วยอักษร G ให้แก่เด็ก เพื่อใช้ในระบบบันทึกตัวตนทางการศึกษา จากนั้นข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปรวบรวมไว้ที่กรมการปกครอง ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง Big Data ใหญ่ระดับประเทศ ในทุกปีการศึกษา กรมการปกครองจะประมวลผลข้อมูล Big Data นี้ และกระจายรายชื่อลงไปยัง สำนักทะเบียนอำเภอทั้ง 878 แห่ง ทั่วประเทศตามพื้นที่ที่เด็กเรียนอยู่ เพื่อให้แต่ละอำเภอรับผิดชอบดำเนินการแก้ไขสถานะทางทะเบียนให้ถูกต้อง

นางสาวธนาภากล่าวว่า ในกรณีอำเภอดอยสะเก็ด พบว่ามีรายชื่อนักเรียนรหัส G ที่ส่งมาจากส่วนกลางจำนวนมากถึง 1,481 ราย ซึ่งฝ่ายทะเบียนอำเภอต้องเร่งดำเนินการจัดการให้เสร็จสิ้นหมดหน้าตัก ก่อนที่ข้อมูลก้อนใหม่ของปีการศึกษาถัดไปจะถูกส่งทับซ้อนเข้ามา นอกจากปริมาณงานที่ท้าทายแล้ว สำนักทะเบียนอำเภอยังต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ในการทำงาน ได้แก่ การเปลี่ยนเจ้าหน้าที่บ่อยและความสมบูรณ์ของเอกสาร