Search

นักอนุรักษ์-ชาวบ้านหลายชาติร่วมวิพากษ์ธนาคารโลกปล่อยกู้สร้างเขื่อนทำลายความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำ-ชาวคองโกหลายพันครอบครัวต้องอพยพ/ชาวปากีสถาน 2 ล้านคนอยู่อย่างลำบาก

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ที่ห้องประชุม Gallery Room ชั้น 3 หอศิลปและวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร(BACC) ภายในนิทรรศการผลงานจากโครงการ “ศิลปะแสดงสดนานาชาติ เชียงราย 2026 : การต่อต้านเพื่อแม่น้ำ” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-25 ตุลาคม ได้มีเวทีเสวนาเรื่อง “คำสัญญาแห่งความลวง:ประสบการณ์รณรงค์หลายทศวรรษท่ามกลางการสนับสนุนทางการเงินอย่างต่อเนื่องของธนาคารโลกต่อโครงการเขื่อนไฟฟ้า” โดยมีตัวแทนองค์กรภาคประชาชนนานาชาติจากหลายประเทศร่วมกันเป็นวิทยากร

นางสมปอง เวียงจันทร์ ตัวแทนสมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล กล่าวว่าตั้งแต่เริ่มโครงการเขื่อนปากมูลมีการรวมตัวในภาคประชาชน แต่ถูกสกัดกั้นและทางการไม่รับฟังข้อเรียกร้อง ได้มีการประชุมกันเพื่อคัดค้านการสร้างเขื่อน ตนเดินทางเข้ากรุงเทพเป็นครั้งแรกในชีวิตเพื่อเรียกร้องราวปี 2533 ชาวบ้านยื่นหนังสือก็ไม่ได้รับความสนใจ ต่อมาเกิดการรัฐประหาร ในยุครัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัน การรวมตัวของประชาชนหยุดชะงัก สุดท้ายก็พยายามเดินทางเข้ากรุงเทพเพื่อเรียกร้องต่อเนื่องถึงปี 2534 จึงได้นัดเจรจา 

นางสมปองกล่าวว่า ปี 2536 ธนาคารโลกมาลงทุนในประเทศไทย จึงเรียกร้องให้หยุดการปล่อยเงินกู้เพื่อสร้างเขื่อนปากมูล เมื่อเริ่มสร้างเขื่อนส่งผลกระทบมีน้ำท่วม ผลกระทบเรื่องที่ดินที่อยู่อาศัย ชาวบ้านเรียกร้องค่าชดเชยรวมตัวกันราว 5,000 คน จึงได้รับค่าชดเชยที่ 135,000 บาท ต่อมาน้ำท่วม เข้าออกลำบาก เกิดน้ำเท้อ จึงเสนอเรื่องต้องย้ายออก และเกิดการขัดแย้งสองฝ่ายกับทางผู้ใหญ่บ้าน 

“พวกเรามั่นใจว่าหากสร้างเขื่อน  70 ม. ชีวิตลำบากแน่ จึงมารวมตัวที่กรุงเทพต่อเนื่อง ทางรัฐแจ้งว่าจะจัดหาที่ดินให้ ผู้สื่อข่าวมาลงพื้นที่หลายสำนัก ปี 2540 ลงเรือสำรวจให้ดูว่ามีปลาน้อยลง ให้เห็นว่ามีเขื่อนตั้งแต่ปี 2537 ปลาหายไป มีการเสนอบันไดปลาโจน สุดท้ายแล้วธนาคารโลกมีคณะกรรมการศึกษาและยืนยันว่าเขื่อนล้มเหลว แต่ก็ไม่ได้ยกเลิกเขื่อน สรุปว่า ผ่านมาหลายรัฐบาลการชดเชยไม่คุ้มค่ากับผลกระทบจากเขื่อน” นางสมปองกล่าว

ไอริส คาชินดิ (Iris Kashindi ) จากองค์กร CORAP ประเทศคองโก กล่าวว่า มีการสร้างเขื่อนอิงกา (Inga Dam) 1-2 และโครงการใหม่แห่งที่ 3 กั้นแม่น้ำคองโกเพื่อผลิตไฟฟ้า และลดปัญหาความยากจน แต่ภาคประชาชนได้มีการรวมกลุ่มต่อต้านเพราะส่งผลกระทบต่อชุมชนเป็นอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อที่ดินทำกิน ครอบครัวหลายพันครัวเรือนได้รับผลกระทบและไม่ได้รับการชดเชยใดๆ จนทุกวันนี้ รัฐบาลไม่เข้าใจผลกระทบของเขื่อนต่อชุมชน พวกเราพยายามรวมกลุ่มเรียกร้องรัฐบาลและต่อต้านเขื่อนทั้งในระดับชาติและนานาชาติ 

ฮัสซัน จาวา ตัวแทนจากเครือข่ายลุ่มน้ำสินธุ ประเทศปากีสถาน กล่าวว่า ธนาคารโลกสนับสนุนปากีสถานสร้างโครงการเขื่อนไฟฟ้า มีการต่อรองกันในปี 1997 มีการถกเถียงเรื่องเขื่อนและระบบนิเวศ ท่วมลำน้ำสาขา 15 สาย เราทำการเกษตรปลูกข้าวที่ดีที่สุด ประชาชนทำประมง 2 ล้านคน แต่ทุกวันนี้ไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ได้อีกแล้ว แม่น้ำกลายเป็นปนเปื้อนไม่สะอาด ปลาที่หายไป สุดท้ายต้องไปเป็นแรงงานรับจ้างทำงานในเมืองไม่สามารถหาปลาได้อีกต่อไป แม้การขายไฟฟ้าจะมีรายได้มาก แต่ชุมชน 88 % สูญเสียความอุดมสมบูรณ์ และสูญเสียวัฒนธรรมที่ผูกพันกับแม่น้ำ ค่าชดเชยไม่สามารถชดเชยความสูญเสียได้ 

นายยูจิน ซิมานอฟ นักสิ่งแวดล้อมอดีตสหภาพโซเวียตจากเครือข่ายแม่น้ำข้ามไร้พรมแดน กล่าวว่า การต่อสู้ระหว่างทุนนิยมกับคอมมิวนิสต์ต่างก็สร้างเขื่อน มีการสร้างโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อพัฒนาการผลิตข้าวและฝ้าย ในช่วงต้นปี 2000 ทะเลสาบขนาดใหญ่หายไปเพราะน้ำถูกเอาไปผลิตข้าวและฝ้ายจำนวนมากในเอเชียกลาง แต่การพัฒนาแหล่งนี้ยังเดินหน้า หลักการคือการจัดการแม่น้ำที่ไหลลงสู่ทะเล แต่นำไปใช้ในระบบชลประทานและผลิตไฟฟ้า มีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหว 

“ชีวิตของประชาชนต้องแตกสลายจากการสร้างเขื่อน ผู้คนก็แก่ชราเรื่อยๆ เขื่อนหลายหมื่นแห่งทั่วโลก เพียง 30% เท่านั้นยังใช้ประโยชน์ได้ ต้องพิจารณาว่าเขื่อนไหนต้องรื้อทิ้ง เราต้องช่วยกันเรียกร้อง ทั้งการต่อสู้ของชุมชนและสังคม ไม่ใช่ห้ามว่าอย่าให้เกิดเขื่อนอีก แต่ความรับผิดชอบจากโครงการเก่าๆจะรับผิดชอบกันอย่าไร แทนที่จะเอาเงินทุนไปให้โครงการใหม่ ธนาคารโลกเอาเงินไปเยียวยาความเสียหายดีกว่า”นายยูจิน ซิมานอฟ กล่าว

ดร.ฟิลิป เฮิร์ช ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ออสเตรเลีย  กล่าวว่า ธนาคารโลกให้เงินกู้เขื่อนน้ำเทิน 2 ในลาว และออกรายงาน Doing Dam Better “สร้างเขื่อนที่ดีขี้น” แต่มีนโยบายตอบสนองต่อผู้ได้รับผลกระทบบ้างหรือไม่  เราเห็นถึงความร่วมมือของธนาคารโลกกับรัฐบาลต่างๆ ที่ปิดปากประชาชน ไม่ให้ตั้งคำถามตรงไปตรงมา และมีการกดทับประชาชนและเป็นเผด็จการมากขึ้น

นายบาตอง ตัวแทนชนเผ่าจากลุ่มน้ำเซียง วัย 33 ปี ซึ่งเดินทางมาจากชายแดนระหว่างทิเบตอินเดีย กล่าวว่าแม่น้ำของตนที่ไหลจากอินเดีย 6 เดือนที่ผ่านมาตนเป็นคนเดียวในชนเผ่าที่ได้ออกมาสื่อสารกับโลกภายนอกถึงปัญหาการผลักดันโครงการเขื่อนยักษ์ ตลอด 8 เดือนมีการโจมตีชุมชน ทำร้ายประชาชน

“ผมเป็นชนเผ่าล่าสุดที่กำลังเกิดปัญหา ผมไม่รู้ว่าเงินกู้เป็นอย่างไร รู้แต่เราเดือดร้อน พวกเรามี 2.5 หมื่นจิตวิญญาณกำลังถูกทำลาย ผู้ว่าการรัฐของเราพยายามจ่ายเงินให้ชุมชน ให้เงินปิดปาก ผมอยากให้โลกรู้ว่าใครที่เข้ามาในพื้นที่ของผม ใครจะมาทำลายลุ่มน้ำสุดท้ายที่ไหลอิสระ ผมเรียนจบวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม environmental engineer เรากำลังเผชิญสิ่งที่เป็นดังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ปู่ของผม พ่อของผม ตลอด47 ปีต้องสู้กับนักการเมืองที่จะเข้ามาสร้างเขื่อน”นายบาตอง กล่าวอย่างความอัดอั้นตันใจด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

———-